ข่าว

ผ่าโครงสร้างใหม่'ตร.'คสช.ล้างอำนาจการเมือง

ผ่าโครงสร้างใหม่'ตร.'คสช.ล้างอำนาจการเมือง

16 ก.ค. 2557

ผ่าโครงสร้างใหม่'กรมปทุมวัน' คสช.ลงดาบล้างอำนาจฝ่ายการเมือง

                "อ่านทาง" จากประกาศ 3 ฉบับของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เกี่ยวกับการบริหารงานตำรวจ คือ ฉบับที่ 87, 88 และ 89 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2557 แล้ว พอมองเห็นเจตนาของ คสช.ว่า ต้องการรื้อโครงสร้างตำรวจใหม่ โดยผลักดันฝ่ายการเมืองออกไป เพราะเชื่อว่าปัญหาของตำรวจที่เละเทะอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะถูก "การเมืองครอบงำ"

                นี่อาจเป็นปฐมบทของการ "ปฏิรูปตำรวจ" ตามความตั้งใจของ คสช. ซึ่งอยู่ในร่มใหญ่ของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 1 ใน 11 ประเด็นที่ต้องปฏิรูปด้วย

                ส่วนการรื้อโครงสร้างตำรวจถือเป็นการจัดการปัญหาอย่างถูกวิธีหรือไม่ ระยะเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ทว่า ณ วันนี้ โครงสร้างอำนาจภายในกรมปทุมวันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิงจากประกาศ คสช.ฉบับที่ 88 และ 89

ลดอิทธิพลฝ่ายการเมือง

                ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การตัดอำนาจฝ่ายการเมืองให้คงเหลืออยู่ในโครงสร้างตำรวจน้อยที่สุด กล่าวคือ

                1.จัดโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ใหม่ ทั้งนี้ ก.ต.ช.คือคณะกรรมการที่มีอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จากเดิมมีกรรมการ 11 คน ประกอบด้วย ฝ่ายการเมือง 3 คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ รมว.มหาดไทย กับ รมว.ยุติธรรม เป็นกรรมการ, ฝ่ายประจำ 4 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และผบ.ตร.

                ที่เหลืออีก 4 คน คือ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านงบประมาณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาองค์กร และผู้ทรงคุณวุฒิด้านวางแผนหรือบริหารจัดการ ซึ่ง ก.ต.ช.โดยตำแหน่ง 7 คนแรกเป็นผู้พิจารณาคัดเลือก

                สำหรับโครงสร้าง ก.ต.ช.ใหม่ตามประกาศ คสช. จะมีจำนวนกรรมการลดลงเหลือ 9 คน ประกอบด้วยฝ่ายการเมือง 2 คน ได้แก่ นายกฯ กับรองนายกรัฐมนตรีที่นายกฯ มอบหมาย, ฝ่ายประจำ 5 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

                ที่เหลืออีก 2 คนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจากการคัดเลือกของวุฒิสภา

                ข้อสังเกต - การรื้อโครงสร้าง ก.ต.ช.เพื่อลดจำนวนฝ่ายการเมืองที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่งลง แล้วเพิ่มสัดส่วนข้าราชการเข้าไป โดยเฉพาะปลัดกระทรวงกลาโหม ขณะที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิลดลงจาก 4 คน เหลือเพียง 2 คน ซ้ำยังให้อำนาจวุฒิสภาเป็นผู้คัดเลือกนั้น เท่ากับเป็นการปิดช่องไม่ให้ฝ่ายการเมืองบล็อกโหวตการเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ได้

                2.ให้ ผบ.ตร.คนปัจจุบันเป็นผู้เสนอชื่อข้าราชการตำรวจให้ ก.ต.ช.แต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ จากเดิมที่ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อ

                ข้อสังเกต - การปรับเปลี่ยนผู้เสนอชื่อ เพื่อไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซง และยังให้น้ำหนัก ผบ.ตร.คนปัจจุบันว่าน่าจะรู้เรื่องการบริหารบุคคลภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมากที่สุด

ปิดทาง "ที่ปรึกษา (สบ 10)"

                3.ตีกรอบให้ข้าราชการตำรวจยศ "พลตำรวจเอก" ที่มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อจาก ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ เหลือเฉพาะรอง ผบ.ตร.ตำแหน่งหลักและจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) เท่านั้น จากเดิมที่เปิดให้ข้าราชการตำรวจยศ "พลตำรวจเอก" ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อเท่าเทียมกัน

                โดยนัยนี้หมายความว่า ข้าราชการตำรวจยศ "พลตำรวจเอก" ที่ดำรงตำแหน่ง "ที่ปรึกษา (สบ 10)" ไม่มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อ และอาจร่วมถึงหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ หรือ หน.นรป. ซึ่งครองยศ "พลตำรวจเอก" ด้วย!

