
เมื่อคิดถึงคนอื่นมากขึ้น ทุกข์ของเราจะน้อยลง
20 ก.ค. 2557
คอฟฟี่เบรค : เมื่อคิดถึงคนอื่นมากขึ้น ทุกข์ของเราจะน้อยลง : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์
ฉันพบกับ 'กล้า' ภาณุวัฒน์ จิตติวุฒิการ ศิลปินช่างภาพรุ่นใหม่ที่คว้ารางวัลภาพถ่ายมากมาย ที่พุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย ในงานกาลจักร ที่องค์ดาไลลามะมีโปรแกรมมาสอนสองปีครั้ง ซึ่งมีประชาชนผู้ลี้ภัยชาวทิเบตและลูกศิษย์นานาชาติของท่านทั่วโลกเดินทางมาร่วมภาวนาหลายแสนคน
ครั้งนั้น กล้า ทำโครงการ พาคนแก่ผู้ลี้ภัยชาวทิเบต ไปเข้าเฝ้าท่านดาไลลามะที่โน่นด้วยประมาณ 150 คน ฉันมารู้ทีหลังว่า เขาทำโครงการนี้มาประมาณ 5 ปีแล้ว ก็ตอนที่ไปชื่นชมงานนิทรรศการ ภาพถ่าย 'ร่องรอยแห่งแรงปรารถนา บทภาวนาเพื่อดินแดนที่ถูกลืม' (Trace of Dream) ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องนิทรรศการ People’s Gallery ชั้น 2 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อไม่นานมานี้ ที่กำลังจัดแสดงอยู่จนถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2557 เลยได้คุยกับเขาถึงเบื้องหลังการเดินทางไกลไปภาวนากับชาวทิเบต จนกลายเป็นนิทรรศการชุดนี้ ซึ่งทำให้ฉันอึ้งไปเหมือนกัน เมื่อเขาบอกถึงความทุกข์ภายในใจ
"ผมสูญเสียการได้ยิน ต้องใช้เครื่องฟัง และดวงตาข้างซ้าย ซึ่งกำลังเสื่อมลง ทำให้มองไม่เห็น"
นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการนำชายชราผู้พลัดถิ่นไปเข้าเฝ้าองค์ดาไลลามะ ดังบันทึกที่เขาเขียนไว้ในหนังสือภาพถ่ายชุดนี้ตอนหนึ่งว่า ... การถ่ายภาพดูจะเป็นหนทางเดียวที่ผมจะได้มีส่วนร่วมกับความงดงามของโลกใบนี้ก่อนที่จะสายเกินไป
"ผมอยากมีภาพความทรงจำเกี่ยวกับโลกใบนี้ด้วยตัวผมเอง ในช่วงแรกของการสูญเสียผมขาดความมั่นใจ และกลัวที่จะยอมรับความจริง แต่เมื่อเริ่มออกเดินทางตัวคนเดียว ผมค้นพบความสงบในจิตใจตนเองในท่ามกลางผู้คนแปลกหน้า การเฝ้าสังเกตและสัมผัสผู้คน ทำให้ผมกล้าที่จะเปิดรับความจริงทีละเล็กทีละน้อยในชีวิตว่า ชีวิตเราหนีความทุกข์ไม่พ้น ชีวิตผู้อื่นก็เช่นกัน ผมเริ่มเปิดใจสัมผัสความทุกข์ของคนอื่นมากขึ้น และเริ่มคิดถึงความทุกข์ของตัวเองน้อยลง แม้ในความเป็นจริง ความเจ็บปวดจากการสูญเสียไม่เคยหายไป แต่เมื่อใดที่มีความทุกข์มากระทบ ผมเรียนรู้ที่จะหันไปมองดูคนที่ทุกข์กว่าเรา เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราสามารถสัมผัสความทุกข์ยากของผู้อื่นได้ เมื่อนั้นความทุกข์ในตัวเรา ก็เบาบางลง ผมรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตของเรานั้นผูกพันกับชีวิตของคนรอบข้างอย่างแยกจากกันไม่ออก”
กล้าเล่าให้ฉันฟังว่า ที่เขาสัมผัสความเชื่อมโยงกันได้เพราะเวลาที่เขาคุยผ่านล่ามกับคนชราชาวทิเบต เขาสังเกตว่า เรื่องราวของทุกท่านเหมือนกันหมดเลย ถามทุกคน คำตอบก็ออกมาคล้ายกันมาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการเตี๊ยมกันมาก่อน ทั้งๆ ที่ต่างคนก็อยู่คนละที่
"ผมพยายามเฟ้นหาความรู้สึกส่วนตัว แต่สิ่งที่เห็นคือ อัตตาที่จะแสดงความรู้สึกส่วนตัว ตรงนี้มีน้อยมาก คำพูดของเขาที่แสดงออกมาเวลาที่คุยกับผม เขาพยายามสะท้อนเรื่องราวประสบการณ์ร่วมของคนทั้งประเทศมากกว่า แม้ขณะภาวนา เขายังขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้องค์ดาไลลามะอยู่เป็นเสาหลักของคนทิเบตต่อไป มีบางคนก็บอกว่า ขอให้ตนเองได้กลับไปตายที่บ้านเกิดเมืองนอน ขอให้ญาติพี่น้องที่อยู่ในทิเบต ปลอดภัย ผมรู้สึกว่าคำภาวนาเหล่านี้ มันมีพลังบางอย่างร่วมกันอยู่ ก็เลยคิดถ่ายภาพงานชุดนี้ขึ้นมาด้วยกระบวนการถ่ายภาพซ้อน (multiple exposure) เพื่อบันทึกช่วงเวลาแห่งการภาวนาที่แสดงออกให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณของผู้คนที่อาศัยอยู่ต่างที่ต่างเวลาแต่มีแรงปรารถนาเดียวกันได้"
นั่นน่ะซี ภาพแต่ละภาพหากไม่สังเกตก็เหมือนคนคนเดียวกัน แต่จริงๆ ไม่ใช่ กล้าบอกว่า แต่ละรูปคือคนคนหนึ่ง หากแต่เป็นช่วงเวลาของการภาวนาเหมือนกัน
"ตรงนี้สะท้อนความเชื่อของคนทิเบตที่ว่า ตัวเขาไม่ใช่ตัวเขา และคำภาวนาก็ไม่ได้เพื่อตัวเขาเอง แต่ภาวนาเพื่อคนอื่น เพื่อสิ่งอื่นตลอด ทำให้ผมรู้สึกเช่นกันว่า เมื่อเราคิดถึงคนอื่นมากขึ้น เราจะทุกข์น้อยลง"
------------------------------
(คอฟฟี่เบรค : เมื่อคิดถึงคนอื่นมากขึ้น ทุกข์ของเราจะน้อยลง : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์)



