ข่าว

ยุทธการโลกล้อมอเมริกา

ยุทธการโลกล้อมอเมริกา

20 ก.ค. 2557

เปิดโลกวันอาทิตย์ : ยุทธการโลกล้อมอเมริกา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                           ขณะที่แดนดินถิ่นอินทรีผยองอเมริกากำลังติดหล่มความขัดแย้งครั้งใหม่ในยูเครน ในอิรักและอิสราเอลที่เปิดสงครามครั้งใหม่กับกลุ่มฮามาส รวมทั้งยังเกิดศึกสายลับกับพันธมิตรเยอรมนีซึ่งไม่ยอมอดทนอีกต่อไป หลังบ้านของแดนอินทรีผยองทั้งในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ที่เปิดโล่งโจ้งอยู่ ปราศจากแนวป้องกันใดๆ เนื่องจากรัฐบาลขวาจัดที่ทำเนียบขาวเคยสนับสนุนต่างถูกประชาชนไล่ลงจากเวทีการเมืองเป็นแถวๆ ก็ถูก 2 อดีตพี่เบิ้มค่ายสังคมนิยมทั้งแดนหมีขาวรัสเซียและมังกรจีน ที่เคยหันหน้ากันคนละทาง สร้างดาวกันคนละดวง คราวนี้หันมาจับมือกันตีตลบหลังบ้านของสหรัฐจนพรุน 
 
                           ยุทธการโลกล้อมอเมริกามากขึ้นเห็นได้ชัดเมื่อวลาดิมีร์ ปูติน แห่งทำเนียบวังเครมลิน ได้เริ่มต้นภารกิจเยือนภูมิภาคแคริบเบียนและอเมริกาใต้อย่างเป็นทางการในช่วงฟุตบอลโลก ท่ามกลางการจับจ้องของนักวิเคราะห์ที่เดาทางได้ว่าเครมลินต้องการมาปักหมุดของรัสเซียตั้งแต่อเมริกาเหนือจรดละตินอเมริกา โดยเฉพาะการพยายามผลักดันระเบียบโลกใหม่ที่มีหลายขั้วขึ้นเพื่อถ่วงดุลกับขั้วอำนาจเดี่ยวของสหรัฐ
 
                           เริ่มด้วยการเยือนคิวบาเป็นประเทศแรก ซึ่งปูตินได้พบกับ 2 พี่น้องหมายเลขหนึ่งจากตระกูลคาสโตร ทั้งฟิเดลและราอูล และสร้างความประทับใจด้วยการประกาศยกหนี้ของคิวบาที่ค้างชำระตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียตจำนวน 35,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.15 ล้านล้านบาท) หรือร้อยละ 90 ของหนี้ทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกราว 3,500 ล้านดอลลาร์จะแปรสภาพหนี้เป็นเม็ดเงินลงทุนในโครงการช่วยเหลือด้านการศึกษา รวมทั้งโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม สาธารณสุข และโครงการช่วยฟื้นอุตสาหกรรมสำรวจน้ำมันนอกชายฝั่งเกาะโบกา เด จารูโก ทางตอนเหนือของคิวบา ซึ่งเท่ากับช่วยทลายวงล้อมของสหรัฐที่คว่ำบาตรคิวบาทางเศรษฐกิจมานานถึง 52 ปีได้สำเร็จ และรัสเซียก็ได้รางวัลตอบแทนที่แสนคุ้มค่าเมื่อคิวบาไฟเขียว
ให้แดนหมีขาวกลับเข้าไปเปิดศูนย์อำนวยการด้านข่าวกรอง ซึ่งเคยใช้ดักฟังสหรัฐในสมัยสงครามเย็นได้อีกครั้งหลังจากรัสเซียจำเป็นต้องปิดศูนย์จารกรรมแห่งนี้เมื่อปี 2544 ด้วยปัญหาเรื่องงบประมาณ โดยศูนย์นี้ตั้งที่เมืองลัวร์เดส ชานกรุงฮาวานา ห่างจากชายฝั่งทางตะวันออกของสหรัฐเพียง 250 กิโลเมตรเท่านั้น 
 
