ข่าว

 มรสุมขยี้'สุสานหอย'ฤารอวันสิ้นมนต์ขลัง

มรสุมขยี้'สุสานหอย'ฤารอวันสิ้นมนต์ขลัง

17 ก.ค. 2557

มรสุมขยี้'สุสานหอย' ฤารอวันสิ้นมนต์ขลัง : สิทธิชัย สิขวัตรรายงาน

                เสียงคลื่นซัดสาดซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า..ดุจทะเลบ้าคลั่งหน่วงหนักยิ่งขึ้นทุกปี

                ยิ่งเข้าสู่ฤดูมรสุมมักมีคลื่นสูงลมแรงซัดฝั่งในพื้นทื่อันดามันอย่างไม่หยุดยั้ง บ้านเรือน ต้นไม้ และระบบนิเวศชายฝั่งเสียหายย่อยยับต่อเนื่องมาหลายปี ความเสียหายอย่างรุนแรงเยี่ยงนี้ ไม่เว้นแม้แต่มรดกอันเป็นคุณค่าทางจิตใจ อันมิติทางธรรมชาติ โบราณคดี และวัฒนธรรมเผ่าชนในอดีต

                "สุสานหอย 75 ล้านปี" มรดกทางประวัติศาสตร์อันเลอค่าระดับโลก 

                กำลังบอบช้ำหนัก !!

                ปัจจุบันสุสานหอยลักษณะนี้ ทั่วโลกมีแค่ใน 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไทยเท่านั้น 

                เป็นสัจธรรมเมื่อธรรมชาติบันดาลให้มาแล้ว ธรรมชาติก็ย่อมเรียกกลับคืนได้เช่นกัน

                "สุสานหอย" ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี บริเวณชายทะเลบ้านแหลมโพธิ์ ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ห่างจากตัวเมืองแค่ 17 กิโลเมตร ซึ่งมีซากดึกดำบรรพ์ของหอยน้ำจืดชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นหอยขม มีขนาดยาวประมาณ 2 เซนติเมตร โดยซากหอยเหล่านี้ได้ทับถมกันเป็นชั้นๆ สวยงาม มีน้ำประสานธาตุปูนจับตัวให้กลายเป็นหินแข็งทับอยู่ชั้นหินลิกไนต์ และหินดินดาน

                กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ และเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก

                ช่วงแรกประมาณกันว่าสุสานหอยแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 75 ล้านปีมาแล้ว ต่อมาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการค้นพบหลักฐานด้านธรณีวิทยามีมากขึ้น จึงกำหนดอายุของสุสานหอยใหม่เหลือประมาณ 40-20 ล้านปี แต่ในแง่ความทรงจำและการเรียกขานของนักท่องเที่ยวและชาวบ้านในพื้นที่ ย่อมมิมีเปลี่ยนแปลง

                ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ภาพรวมของมรดกชิ้นเอกของโลกจุดนี้ เกิดความเสียอย่างหนัก โดยเฉพาะนับแต่การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก หรือภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ทำให้สภาพภูมิอากาศมีความแปรปรวน ทั้งคลื่นลมแรงในช่วงมรสุม ทำให้สภาพพื้นที่สุสานหอย 75 ล้านปี มีการเปลี่ยนแปลงกายภาพ โดยความรุนแรงของคลื่นทำให้แผ่นฟอสซิลหอยฝาเดียว อายุราว 45 ล้านปี เกิดการแตกร้าว และหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หล่นไปกองในทะเลจำนวนมาก นอกจากนั้นยังเกิดการทรุดตัวเพิ่มไปอีกหลายเซนติเมตร

                ล่าสุดเจ้าหน้าที่ศูนย์นวัตกรรมอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครองทางทะเล จังหวัดตรัง เข้าสำรวจวัดพื้นที่ตลอดแนวชายหาด บริเวณหาดนพรัตน์ธารา ต.อ่าวนนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ตลอดแนวกว่า 3 กิโลเมตร เพื่อเก็บข้อมูลปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดขึ้นในแต่ละปี พบว่ามีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปริมาณทรายบริเวณชายหาดถูกคลื่นพัดลงทะเลเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้พื้นที่แนวชายหาดลึกลง แนวเขื่อนกันคลื่นเสียหายตลอดแนว 

