
'สุเทพ'บวชสายฟ้าแลบจำวัดที่สวนโมกข์
'สุเทพ'บวชสายฟ้าแลบจำวัดที่สวนโมกข์ 'เทพไท'โพสต์อนุโมทนาผ่านทวิตเตอร์ ศปป.ขยายวันจัดงานมหกรรมปรองดอง
15ก.ค.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00น.ของวันนี้ ทวิตเตอร์"Theptai Seanapong @Theptai" ของนายเทพไท เสนพงษ์ อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ได้โพสต์ข้อความและรูปภาพความว่า "ลุงกำนัน (สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการกปปส.) ตัดสินใจบวชแบบสายฟ้าแลบ ที่วัดท่าไทร (จ.สุราษฎร์ธานี) และจะไปจำวัดที่วัดสวนโมกข์ ขออนุโมทนาบุญกับหลวงลุงด้วยครับ สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ"
ทั้งนี้คนใกล้ชิดเผยว่า พระสุเทพได้เข้าพิธือุปสมบทเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่วัดท่าไทร อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี
พร้อมกับหลานชาย โดยมีพระเทพพิพัฒนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งการบวชครั้งนี้เป็นไปอย่างลับๆ แม้แต่บุคคลใกล้ชิดเช่น นายธานี และนายเชน เทือกสุรรณ น้องชายยังไม่ทราบเรื่อง และมีเพียงอดีต แกนนำ กปปส. บางคนเท่านั้นที่ร่วมพิธี อีกทั้งวันจันทร์ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา นายสุเทพยังรับประทานอาหารค่ำอยู่ที่กรุงเทพฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า พระสุเทพมีความประสงค์จะไปบวชที่วัดสวนโมกขพลาราม ใน อ.ไชยา แต่เนื่องจากเป็นช่วงเข้าพรรษาแล้วทางวัดสวนโมกขพลาราม ไม่มีการบวชพระภิกษุสงฆ์หลังเลยวันเริ่มต้นเข้าพรรษาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามภายหลังพิธีอุปสมบทเสร็จสิ้น ได้ประสานขอไปจำพรรษาที่วัดสวนโมกขพนารามทันที โดยคนใกล้ชิด ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการบวชตลอด 1 พรรคษาหรือไม่ เนื่องจากพระสุเทพไม่เคยปรารภให้ใครทราบ
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า การบวชของพระสุเทพในครั้งนี้ ไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ และไม่รู้ว่าจะมีกำหนดลาสิกขาเมื่อใด แต่คาดว่า เป็นการบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมทางการเมืองช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาของ กปปส.
'จเร'เผย21ก.ค.นัดหารืออีกครั้งแนวปฏิรูป
ที่รัฐสภา นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการประสานความร่วมมือระหว่างสำนักเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า ที่ประชุมในวันนี้ประกอบด้วยผู้บริหารของทั้ง 2 สำนักงาน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการสภาฯและอดีตเลขาฯ วุฒิสภา โดยเป็นการหารือเกี่ยวกับการเตรียมงานรองรับการดำเนินงานของสภาฯ ว่าแต่ละสำนักงานนั้นได้เตรียมอะไรไว้บ้าง ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค.จะมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งในส่วนของสภาฯ นั้นคาดว่าจะรองรับการดำเนินงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยเบื้องต้นทราบว่าจะมีการปฏิรูปใน 10-11 ด้านด้วยกัน ที่ประชุมจึงแนะนำให้สำนักกฎหมายและสำนักวิชาการตั้งทีมขึ้นมาเพื่อดูแลด้านกฎหมายว่า การปฏิรูปในแต่ละด้านนั้นมีกฎหมายอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่า ให้นำวิทยากรและนิติกรของทั้ง 2 สำนักงานมาสัมมนาร่วมกันแล้วให้ผู้ทรงคุณวุฒิชี้ประเด็นให้เห็นว่า ที่ผ่านมาการดำเนินการนั้นมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง มีอุปสรรคในขั้นตอนไหนและแก้ไขกันอย่างไรด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกกังวลใจหรือไม่ นายจเรกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ เพราะขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าสภาปฏิรูปนั้นแนวทางการดำเนินงานจะเป็นอย่างไร