
เงินทองต้องรู้ : 'มากมาย' ที่ 'เล็กน้อย'
18 ก.ค. 2557
เงินทองต้องรู้ : 'มากมาย' ที่ 'เล็กน้อย' : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
เชื่อว่า นาทีนี้แฟนภาพยนตร์ต่างประเทศส่วนใหญ่ คงไม่พลาดชมภาพยนตร์เรื่อง Begin Again ที่มีชื่อ (แปลเป็น) ไทยว่า “เพราะรักคือเพลงรัก” กันเป็นแน่แท้ ด้วยกระแสชื่นชมที่ถั่งโถมทั่วสารทิศ บ้างก็ว่า เป็นหนังที่ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
จริงๆ หนังก็บ่งบอก “นัย” ของตัวเองตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วว่า “Begin Again - เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง” ซึ่งเป็นกฎขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่จะใช้เตือนตัวเองเมื่อประสบภาวะล้มเหลว ไม่ว่าจะเรื่องงาน ความรักหรือการใช้ชีวิต แต่ในระหว่างทางของหนัง บ่งบอกอะไรมากกว่านั้น เช่น ทัศนคติและการค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างแท้จริง ความตั้งใจผลิตงานที่มีจุดเริ่มต้นจาก “ความสุข” หรือ “ความอยาก” ที่สุดท้ายพอมีธุรกิจมาเกี่ยวข้อง ก็หนีไม่พ้นเรื่องของ “ผลประโยชน์” และ “ผลต่างตอบแทน” และสุดท้ายชีวิตของเราทุกคนก็เหมือนกัน นั่นคือ มีเรื่องให้เราต้อง “เลือก” เสมอ
แต่ “ระหว่างทาง” ของหนังเรื่องนี้ กลายเป็น “เรื่องเล็กน้อย” ไปทันที เมื่อเจอ “เพลงประกอบ” ที่มีน้ำหนักมากมายจนบดบังส่วนอื่นให้เหลือเพียงเบาบาง ยืนยันได้จากยอดแชร์และวิวเพลงในโซเชียลมีเดีย และแน่นอนว่า ทุกคนพร้อมใจกันพูดถึงเพลง โดยแทบไม่เอ่ยถึง “ระหว่างทาง” ของ Begin Again เลย
เป็นธรรมดาที่หลายครั้ง (หรือทุกครั้ง) แม้จะอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ดูหนังเรื่องเดียวกัน หรือแม้แต่ฟังเพลง เพลงเดียวกัน แต่ก็อาจจะ “ได้” อะไรไม่เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องของสติปัญญาว่าใครมากใครน้อย ไม่ใช่เรื่องอวดฉลาดหรือโชว์โง่ แต่เป็นเพราะ “โจทย์” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน และปัจจัยที่เข้ามากระทบเราในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรืออาจเป็นปัจจัยที่สั่งสมมานานทั้งชีวิต ล้วนมีผลต่อการ “โฟกัส” สิ่งที่เราได้ จากสื่อที่เราเสพเสมอ
จากเรื่อง ‘มากมาย’ ที่จริงๆ อาจจะกลายเป็นแค่เรื่อง ‘เล็กน้อย’ อย่างเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึง ‘คำถาม’ ที่มีคนส่งมาทางกล่องข้อความใน Kwanchanok Wutthikul Fanpage
เป็นแค่คำถามที่ข้อคำแนะนำเรื่องการ “ฝากเงิน” แต่อาจจะจัดเข้าพวก Begin Again คือ เรื่องมากมายที่เล็กน้อยได้เหมือนกัน
คำถามมีอยู่ว่า ถ้ามีเงินเย็นๆ เป็นเงินเก็บที่ไม่ได้ใช้อยู่ 5 แสนบาท ระหว่างนำเงินก้อนนี้มาแบ่งทยอยฝากประจำทุกเดือน เดือนละ 20,888 บาท เป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ กับอีกทางหนึ่งคือ ฝากประจำทั้งก้อน แบบไหนดีกว่ากัน
ตอนแรกก็คิดว่า จะลองนั่งคำนวณผลตอบแทนให้ดูว่า สุดท้ายแล้วแทบไม่มีอะไรที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่พอคิดอีกทีก็พบว่า ในเมื่อผลตอบแทนที่คำนวณได้เป็นเพียงแค่ “เรื่องเล็กน้อย” เท่านั้น การเสียเวลาคำนวณให้เห็น ก็น่าจะยิ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยกว่า และในขณะที่ผลตอบแทนของทั้งสองวิธีแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ความยุ่งยากกลับแตกต่างกันมากมายกว่า