                เมื่อสอบถามข้อมูลจาก สมพร กลับฉิ่ง หัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานสุสานหอย 75 ล้านปี อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ก็บอกว่า เดิมทีแผ่นฟอสซิลมีความยาวยื่นออกไปในทะเลประมาณ 50 เมตรจากบริเวณชายฝั่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินไปจนถึงปลายแผ่นฟอสซิล แต่หลังคลื่นกัดเซาะเป็นเวลานานทำให้ไม่สามารถเดินไปได้ โดยเฉพาะในช่วงหน้ามรสุม ซึ่งมีคลื่นแรงมาก ทำให้แผ่นฟอสซิลทรุดพังลงไปเรื่อยๆ และกัดเซาะหน้าดินชั้นล่างเป็นโพรง แผ่นฟอสซิลที่อยู่ด้านข้างรับน้ำหนักไม่ไหวแตกหักลงมา ซึ่งช่วงมรสุมเป็นช่วงที่มีคลื่นแรงมาก ทำให้ความแรงของคลื่นกัดเซาะตลิ่ง ส่งผลให้สุสานหอย 75 ล้านปี มีความเสียหายอย่างต่อเนื่องทุกปี

                ทั้งนี้ เบื้องต้นพบว่า ซากฟอสซิลที่แตกหักนั้น เกิดจากคลื่นกัดเซาะสะสมมาเป็นเวลานานหลายปี ตั้งแต่ช่วงหลังคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อปลายปี 2547 เป็นต้นมา เกิดรอยร้าวมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมาเจอสภาพคลื่นลมแรงเมื่อช่วงมรสุมที่ผ่านมา ก็ทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น

                เช่นเดียวกับ พินิจ เอ่งฉ้วน ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ชี้ว่า แผ่นฟอสซิลที่เสียหายไปนั้น คาดว่าเป็นในส่วนของรอยร้าวที่มีอยู่เดิม ตั้งแต่หลังเหตุการณ์สึนามิ และเมื่อเกิดมรสุมระหว่างวันที่ 13-16 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา และในช่วงหน้ามรสุม ซึ่งมีความรุนแรงทุกปีและมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเกิดน้ำทะเลหนุนสูงและประกอบกับคลื่นลมแรงต่อเนื่อง ส่งผลให้หน้าดินชั้นล่างหล่นลงมา แผ่นฟอสซิลที่แตกก็เคลื่อนลงไปในน้ำเพิ่มเติม ยอมรับว่าปัญหาของสุสานหอยในระยะหลังเพราะมีคลื่นรุนแรงซัดเข้าฝั่งมากเกิน ที่ผ่านมาอุทยานไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการวางแผนไว้โดยเฉพาะหน้า คือ ห้ามนักท่องเที่ยวลงไปเหยียบย่ำบริเวณซากฟอสซิล เพื่อไม่ให้พังเสียหายเพิ่มขึ้น

                อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางอุทยานได้ศึกษาร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี เพื่อหาแนวทางป้องกันคือ การทำแนวป้องกันคลื่น 2 แบบ โดยสร้างในทะเล งบประมาณ 90 ล้านบาท และอีกแบบหนึ่งใช้งบ 120 ล้านบาท แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ คงต้องรอให้กรมทรัพยากรธรณีเข้ามาสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อน เพราะสุสานหอย 75 ล้านปี เป็นซากดึกดำบรรพ์ ที่มีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหลายฉบับ

                ขณะที่ นิวัฒน์ วัฒนยมนาพร กรรมการหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น จ.กระบี่ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันถูกคลื่นซัดเสียหายไปไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ หากปล่อยไปแบบนี้เชื่อว่า ในอนาคตสุสานหอยจะได้รับความเสียหายมากยิ่งขึ้น และส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวของ จ.กระบี่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับจังหวัดและระดับสูงควรเร่งสำรวจความเสียหายและวางแนวทางป้องกันคลื่นในระยะยาวเพื่อป้องกันการพังทลายของแผ่นหินให้มีสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

