ข่าว

'วิถีทูต วิถีธรรม' สุจิตรา หิรัญพฤกษ์

'วิถีทูต วิถีธรรม' สุจิตรา หิรัญพฤกษ์

20 ก.ค. 2557

คุยนอกกรอบ : 'วิถีทูต วิถีธรรม' สุจิตรา หิรัญพฤกษ์ : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

 
                           "เรามีพระที่เขียนหนังสือให้เด็กอ่านเยอะที่เด็กชอบ ทำไมไม่มาเขียนให้เด็กอ่าน ตรงนี้ทุกภาคส่วนของสังคมก็ต้องช่วยกันกระตุ้น สื่อมวลชน และครูด้วย"
 
 
                           หลังจากอดีตเอกอัครราชทูต ประจำราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์  'สุจิตรา หิรัญพฤกษ์' มารับหน้าที่ประธานกรรมการมูลนิธิมายา โคตมี ไม่กี่ปี พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ผู้ก่อตั้งมูลนิธิก็ลาสิกขาแบบสายฟ้าแลบ ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2556 ท่ามกลางความตกใจ งุนงงของลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด และผู้คนในสังคมวงกว้าง จนเป็นข่าวกระหึ่มว่าท่านสึกไปแต่งงานหลังจากนั้นเพียงสองวัน และเป็นข่าวมายาวนานอีกระยะหนึ่งก่อนที่จะเงียบไป  
 
                           จากวันนั้นจนถึงวันนี้ มูลนิธิมายา โคตมี ที่ตั้งขึ้นในปี 2533 อันมีวัตถุประสงค์ สนับสนุนเยาวชนด้านการศึกษา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งจำเป็นอื่นๆ โดยเฉพาะการอบรมจริยธรรมแก่เยาวชน ยังคงเดินหน้าภายใต้วัตถุประสงค์เช่นเดิม สุจิตรา ผู้เป็นกำลังสำคัญในการสานต่องานของมูลนิธิมาอย่างต่อเนื่อง เล่าย้อนไปในช่วงนั้นว่า ตอนนั้นอยู่ต่างประเทศพอดี พอกลับมาก็คิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้มีผลทางลบต่อมูลนิธิ 
 
                           "เพราะมีการพูดถึงเรื่องเงิน เรื่องทอง ก็พยายามไม่ให้เสียหายมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าออกไปตอบโต้ เฉยๆ เงียบๆ แล้วเราก็มีคุณอรชร ตั้งเจริญวงศ์ มาช่วยเป็นที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ ทำให้ผู้คนเข้าใจสถานะของมูลนิธิว่า มูลนิธิเป็นเอกเทศ ไม่ขึ้นอยู่กับวัดสุนันทวนาราม และไม่ได้ขึ้นกับอาจารย์มิตซูโอะ มีคณะกรรมการของมูลนิธิ เรื่องเงินทองบริจาคมีระเบียบการเบิกจ่าย การใช้ อย่างชัดเจน เพราะเราเป็นองค์กรทางการกุศล และสาธารณประโยชน์ ดำเนินตามหลักการที่พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก วางไว้ ซึ่งเราก็ยังเคารพท่านอยู่ จนถึงบัดนี้ผ่านไปปีกว่าๆ ก็มีพัฒนาการดีขึ้น"
 
                           สำหรับช่วงเวลานั้น สุจิตรากล่าวว่า มันเร็วเกินไป ไม่เคยคิดมาก่อน แต่ด้วยความที่เป็นทูตมาก่อน จึงนิ่ง ใคร่ครวญและค่อยๆ หาทางออก 
 
                           "ก็มองเห็นนะ ตอนนั้น ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองท่านเลย แต่ตกใจแทนมูลนิธิมายา โคตมีว่าจะทำอย่างไรต่อไป เท่านั้นเอง รู้สึกว่า มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น วิถีชีวิตของท่านต้องไปอย่างนั้น เราก็ต้องยอมรับ สมมุติว่าท่านเกิดไปโดยมรณภาพ มันจะเป็นคนละแบบเลย แต่จริงๆ มันเหมือนกัน คือ ท่านไปจากเรา แล้วตอนนั้นกระแสก็แรงมาก เพราะที่วัดสุนันทวนาราม ตอนที่ท่านอยู่ มีคนไปปฏิบัติเป็นพันๆ คน ช่วงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่นี่ก็หลายร้อยคน ท่านวางระบบไว้ดีมาก ทันสมัย ศาสนาไหนก็มาปฏิบัติด้วยกัน อย่างไรก็ตามไม่ว่าท่านจะเป็นอย่างไร ก็เรียกว่า ท่านเป็นคนของสังคม
 
                           สำหรับสภาวะจิตใจล่ะเป็นเช่นไร อดีตท่านทูต ลูกสาวของกันยา เทียนสว่าง นางสาวไทยคนแรกปี 2447 กับ ดร.สุจิต หิรัญพฤกษ์ คุณพ่อซึ่งเคยทำงานที่กระทรวงต่างประเทศมาก่อน เล่าถึงความรู้สึกตอนนั้น 
 
                           "1 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิมายา โคตมี ต้องปรับตัวมากเลยว่า ทำอย่างไรจึงจะไปรอด ถ้าจำได้ช่วงนั้น สังคม ความศรัทธาถดถอยมากเลย มากขนาดที่ว่า เวลาจัดปฏิบัติธรรมคนมาน้อยมาก เหลือเพียง 10-20 คน จากเป็นร้อยคน ช่วงครึ่งปีแรก ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าจะไปคว้าอะไร แต่ในที่สุดก็คุยกับท่านครูบาอาจารย์ที่วัดสุนันทวรารามว่าจะทำอย่างไรกันดี ก็เลยปรึกษากันว่าต้องเข้าหาทางหลวงปู่เลี่ยม ฐิตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี คืออย่างไรก็ตาม เราเป็นสายหนองป่าพง ทิ้งไม่ได้ การปฏิบัติก็ไม่เปลี่ยนแนว เราก็ไปกราบท่านที่วัดหนองป่าพง และขอให้ท่านช่วยดูแลเราในส่วนของการปฏิบัติธรรม เลยตัดสินใจว่าจะนิมนต์ครูบาอาจารย์ทางสายวัดหนองป่าพงทั้งหมด ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่ชา ครูบาอาจารย์ก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นใคร จากนั้น ครูบาอาจารย์ก็ช่วยจัดตารางให้ นิมนต์ครูบาอาจารย์ที่เคยสัมผัสกับหลวงพ่อชามา คือทุกท่านมีประสบการณ์ในการสอนและการปฏิบัติ และเมื่อเรามีจุดยืนแล้ว ความศรัทธาก็เริ่มกลับมา 
 
                           "อีกประการหนึ่งคือ เรามาอยู่ที่นี่ หมู่บ้านแถวนี้คนเยอะ ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เขาเข้าหาธรรมะได้ง่าย เราก็พยายามโปรโมทชาวบ้านแถบนี้ จากนั้นก็มีคนเริ่มมาปฏิบัติมากขึ้น ทั้งคอร์สสำหรับคนทั่วไป และผู้สูงวัย แต่สำหรับเด็กยังต้องทำอีกเยอะ ก็มีมาครั้งละ 20-30 คน เราก็พยายามปรับตัวในเรื่องการสอนธรรมะ เพราะเรามีสถานที่ เรามีครูบาอาจารย์ เราก็ไม่อยากทิ้งไปให้เสียประโยชน์ เมื่อผ่านไปปีหนึ่ง คิดว่า เรามาถูกทางแล้ว คนก็เริ่มมาปฏิบัติมากขึ้น ครูบาอาจารย์ก็มีประสบการณ์ดีก็มาสอนกัน เป็นพระวัดป่าในสายหลวงปู่ชาทั้งหมด "
 
                           จากนั้น โครงการใหม่ๆ ก็เริ่มต้นขึ้น 
 
                           "เราเริ่มทำโครงการสวดมนต์วันพฤหัสบดี เรียกว่า 'ธรรมะบำรุงใจ' เน้นให้ประโยชน์กับคนแถบนี้ คือ สวดมนต์ทำวัตรเย็น ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมในช่วงเวลา 18.30-21.00 น. ตอนนี้ก็มากันครั้งละ 30 กว่าคน เราก็ดีใจ พระท่านก็มาจากวัดสุนันทวนาราม มาช่วยสอน คนแถวนี้ก็ดีมาก ตอนเช้าๆ เขารอให้พระท่านไปบิณฑบาต เราก็รู้สึกว่า ต้องทำอะไรให้เขาบ้าง
 
                           "เพราะในสิ่งที่ท่านทำไว้ก่อนที่ท่านจะลาสิกขามันลึกซึ้ง และกว้างขวาง แม้แต่โรงเรียนมุสลิม หรือโรงเรียนอิสลาม มีเด็กไทยเรียนด้วย เขาก็ยังเอาหนังสือธรรมะของท่านมาอ่าน ธรรมะไม่จำกัดศาสนา ไม่ว่าศาสนาไหนก็นำไปใช้ได้ โรงเรียนฝรั่ง คริสเตียน ก็มีเอาไปให้เด็กอ่าน หนังสือของท่านเป็นสากลมาก เป็นเรื่องของจิตใจแท้ๆ เลย ส่วนเรื่องความผิดหวังของลูกศิษย์ เขาก็ต้องกลับมาดูที่ตัวเองมากกว่าให้เห็นไตรลักษณ์ ว่ามันไม่เที่ยง ไม่ใช่ไปฝากความหวังไว้ที่ท่าน แต่ทุกคนต้องปฏิบัติด้วยตนเอง   
 