                           จากนั้น ปูตินก็เดินทางต่อไปที่อาร์เจนตินา และก็ได้สร้างข่าวใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เรื่องที่บรรลุข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งรัสเซียเสนอตัวจะช่วยสร้างไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่งให้ หรือกรณีประกาศว่าอาร์เจนตินา เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญที่สุดของรัสเซียในภูมิภาคแถบนี้ หรือซื้อใจประธานาธิบดีคริสตินา เคิร์ชเนอร์ ที่กำลังถูกสหรัฐบีบให้ชดใช้เงินกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.2 หมื่นล้านบาท) ให้แก่กองทุนป้องกันความเสี่ยงภายในสิ้นเดือนนี้ เนื่องจากปฏิเสธไม่ยอมปรับโครงสร้างหนี้ค้างชำระของประเทศ ด้วยการเสนอตัวเป็นกาวใจไกล่เกลี่ยให้อังกฤษยอมเจรจากับอาร์เจนตินาเพื่อยุติปัญหาพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ที่เคยเป็นชนวนให้ 2 ประเทศเปิดสงครามเมื่อปี 2525 โดยอังกฤษเป็นฝ่ายชนะยืนยันสิทธิเหนือหมู่เกาะนี้ ทั้งๆ ที่อยู่ห่างไกลนับพันๆ ไมล์
 
                           หากแต่เป็นความฉลาดของปูตินที่เจาะจงเลือกอาร์เจนตินา เป็นสถานที่ประกาศแนวคิด “โลกหลายขั้ว” ที่มีความเท่าเทียม ความมั่นคง และไม่สามารถแบ่งแยกได้ โดยเฉพาะการไม่มีระบบ “สองมาตรฐาน” แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่สามารถเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจโลกมากขึ้น  
 
                           ประเทศที่ 3 ที่ปูตินเยือนและมีส่วนร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ก็คือแดนแซมบาบราซิล ปูตินอาศัยความปากหวานยกย่องบราซิลว่าเป็น “หุ้นส่วนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ของรัสเซียในภูมิภาคอเมริกาใต้ กระทั่งได้ร่วมลงนามในข้อตกลงทางการทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสาธารณสุข โดยผู้นำเครมลินต้องการจะยกระดับการค้าจาก 5,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.8 แสนล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว ขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.21 แสนล้านบาท) จนแดนแซมบาหลงดีใจเตรียมจะสั่งซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศจากมอสโก อาทิ “แพนต์ซีร์ - เอส 1” ระบบขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้และพิสัยกลาง และระบบปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน  
 
                           ในช่วงไล่เลี่ยกันนั้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งแดนมังกร ได้ออกเดินทางจากกรุงปักกิ่งเพื่อเยือน 4 ประเทศในอเมริกาใต้ ประกอบด้วย บราซิล เวเนซุเอลา ประเทศส่งออกน้ำมันรายสำคัญ คิวบา พันธมิตรการเมืองยาวนาน และอาร์เจนตินา ประเทศผู้ส่งออกถั่วเหลืองให้จีน นับเป็นครั้งที่ 2 ของสี จิ้นผิงที่เยือนภูมิภาคนี้นับจากรับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ห้วงที่การค้าของจีนกับภูมิภาคนี้เพิ่มสูงขึ้น โดยจีนได้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมหาศาลจากอเมริกาใต้แล้วส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปยังภูมิภาคนี้ พร้อมๆ ไปกับการมองหาแหล่งป้อนพลังงานเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ 
 
