ข่าว

หนึ่งทศวรรษ 'ลาห์ม' ลาก่อนกัปตันของข้า

หนึ่งทศวรรษ 'ลาห์ม' ลาก่อนกัปตันของข้า

20 ก.ค. 2557

หนึ่งทศวรรษ 'ลาห์ม' ลาก่อนกัปตันของข้า : โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected]

 
                        ใครบางคนเคยบอกไว้ว่า ความหมายของคำว่า "ลาก่อน" บางครั้งคือ "อย่าได้พบกันตลอดกาล" แต่สำหรับบางคนคำว่า "ลาก่อน" คือบทกวีสรรเสริญนับตั้งแต่แรกรู้จักถึงวันจากลา
 
                        หากพูดถึงความเป็น ชาวบาวาเรียน และใช้ภาษา "โฮคดอยช์" เยอรมันมาตรฐานโดยกำเนิดของ ฟิลิปป์ ลาห์ม แม้จะสูง 170 เซนติเมตร แต่ก็ถือว่าร่างเล็กกว่าเพื่อนร่วมรุ่น "อินทรีเหล็ก" ทีมชาติเยอรมนี อยู่มาก นับตั้งแต่ชุดตกรอบแรกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 12 "ยูโร 2004" สำหรับการรับใช้ทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก ในตำแหน่ง แบ็กซ้าย ด้วยวัย 20 ปี และถือเป็นผู้เล่นหนึ่งในสามจากชุดดังกล่าว ร่วมกับ มิโรสลาฟ โคลเซ และ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ที่อยู่รอดมาเป็นแชมป์โลกในปีนี้
 
                        "ยูโร 2004" สำหรับกองทัพ "ดิ มานน์ชัฟท์" ราวกับสิ่งชำรุด ตกหล่น และเร้นหาย ความหวังดับอย่างรวดเร็วราวถูกปล้นชิง แต่ถึงอย่างนั้น ลาห์ม ที่เพิ่งมีอายุขึ้นหลักยี่สิบ ได้รับคำชมตั้งแต่ติดทีมชาติชุดใหญ่นัดแรก เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2004 ด้วยการชนะ โครเอเชีย 2-1 ในเกมกระชับมิตร และถูกคาดหมายว่าจะเป็นแบ็กซ้ายความหวังใหม่ หลังพ้นยุค อันเดรียส เบรห์เม จากชุดแชมป์โลก "อิตาเลีย 90"
 
                        และภายใต้การปฏิวัติใหม่ของ เจอร์เกน คลินส์มันน์ บุนเดสเทรนเนอร์ และ โยอาคิม เลิฟ ผู้ช่วย แม้ ลาห์ม จะหายหน้าไปหนึ่งปีจากกระดูกเท้าแตกและเอ็นข้อเท้าฉีก ทว่าก็ยังได้รับความไว้ใจจาก "ฉลามขาว" ซึ่งสุดท้าย เยอรมนี ได้อันดับ 3 ฟุตบอลโลก และเช่นเดิม ลาห์ม เป็นหนึ่งในผู้เล่นคุณภาพ ค่าเฉลี่ยต่อเกมไม่เคยต่ำกว่ามาตรฐานของตัวเอง โดย "อินทรีเหล็ก" ลงสนาม 7 เกม รวม 690 นาที และลาห์ม ก็อยู่ในสนามด้วยทุกนาทีใน "เยอรมนี 2006"
 
                        ต่อมาใน "ยูโร 2008" ลาห์ม กล่าวว่า "ราวกับร่างของเขาร่วงหล่นเหมือนใบไม้แห้งในฤดูใบไม้ร่วง และค่อยๆ ขาดวิ่นทีละชิ้น ทีละส่วน" เนื่องจากในรอบชิงชนะเลิศ กับ สเปน เขาเป็นผู้เล่นคนสุดท้ายที่อยู่ในตำแหน่งต้องเข้าสกัด เฟอร์นันโด ตอร์เรส แต่ทำไม่สำเร็จ ทั้งที่รอบรองชนะเลิศ ลาห์ม เพิ่งเป็นฮีโร่ ยิงชนะ ตุรกี 3-2 ในนาทีสุดท้าย
 
                        ฟุตบอลโลก "แอฟริกาใต้ 2010" อาจเป็นเดือนปีที่แตกกระจายเป็นความรวดร้าวของ มิชาเอล บัลลัค ที่เจ็บและไม่ได้กลับเข้าทีมอีกเลยหลังจากนั้น และเลิฟได้ยกตำแหน่งกัปตันทีมให้ ลาห์ม ที่เข้าสู่วัยเบญจเพส ที่ได้กล่าวว่า หากคำว่าประหลาดใจ คือคำอธิบายสถานการณ์ไม่คาดฝัน แต่เขาก็รู้สึกดี แต่สุดท้าย "อินทรีเหล็ก" จบอันดับ 3 เช่นเดียวกับ 4 ปีก่อน แต่หนนี้ ลาห์ม เป็นผู้เดินนำเพื่อนร่วมทีมขึ้นไปรับเหรียญรางวัล
 
                        "ยูโร 2012" เป็นบทพิสูจน์ว่า สิ่งที่เดินทางยาวนานไม่ใช่ชีวิต แต่คือ "กาลเวลา" เพราะด้วยมาตรฐานการเล่น และกลยุทธ์ของเลิฟ ทำให้สื่อและเกจิอาจารย์เชื่อมั่นว่า "อินทรีเหล็ก" จะได้แชมป์ ทว่าก๊วนของ ลาห์ม ต้องอกหักพ่าย อิตาลี 1-2 ในรอบรองชนะเลิศ ยังไม่ใช่เวลาของคำว่า "เมด อิน เยอรมนี"
 
                        หนึ่งทศวรรษของการใช้ชีวิตในตรา "อินทรีเหล็ก" ลาห์ม เป็นกัปตันทีมชาติเยอรมนี (รวมเยอรมันตะวันตก) คนที่ 4 ที่ได้ชูถ้วยแชมป์โลก ต่อจาก ฟริตซ์ วอลเตอร์ (1954), ฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์ (1974) และ โลธาร์ มัทเธอุส (1990) พร้อมจบสถิติทีมชาติ 113 นัด ผ่านฟุตบอลโลก 3 สมัย ซึ่งบังเอิญเหลือเกินว่า ประตูชัยของ มาริโอ เกิตเซ ใน "ชามอ่างยักษ์" สนามมาราคานา รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก "บราซิล 2014" เกิดขึ้นในนาที 113 เช่นกัน
 
                        ชีวิตที่เดินทางยาวนานหนึ่งทศวรรษในกองทัพ "อินทรีเหล็ก" กาลเวลาทำให้ ลาห์ม ก้ามข้ามวัยจากเด็กหนุ่มวัย 20 มาสู่ผู้ใหญ่วัย 30 เขาไม่ได้หวังให้ใครหลายคนได้จดจารเอ่ยนาม แต่เพียงหวังให้รุ่นน้องศรัทธาต่อการกระทำ สิบปีที่ผ่านมา มีความผิดหวังที่ยากจะเลือนสลาย แต่สุดท้ายความแน่วแน่ต่อวิถีทางการต่อสู้ และความมุ่งมั่น อดทน...ไม่ใช่เพียงแค่สายลมปลอบใจ แต่มีรางวัลอยู่ตรงปลายทาง...
 
 
 
 
 
-------------------------
 
(หนึ่งทศวรรษ 'ลาห์ม' ลาก่อนกัปตันของข้า : โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected])