ข่าว

ผลประโยชน์ชาติอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

ผลประโยชน์ชาติอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

18 ก.ค. 2557

ผลประโยชน์ชาติอยู่เหนือสิ่งอื่นใด : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

                ผมได้มีโอกาสบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของ “ทิศทางการปฏิรูประบบการเมือง” ให้แก่สถาบันการศึกษาหลักแห่งหนึ่งของประเทศ เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงปรากฏการณ์ทางสังคมที่เห็นที่เป็นอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบันว่า หลายเรื่องอาจไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิดหรือเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น มีเหตุผลสำคัญเพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจว่า หลายปรากฏการณ์ทางสังคมมีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่หล่อหลอมรวมกันกระทั่งเกิดผลตามมาให้สังคมได้เห็นเป็นประจักษ์ แต่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ไม่ทราบถึงปัจจัยหรือสาเหตุเหล่านั้น ซึ่งในการวิเคราะห์วางแผนกำหนดยุทธศาสตร์ของชาติในสภาวะแวดล้อมทางการเมืองและสังคมที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา ทุกฝ่ายจะต้องใช้ความระมัดระวังในการพินิจพิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างรอบด้านและถี่ถ้วนบนพื้นฐานการเน้นให้ความสำคัญกับสิ่งที่ถือเป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ต้องมาก่อนสิ่งอื่นๆ

                ในระยะนี้ มีผู้พยายามนำเสนอข้อมูลจำนวนมากผ่านไปยัง คสช. และบุคคลที่เชื่อมโยงไปถึง คสช. ทั้งด้วยเจตนาบริสุทธิ์ มีความปรารถนาอยากเห็นประเทศก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงเป็นปึกแผ่น ขณะที่บางส่วนได้ฉกฉวยโอกาสในขณะที่ คสช. กำลังบ่าท้นไปด้วยข้อมูลมากมาย ยื่นข้อเสนอต่างๆ เข้ามา แต่เมื่อวิเคราะห์ดูข้อเท็จจริง จะเห็นได้ว่า มีบุคคล จำพวก “นักวิ่ง” อยู่ดาษดื่น

                ทราบเป็นการภายในจากข้าราชการหน่วยงานหนึ่งว่า หัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาของหน่วยงาน ใช้อำนาจไปก้าวก่ายกรอบการทำงานของหน่วยงานอื่น สร้างโปรเจกท์โครงการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อให้สามารถใช้เงินหมุนเวียนที่อยู่ในความดูแลของตนได้อย่างไม่ต้องออกนอกหน้า

                บางหน่วยงานมีเรื่องราวค้างเก่า อย่างคดีความที่ใกล้หมดอายุความ ยังคงดึงดันให้ได้อำนาจกับคนไม่กี่คนมีอำนาจชี้ขาดความเป็นไปของผู้ต้องหาในเรื่องหลายเรื่อง สะท้อนความไม่เป็นธรรมและอาจดูเหมือนกำลัง “ปล่อยเสือเข้าป่า” อยู่หลายคดี ส่วนหน่วยงานบางหน่วยก็พยายามเพิ่มอำนาจความรับผิดชอบให้กว้างขวาง บางเรื่องไมใช่งานในหน้าที่ก็พยายามหยิบฉวยโอนย้ายถ่ายเทงานจากหน่วยงานอื่นเพื่อเพิ่มภาระความรับผิดชอบ หรือกระทั่งขอให้ตนเองได้มีอำนาจมากขึ้นด้วยการขอแก้ไขกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

                ทำให้เห็นได้ว่า คนส่วนใหญ่ที่ผ่านมาถึง คสช. เพื่อหวังจะเป็นตัวเลือกในกรอบการทำงานของ คสช. มีคนหลายฝ่าย มีคนหลายสีเสื้อ และมีเจตนาแอบแฝงอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก ทำให้ คสช.ต้องพิจารณารับฟังข้อมูล และไต่สวนทวนความเรื่องที่เสนอเข้ามาอย่างรอบด้านและด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าจะมองเห็นได้ว่า ใครบ้างเข้ามาด้วยความปรารถนาดี หรือ ตรงข้าม

                ข้อเสนอเกี่ยวกับ “การปฏิรูปตำรวจ” ที่ผ่านมาหมาดๆ สะท้อนความไม่ไว้วางใจต่อผู้บังคับใช้กฎหมาย และระบบกระบวนการยุติธรรม นับเป็นเรื่องเร่งด่วนและต้องดำเนินการแก้ไขในทันที ไม่ว่าตำแหน่ง ก.ตร. จะออกมาในเชิงการมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบกับคนในเครื่องแบบเป็นส่วนใหญ่ แต่การปฏิรูปในครั้งนี้ ควรเน้นไปที่เนื้อหาสาระของโครงสร้าง แม้จะเน้น “การนำเอาวิธีการใช้กฎหมายระเบียบข้อบังคับเป็นตัวนำ” ก็ต้องไม่ลืมว่า บุคลากร หรือคนที่ทำงานเป็นทรัพยากรมนุษย์ ที่ทาง คสช. จะต้องมีความหนักแน่นในการดำเนินการโยกย้ายและแต่งตั้งเพื่อให้ได้คนซึ่งพร้อมจะเข้ามาเสียสละทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง มากกว่าการเชื่อหรือยอมรับเข้ามาด้วยความเกรงใจกัน หรือเอาความคุ้นเคยเป็นตัวตั้ง

                ประการสำคัญ คสช. จะต้องเน้นการแก้ปัญหาที่รากเหง้า และต้องใช้ความเฉียบขาดในการระงับหรือยุติข้อขัดแย้งทางความคิดที่มี “กูรู” ผู้รู้มากมายเสนอตัวและให้ข้อมูลอย่างบ่าท้นอยู่ในขณะนี้ การแก้ปัญหาจะต้องไม่เน้นเฉพาะเรื่องที่เป็นความอ่อนไหวของสังคม แต่จะต้องได้ “คนดี คนเก่ง” เข้ามาเป็นพวกให้มากๆ เพราะในที่สุดประเทศชาติจำเป็นต้องได้คนเหล่านี้มาผลักดันขับเคลื่อนกลไกการพัฒนาชาติบ้านเมือง

                เวลานี้ การตั้งคำถามหรือเชื่อตามๆ กันว่า คนนี้เป็นคนของคนโน้น คนนี้เป็นเด็กคนนั้น น่าจะต้องยกเว้นไม่ควรนำมาเป็นสาระสำคัญมากเท่ากับปรัชญา “แมวจับหนู” ของอดีตผู้นำจีน เติ้ง เสี่ยว ผิง ที่กล่าวไว้ชัดเจนว่า “แมวจะสีไหนไม่สำคัญ ขอให้จับหนูให้ได้”