                ข้อสังเกต - ประกาศ คสช.ในประเด็นนี้ ถือเป็นการผ่าตัดโครงสร้างข้าราชการตำรวจระดับนายพล เนื่องจากแต่เดิมในยุคกรมตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วงต้นๆ มีข้าราชการตำรวจยศ "พลตำรวจเอก" ราวๆ 5-7 นายเท่านั้น แต่ภายหลังมีการเปิดตำแหน่ง "ที่ปรึกษา (สบ 10)" ให้แก่ข้าราชการตำรวจระดับ "พลตำรวจเอก" ที่ออกไปรับราชการหน่วยงานอื่น แล้วย้อนกลับมารับราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้ง

                ตำแหน่ง "ที่ปรึกษา (สบ 10)" นั้น แรกๆ เปิดให้เป็นตำแหน่งเฉพาะตัว คือเมื่อเกษียณอายุราชการไปก็ยุบตำแหน่งนั้นไป โดยคนแรกๆ ที่นั่งตำแหน่งนี้ คือ พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ที่ย้ายจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กลับมายังกรมปทุมวัน แต่ภายหลัง "ที่ปรึกษา (สบ 10)" กลายเป็นตำแหน่งอะไหล่ให้ฝ่ายการเมืองใช้แก้ปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้าย และเปิดเป็นตำแหน่งถาวร โดยในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการเปิดตำแหน่งดังกล่าวนี้จำนวนมาก

                ปัจจุบันในโครงสร้างระดับสูงสุดของตำรวจ หากนับรวม ผบ.ตร.ด้วย จะพบว่ามีข้าราชการตำรวจยศ "พลตำรวจเอก" 15 คน ในจำนวนนี้มีถึง 5 คน ครองตำแหน่ง "ที่ปรึกษา (สบ 10)"

                ที่สำคัญในอดีต ตำแหน่ง "ที่ปรึกษา (สบ 10)" ไม่มีลุ้น ผบ.ตร. เพราะไม่มีสิทธิ์เข้าประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แต่ภายหลังมีการขยับขยาย ด้วยการให้กลุ่ม "ที่ปรึกษา (สบ 10)" นับอาวุโสกันเอง เมื่อถึงฤดูแต่งตั้งโยกย้าย คนที่อาวุโสสูงสุดก็จะสไลด์ที่เป็น รองผบ.ตร.ตำแหน่งหลัก หรือจเรตำรวจแห่งชาติ ขณะที่ข้าราชการตำรวจยศ "พลตำรวจโท" ที่ขยับขึ้นมาจากตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร. ก็ต้องไปต่อคิวในกลุ่ม "ที่ปรึกษา (สบ 10)" ก่อน

                เหตุนี้ทำให้ฝ่ายการเมืองมีช่องทางดันคนของตัวเองขึ้นจองเก้าอี้ "ที่ปรึกษา (สบ 10)" ครองยศ "พลตำรวจเอก" ไว้ก่อนในการแต่งตั้งนอกฤดูปกติ โดยเปิดตำแหน่งให้เป็นการเฉพาะตัว และเมื่อถึงฤดูโยกย้ายปกติหรือวาระประจำปี ค่อยสไตล์ไปนั่งรองผบ.ตร.ตำแหน่งหลัก หรือผงาดขึ้นเป็น ผบ.ตร.ก็ยังได้

เทียบเคียงปรับย้ายนายทหาร

                4.รื้อโครงสร้างคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ซึ่งมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจตั้งแต่ระดับรอง ผบ.ตร.(หรือเทียบเท่า) ลงไป โดยลดความสำคัญของ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิลง จากเดิมที่มีถึง 11 คน และบางส่วนมาจากการเลือกตั้งของข้าราชการตำรวจด้วยกันเอง แต่โครงสร้างใหม่เหลือเพียง 2 คน และให้ได้รับการคัดเลือกจากวุฒิสภา