ไม่ใช่ความยุ่งยากระหว่างการนำเงิน 5 แสนบาทไปฝากธนาคารครั้งเดียว แล้วรอรับดอกเบี้ย กับการฝากเงิน 24 ครั้ง 24 เดือน เดือนละ 20,888 บาท แล้วรอรับดอกเบี้ยที่ไม่แตกต่างกันเท่านั้น แต่ยังมีคำถามที่ถามเล่นๆ ว่า ถ้างวดแรกฝาก 20,888 บาท แล้วส่วนที่เหลืออีก 479,112 บาทจะเอาไว้ที่ไหน เก็บไว้ที่บ้านแล้วค่อยทยอยเอาออกมาฝากธนาคารทุกเดือน หรือต้องเปิดบัญชีพักเงินไว้อีกแบงก์ ก่อนจะตัดเข้าบัญชีเงินฝากประจำ แล้วมันต่างกันอย่างไรกับการฝากเงินทั้งก้อนในบัญชีเงินฝากประจำแบบครั้งเดียวจบ
จริงๆ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่เป็นเรื่องที่อาจสะท้อนให้เห็นว่า บางทีเรายอมเสียเวลามากมาย ทำอะไรให้ซับซ้อน เพื่อเรื่องที่เล็กน้อยเกินไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องสละเรื่องเล็กเพื่อเรื่องใหญ่เสมอไป เพราะจริงๆ มันก็มีหลัก “ถัวเฉลี่ย” เป็นทางสายกลางที่จะสร้างสมดุลให้อยู่แล้ว
อย่างเช่น สุภาพสตรีท่านหนึ่งที่ถามว่า มีเงินเย็น (เหมือนกัน) อยู่ 2 ล้านบาท อยากจะลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งให้ผลตอบแทนสูง แต่แน่นอนว่า ความเสี่ยงจากการลงทุนก็สูงตามไปด้วย ทั้งๆ ที่เงินจำนวนนี้ ‘มากเพียงพอ’ สำหรับการ ‘คิดเล็ก’ โดยไม่จำเป็นต้องคิดใหญ่ใส่ทั้งก้อน ยิ่งเมื่อรู้ว่า สิ่งที่จะเข้าไปลงทุน มีความเสี่ยงสูง ก็ยิ่งต้องยึดหลักกระจาย ด้วยการแบ่งส่วนหนึ่ง (ซึ่งอาจจะเป็นส่วนใหญ่) ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มั่นคงและปลอดภัยกว่า อย่างเช่นพันธบัตรออมทรัพย์กระทรวงการคลัง ซึ่งผลตอบแทนจะไม่ได้สูงปรี๊ด แต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เกินไป และอย่างน้อย เงิน 2 ล้านบาทที่นำมาลงทุน ก็ยังมี ‘เสาเข็ม’ อย่างพันธบัตรกระทรวงการคลัง เป็น ‘รากฐาน’ ให้บ้าง ขณะที่เงินส่วนที่เหลือก็ใช้เป็นตัวปรับผลตอบแทนด้วยการลงทุนในหุ้นกู้ ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า
ถ้าจะว่ากันตามทฤษฎีเลย ก็ต้องบอกว่า พอร์ตการลงทุนที่ดี ต้องมีลักษณะ 4 ประการ นั่นคือ ต้องกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล ไม่ควรทุ่มเงินลงทุนเพื่อการลงทุนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งทั้งหมด ขณะเดียวกัน ต้องไม่หลากหลายหรือกระจัดกระจายมากเกินไป เพราะจะทำให้ยากในการติดตามราคาและข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกการลงทุนนั้นๆ ที่สำคัญอีกประการ คือ ต้องมีสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง นั่นคือมีความสมดุลกันระหว่างการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย ให้ผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอน กับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนไม่แน่นอน แต่เวลาได้ผลตอบแทน ก็ได้มากกว่า
สุดท้าย ต้องมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนได้ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป โดยสิ่งสำคัญก็คือ ต้องหมั่นติดตามประเมินและทบทวนแผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอตามสถานการณ์
พอว่าเรื่องการลงทุนตามทฤษฎีแบบนี้แล้ว ก็ต้องเล่าต่ออีกนิดว่า ได้รับข้อความจากผู้ฟังรายการวิทยุที่ส่งบอกมา “ผมเคยสอบถามเรื่องกองทุนรวมไปแล้ว พอไปศึกษา ปรากฏว่า ไม่เข้าใจเลย สุดท้ายเลยคิดว่า ออมเงินแบบง่ายๆ กินดอกเบี้ยดีกว่าครับ”
อ่านแล้วก็นึกว่า นี่ก็อีกเรื่องที่ “เล็กน้อย” และไม่ต้อง “มากมาย” อะไร
----------------------------
(เงินทองต้องรู้ : 'มากมาย' ที่ 'เล็กน้อย' : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



