
กิเลสนิยม
กิเลสนิยม : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
มนุษย์นั้นมีกิเลสอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันที่ว่าใครจะมีมากมีน้อย หรือใครจะสามารถควบคุมกิเลสของตนไว้ได้ดีกว่ากัน จริงๆ แล้ว กิเลสก็เหมือนกับพลังงานต่างๆ ซึ่งมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับจะใช้ไปในทางใด ส่วนดีของกิเลสในระดับที่พอดี ก็คือก่อให้เกิดความคิดหรือการกระทำเพื่อตอบสนองกิเลสของตน ซึ่งความคิดและการกระทำหลายอย่างมีส่วนในการทำให้ชีวิตของผู้คนมีความสะดวกสบายและปลอดภัยขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม หากปล่อยให้กิเลสโลดแล่นไปโดยไม่มีขอบเขตจำกัดกิเลสนั้นก็ย่อมเผาผลาญคนคนนั้น และคนที่อยู่ใกล้ไปด้วย
ว่ากันว่ากิเลสนั้นสามารถที่จะเติบโตขึ้นหรือลดขนาดลงก็ได้ การเติบโตของกิเลสมาจากสิ่งเย้ายวนใจภายนอก ซึ่งไปกระตุ้นความอยากได้ใคร่มีในจิตใจของคนเรา เช่น เห็นคนอื่นมีมือถือ ไอแพด ไอโฟน รุ่นใหม่ล่าสุด เราก็เกิดความอยากที่จะมีบ้าง ทั้งๆ ที่ของตัวเองก็เพิ่งจะซื้อมาได้ไม่นานและยังใช้งานได้ดี เห็นคนอื่นมีบ้านหลังใหญ่ มีรถยนต์หรูๆ มีเงินมีทองมากมาย เราก็อยากจะมีบ้าง แต่บางคนก็ใช้วิธีรวยทางลัด ที่ซิกแซ็กพลิกแพลงต่างๆ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ โดยไม่คำนึงถึงความถูกผิด
กิเลสของมนุษย์นั้น จะทำให้ลุกโพลงหรือสงบลงก็ได้ทั้งสองอย่าง คนบางคนจึงใช้กิเลสมนุษย์เป็นเครื่องมือในการสร้างคะแนนนิยม หรือฐานอำนาจของตน เช่น เมื่อคนอยากได้เงินก็ให้เงิน อยากได้บ้านก็ให้บ้าน อยากได้รถก็ให้รถ อยากไปเรียนเมืองนอกก็หาทุนให้ไปเรียน จนคนส่วนหนึ่งเคยชินกับการเป็นผู้รับ โดยมองข้ามเหลี่ยมเล่ห์และสิ่งที่ตนจะต้องตกเป็นหนี้บุญคุณและหนี้สินในภายหน้า วิธีการเช่นนี้เป็นการปลุกกิเลสของคนให้โหมฮือ ซึ่งตามจริงแล้วน่าจะเรียกว่า “กิเลสนิยม” มากกว่าประชานิยม
สำหรับอีกวิธีหนึ่ง ได้แก่ การทำให้กิเลสสงบลง คือการดับกิเลสหรือควบคุมไม่ให้ลุกลามมากขึ้น วิธีนี้ได้แก่ การรู้จักพอ การยับยั้งชั่งใจและใคร่ครวญอย่างรอบคอบก่อนที่จะซื้อหาสิ่งของที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ หรือเกินความจำเป็น การใช้เงินอย่างฉลาดและมีสติ รวมทั้งการไม่ตกเป็นเหยื่อของระบบโฆษณา หรือการชวนเชื่อต่างๆ แนวทางเช่นนี้ย่อมนำไปสู่ความสุขที่แท้จริง ที่ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน หรือใช้เงินเกินตัว
คนเรานั้นไม่มีใครจะเตือนอะไรได้ดีเท่ากับเราเตือนตัวของตัวเอง และเครื่องมือสำคัญในการเตือนตนเองก็คือ สติ และการรู้เท่าทันกิเลส เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างของระบบ “กิเลสนิยม” อีกต่อไป ในโลกนี้ ไม่มีใครใจดีขนาดให้อะไรคนอื่นเปล่าๆ หรอกครับ คนส่วนใหญ่หว่านพืชก็ต้องหวังผล แต่ที่เจ็บปวดไปกว่านั้นก็คือ คนบางคนใช้พืชของคนอื่นไปหว่าน แล้วก็ยังลอยหน้าลอยตามาเก็บเกี่ยว แถมยังทวงบุญทวงคุณเสียอีก
เมื่อใดก็ตามที่เลิกหลงใหลใน “กิเลสนิยม” และตั้งมั่นอยู่ใน “สตินิยม” เมื่อนั้น ใครก็มาล่อลวงอะไรเราไม่ได้ง่ายๆ หรอกครับ
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอแนะนำหนังสือรวมเรื่องสั้นน่าอ่านสักสามเล่ม เล่มแรก “ละครที่ไม่จำกัดเวทีแสดง” ของ ประชาคม ลุนาชัย (สนพ.วรรณกรรมใบขวาน/220 บาท) เล่มที่สอง “เสือกินคน” ของ สาคร พูนสุข (สนพ.ไรท์เตอร์/148 บาท) และเล่มสุดท้าย “นัยในนัยน์” ของเจ้าของรางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ คนล่าสุด-เรวัตร พันธุ์พิพัฒน์ (สนพ.ในดวงใจ/250 บาท) ล้วนแต่เป็นนักเขียนในระดับมือรางวัลทั้งสามคน