                           "แล้วก็มีโครงการเพิ่มพลังทางการศึกษา อันนี้เห็นชัดเลยว่า โครงการนั้นมันหยั่งลึก โดยการเอาหนังสือธรรมะของท่านให้เด็กอ่านแล้วให้เด็กปฏิบัติ สร้างสมาธิ ให้เขาคุ้นเคยกับธรรมะง่ายๆ ที่เขานำไปปฏิบัติได้ที่บ้านและทุกที่ ตอนนั้นมีนักเรียนทั่วประเทศประมาณ 1.5 ล้านคน ที่สมัครมา เราเห็นหนุ่มสาวจิตอาสาเข้ามาช่วยงานกันมากมาย แพ็กหนังสือกันเป็นแสนๆ เล่ม ทำกันทั้งวี่ทั้งวัน เป็นเรื่องที่ว่า ไม่เคยเห็นที่อื่น ประสบความสำเร็จมากในช่วง 1 ปี ไม่น่าเชื่อ ขณะที่คนอื่นอยากทำมานาน แต่ทำไม่ได้ "
 
                           แต่แล้วในที่สุด โครงการเพิ่มพลังทางการศึกษาด้วยหนังสือของพระอาจารย์มิตซูโอะก็ต้องหยุดไป  
 
                           สุจิตรา อธิบายว่า  ก็เสียดายโครงการดีๆ ที่ต้องยุติไป สำหรับโครงการนี้ ถ้าไปได้อีก 2 ปี เด็กจะได้อ่านหนังสือธรรมะของท่าน และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เราก็ทำต่อไม่ได้ ในสถานการณ์ช่วงปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังนึกว่าถ้ามีองค์กรทางศาสนา ที่จะหยิบยกโครงการเช่นนี้ หาครูบาอาจารย์มาเขียน แล้วนำธรรมะให้เด็กอ่าน ก็น่าจะทำได้ เพราะเป็นประโยชน์กับเด็กมาก เรามีพระที่เขียนหนังสือให้เด็กอ่านเยอะ ที่เด็กชอบ ทำไมไม่มาเขียนกันให้เด็กอ่านกัน ตรงนี้ทุกภาคส่วนก็ต้องช่วยกันกระตุ้น สื่อมวลชน และครูด้วย"
 
 
------------------------------
 
'เข้าพรรษา' กลับมาหาพระพุทธเจ้า 'ศึกษาธรรมตามพระไตรปิฎก'
 
 
'วิถีทูต วิถีธรรม' สุจิตรา หิรัญพฤกษ์
 
 
                           ปัจจุบัน มูลนิธิมายา โคตมี  ส่งเสริมชาวพุทธให้เข้าใจในการปฏิบัติตามคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้ามากขึ้น โดยการจัดอบรม “ศึกษาธรรมตามพระไตรปิฎก” เสริมคอร์สปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืนทุกวันศุกร์-เสาร์ และอาทิตย์ ที่จัดประจำอยู่ทุกสัปดาห์ และยังคงจัดคอร์สอบรมปฏิบัติธรรมแนวอานาปานสติอย่างต่อเนื่อง โดยจัดแยกตามวัย วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว และผู้สูงอายุ ซึ่งจัดสลับกันไปทุกสัปดาห์
 
                           สำหรับช่วงเข้าพรรษานี้เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมะทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มูลนิธิจึงได้จัดโครงการอบรม “ศึกษาธรรมตามพระไตรปิฎก” โดยได้รับเกียรติจากอาจารย์สุภีร์ ทุมทอง เป็นวิทยากร ท่านอาจารย์สุภีร์เป็นวิปัสสนาจารย์และอาจารย์พิเศษ วิชาพระอภิธรรมปิฎกของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่มีความสามารถถ่ายทอดหัวข้อธรรมะที่ฟังดูยากให้เราเข้าใจง่าย โดยจะเปิดคอร์สบรรยาย 3 ครั้ง ครั้งแรกเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2557 ครั้งที่สอง เสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2557 และครั้งที่สาม เสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2557 เริ่มบรรยายเวลา 10.00-15.00 น.  ณ อาคารปฏิบัติธรรมมูลนิธิมายา โคตมี ถนนกรุงเทพกรีฑา 20 แยก 7 เข้าฟังการบรรยายโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สนใจสำรองที่นั่ง 0-2368-3991 หรือดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/MayaGotamiFoundation
 
 
------------------------------
 
(คุยนอกกรอบ : 'วิถีทูต วิถีธรรม' สุจิตรา หิรัญพฤกษ์ : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์)