                นอกจากนั้นประกาศของ คสช. ยังกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายในแต่ละกองบัญชาการใหม่ โดยเน้นให้โยกย้ายภายในกองบัญชาการของตัวเอง และเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้ผู้บัญชาการ

                ข้อสังเกต - การปรับแก้ในส่วนนี้เพื่อเพิ่มน้ำหนักการพิจารณาเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายในระดับกองบัญชาการให้เป็นอำนาจของข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่จริง และอาจต้องการลดขั้นตอนยุ่งยากในการคัดเลือก ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้การทำงานของ ก.ตร.มีความคล่องตัวขึ้น

                โครงสร้างใหม่ทั้ง ก.ต.ช. และ ก.ตร. ทำให้หลายคนนึกไปถึงคณะกรรมการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ที่ประกอบด้วย "กรรมการ 7 อรหันต์" เป็นฝ่ายประจำถึง 5 คน และฝ่ายการเมืองมากที่สุด 2 คน ทำให้ฝ่ายการเมืองเกือบจะไม่สามารถล้วงลูกการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลได้เลย

รื้อเกณฑ์นับอาวุโสสกัด"นักวิ่ง"

                ไฮไลท์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ประกาศ คสช.ฉบับที่ 89 เรื่องหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พูดง่ายๆ คือ รื้อเกณฑ์นับอาวุโสกันใหม่ จากเดิมที่ยึดหลักใครขึ้นดำรงตำแหน่งก่อน ให้ถือว่ามีอาวุโสสูงกว่าในตำแหน่งนั้น

                คสช.อาจมองว่า จุดนี้เป็นช่องโหว่ ทำให้ข้าราชการตำรวจที่ต้องการเบียดแซงคู่แข่ง ไปวิ่งเต้นกับฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายการเมืองอาจผลักดันคนของตัวเอง แต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่แบบนอกฤดูปกติ ทำให้ข้าราชการตำรวจรายนั้น มีอาวุโสสูงกว่าเพื่อนตำรวจในระนาบเดียวกันครึ่งปี หรือ 3 เดือนก็ยังมี

                ประกาศ คสช.ใหม่ จึงกำหนดหลักเกณฑ์ว่า 1.ผู้มียศสูงกว่า (ไม่รวมถึงยศที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ) เป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า 2.กรณีที่ยศเท่ากัน ผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับนั้นนานกว่าเป็นผู้มีอาวุโสสูงกว่า 3.ถ้าข้อ 2 เท่ากัน ให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับถัดลงไปนานกว่าตามลำดับจนถึงตำแหน่งระดับรองสารวัตร เป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า 4.ถ้าดำรงตำแหน่งลำดับถัดลงไปนานเท่ากัน ให้ผู้มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งชั้นสัญญาบัตรนานกว่า เป็นผู้มีอาวุโสสูงกว่า

                และ 5.ถ้าระยะเวลาการดำรงตำแหน่งชั้นสัญญาบัตรเท่ากัน ให้ผู้ที่มีอายุมากกว่าเป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า

                หากพิจารณาตามหลักเกณฑ์ใหม่ แม้จะมีการแต่งตั้งนอกฤดู แต่เมื่อข้าราชการตำรวจรายนั้นดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงกว่าแล้ว ก็ต้องไปต่อท้ายลำดับอาวุโสของผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อน ไม่สามารถ "เขย่งก้าวกระโดด" ต่อไปได้อีก และหากตำแหน่งในระดับเดิม ข้าราชการรายนี้ไม่ได้มีอาวุโสสูงสุดในระดับนั้น ฝ่ายการเมืองก็ไม่สามารถผลักดันให้แต่งตั้งนอกฤดูปกติได้อยู่ดี เพราะไม่ได้มีอาวุโสสูงสุด

                การขยับขึ้นดำรงตำแหน่งที่สูงกว่าของข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร มีข้อกำหนดเรื่อง "ลำดับอาวุโส" เป็นหลักเกณฑ์สำคัญประการหนึ่งในการพิจารณา ยกเว้นตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติขึ้นเป็น ผบ.ตร. ที่กฎหมายไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เรื่อง "ลำดับอาวุโส" เอาไว้

                ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ระดับ "รื้อใหญ่โครงสร้างตำรวจ" ใต้ร่มเงา คสช.

---------------

(หมายเหตุ : ผ่าโครงสร้างใหม่'กรมปทุมวัน' คสช.ลงดาบล้างอำนาจฝ่ายการเมือง )