                           แผนล้มยักษ์อเมริกาก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในเมืองฟอร์ตาเลซ่า ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแดนแซมบานี้เอง เมื่อสี จิ้น ผิงได้พบกับปูติน รวมทั้งผู้นำบราซิล อินเดีย และแอฟริกา หรืออีกนัยหนึ่ง 5 เสือจาก 4 ทวีปได้ร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ระหว่างช่วยกันจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ไม่ปล่อยให้ตกอยู่ในมือของสหรัฐผ่านการควบคุมธนาคารโลก และพันธมิตรตะวันตกที่ผูกขาดการบริหารไอเอ็มเอฟ อีกต่อไป โดยผู้นำประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ "บริกส์" ทั้ง 5 ประเทศได้เปิดประชุมสุดยอด จากนั้นร่วมกันประกาศตั้งธนาคาร "บริกส์" และกองทุนการเงินสำหรับภาวะฉุกเฉิน หรือมินิไอเอ็มเอฟ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของประเทศพัฒนาให้สามารถรับมือกับวิกฤติการณ์ค่าเงินได้ ไม่ต้องตกเป็นลูกไก่ในกำมือของกลไกการเงินของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเหมือนที่แล้วๆ มา
 
                           โดยธนาคารบริกส์จะมีทุนจัดตั้งมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับส่งเสริมโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนกองทุนการเงินสำหรับภาวะฉุกเฉิน หรือมินิไอเอ็มเอฟ จะมีทุนจัดตั้ง 1 แสนล้านดอลลาร์ เริ่มจากทุนเริ่มต้น 5 หมื่นล้านดอลลาร์ จากการลงขันในจำนวนเท่ากันของทั้ง 5 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศใดมีอิทธิพลเหนือองค์กรมากกว่าประเทศอื่น จากนั้นค่อยๆ เพิ่มทุนจนถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ โดยจีนจะลงขันมากที่สุดเกือบ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ 
 
                           ผู้นำทั้ง 5 ประเทศยังร่วมกันแถลงว่าการจัดตั้งธนาคารบริกส์นอกจากเพื่อช่วยวางรากฐานป้องกันเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจากวิกฤติในตลาดแล้ว ยังมีขึ้นเพื่อช่วยจัดระเบียบระบบธรรมาธิบาลทางเศรษฐกิจของโลกเพื่อเป็นตัวแทน และเป็นเสียงจากประเทศกำลังพัฒนา แม้ว่าในตอนแรกของการตั้งกองทุนนี้จะจัดเก็บเป็นเงินสกุลดอลลาร์ก่อน แต่เป้าหมายท้ายที่สุดก็คือจะไม่ใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เปลี่ยนเป็นสกุลเงินของประเทศสมาชิกบริกส์ในอนาคต
 
                           ทั้งนี้ สำนักงานของธนาคารบริกส์จะตั้งอยู่ที่มใหานครเซี่ยงไฮ้ ศูนย์กลางการเงินในจีน ส่วนประธานคนแรกจะมาจากอินเดีย โดยตำแหน่งจะหมุนเวียนกันไประหว่างประเทศสมาชิกทุกๆ 5 ปี นอกจากนี้ แต่ละประเทศจะส่งรัฐมนตรีคลัง หรือผู้ว่าธนาคารกลาง มาเป็นคณะกรรมการบริหารธนาคาร  เชื่อว่าในอนาคตจะเปิดรับสมาชิกอื่นๆ อาทิ เม็กซิโก อินโดนีเซีย และอาร์เจนตินา 
 
                           เรียกได้ว่าก้าวแรกของแผนล้มยักษ์อเมริกากำลังไปได้สวย ทั้งจากการตั้งทฤษฎีการเมืองโลกใหม่เป็นโลกหลายขั้วแทนโลก 2 ขั้วหรือขั้วเดียวที่สหรัฐยึดครองอำนาจแต่ประเทศเดียว ตลอดจนการตั้งธนาคารบริกส์สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ไว้คานอำนาจกับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟของโลกตะวันตก
 
 
 
 
------------------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ยุทธการโลกล้อมอเมริกา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)