                ดาวุฒิ เหมมัน เจ้าหน้าที่ศูนย์นวัตกรรมอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครองทางทะเล จังหวัดตรัง กล่าวว่า พื้นที่ชายหาดนพรัตน์ธารา และเกาะไผ่ ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ประสบปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งมาอย่างรุนแรงและต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยจะนำข้อมูลที่ได้เปรียบกับภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังตลอด 4 ปี ที่ผ่านมาว่า พื้นที่ชายหาดประสบปัญหาคลื่นกัดเซาะมากน้อยเพียงใด ปริมาณทรายหายไปเท่าใด ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งอย่างถูกวิธีต่อไป

                สะท้อนจากมุมชาวบ้านในพื้นที่บ้านแหลมโพธิ์ หมู่ 6 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ รายหนึ่ง ก็เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาดูแลและหาทางป้องกัน ที่สำคัญยังพบว่า กำแพงบริเวณรอบๆ สุสานหอยก็พังเสียหาย ไม่ได้รับการดูแล ทำให้หน้าดินพังหลายจุด ต้นไม้ล้มไปหลายต้น รวมทั้งศาลานั่งเล่นก็เริ่มชำรุดทรุดโทรม และมีความสกปรก

                ส่วน เพ็ญ เนื้อสมัน อายุ 72 ปี ชาวบ้านแหลมโพธ์ อาชีพขายของที่ระลึกที่บริเวณสุสานหอย 75 ล้านปี กล่าวว่า ประกอบอาชีพขายของที่ระลึกที่สุสานหอยมานานกว่า 40 ปี เป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัวมาจนถึงรุ่นหลาน ก่อนหน้านี้พบว่าบริเวณสุสานหอยมีต้นไม้จำนวนมาก ซึ่งจะเป็นแนวป้องกันคลื่นอย่างดี แต่ล่าสุดต้นไม้หายไปทีละต้นสองต้น ส่วนแผ่นฟอสซิลขนาดใหญ่ก็พังเกือบหมดแล้ว และสกปรกอย่างมาก เกรงว่านักท่องเที่ยวจะไม่มา เสน่ห์ของสุสานหอยจะเลือนหายไป

                มิติด้านท่องเที่ยวตามมุมมองของ อมฤต ศิริพรจุฑากุล นายกสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เห็นว่า สุสานหอย 75 ล้านปี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของ จ.กระบี่ แต่จากภาวะสถานการณ์คลื่นลมแรงในช่วงมรสุมของทุกๆ ปี ทำให้เกิดการพังทลายของตลิ่งบริเวณลานหินที่ติดกับชายหาดจนเกิดการยุบตัว จึงจำเป็นต้องหาวิธีการป้องกันเพื่อรักษาซากดึกดำบรรพ์ของหอยน้ำจืด ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องคิดวางแผน นำเสนอวิธีการป้องกันคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อรักษาสถานที่ท่องเที่ยวให้คงอยู่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ในระยะยาว โดยเฉพาะจุดเด่นของสุสานหอย คือ ลานหินขนาดใหญ่ของซากดึกดำบรรพ์ของหอยน้ำจืด ซึ่งเป็นแผ่นเดียวกันยื่นลงไปในทะเล หากแผ่นหินแตกร้าวหรือยุบตัวลงสุสานหอยก็คงหมดมนต์ขลังอย่างแน่นอน

                เรื่องราวภัยธรรมชาติบอนไซเพชรน้ำเอกแห่งเมืองกระบี่ ย่อมมิใช่เรื่องเล็กต่อไป ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องผนึกกำลังกันกอบกู้โดยเร็วที่สุด

                ครั้นจะมาบอกว่า "ก็ไม่รู้สินะ" คงไม่ได้อีกต่อไป !! 

.....................

(หมายเหตุ :  มรสุมขยี้'สุสานหอย' ฤารอวันสิ้นมนต์ขลัง : สิทธิชัย สิขวัตรรายงาน)