เราจึงเตรียมตัวให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา สำหรับในส่วนของงบประมาณในการดำเนินงานนั้นก็เป็นการตั้งงบประมาณตามปกติ โดยในส่วนที่สำนักเลขาธิการสภาฯ ตั้งงบประมาณไปนั้นจะเป็นเรื่องของการบริหารราชการทั่วไป การก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ และการรองรับสภาปฏิรูป 250 ท่าน ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายงบประมาณกำหนดไว้ ทั้งนี้ ในส่วนของค่าตอบแทนนั้น ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้นำพระราชกฤษฎีกา ค่าตอบแทนสมาชิกสภาฯ มาเป็นฐาน ส่วนสนช.ชุดใหม่จะพิจารณาปรับอัตราค่าตอบแทนเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประธานสนช.รวมถึงข้อกำหนดกรณีการเดินทางไปศึกษาดูงานของสมาชิกสนช.ด้วย
สำหรับเรื่องข้อบังคับการประชุมนั้น นายจเรกล่าวว่า ได้เตรียมข้อบังคับการประชุมของสนช.ในครั้งที่แล้วไว้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยว่า เมื่อเปิดสภาฯ แล้วจะอนุโลมให้ใช้ข้อบังคับดังกล่าวไปก่อนแล้วค่อยร่างข้อบังคับขึ้นใหม่ในภายหลังหรือไม่ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2550 สภาร่างรัฐธรรมนูญก็ใช้ข้อบังคับการประชุมของสนช.ในการพิจารณาด้วยเช่นกัน ส่วนกรณีการกำหนดองค์ประชุมหรือหลักเกณฑ์การพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อไม่ให้ถูกข้อท้วงติงภายหลังนั้น เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าต้องใช้เกณฑ์หรือองค์ประชุมจำนวนเท่าใด ส่วนข้อกังวลเรื่องการไม่ทำประชาพิจารณ์ในกฎหมายบางฉบับที่มีผลกระทบกับประชาชนนั้น ตนเชื่อว่าขั้นตอนการยกร่างกฎหมายนั้นในส่วนของกระทรวงต่างๆ คงจะมีการทำประชาพิจารณ์มาก่อนหน้าที่จะนำเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสนช.แล้ว ขณะที่เรื่องการถอดถอนได้มีการใส่ไว้ในร่างข้อบังคับการประชุมด้วยหรือไม่นั้น นายจเรกล่าวว่า คงต้องไปดูในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะให้สภาไหนดำเนินการหรือไม่
จัดมหกรรมปรองดองสมานฉันท์22-27ก.ค.นี้
ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดงาน "มหกรรมปรองดองสมานฉันท์ คืนความสุขให้คนในชาติ" ระหว่างวันที่ 22-27 ก.ค.57 บริเวณพื้นที่ท้องสนามหลวง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมแนวทางการขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปและคืนความสุขให้คนในชาติ ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากการจัดกิจกรรมในต่างจังหวัดในห้วงที่ผ่านมา การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวหนึ่งที่จะนำพาสังคมไทยกลับมาเป็นปกติสุข อันจะนำความสุขกลับคืนมาให้คนไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป
พ.อ.บรรพต กล่าวว่า การจัดงานเป็นการบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทุกภาคส่วน โดยทุกภาคส่วนจะเป็นเจ้าภาพร่วมกันจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ การสวดขอพรเพื่อความสงบสุขของทุกศาสนา การออกร้านจำหน่ายสินค้าราคาถูก สินค้าราคาทุน การจัดนิทรรศการให้ความรู้ ให้การบริการ และการสาธิตของส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ การแสดงวงดนตรีออร์เคสตร้าพลเรือน ตำรวจ ทหาร การแสดงที่สื่อถึงความเป็นมาของชาติไทย การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย การแสดงดนตรีวงดุริยางค์ทหารบก ทหารเรือ การแสดงดนตรีจากเหล่าศิลปินค่ายแกรมมี่ อาร์เอส การแสดงจากเวทีประกวดไทยแลนด์ก็อตทาเลนท์ การแสดงคอนเสิร์ตวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมฉายภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยในวันที่ 22 ก.ค. เวลา07.00 น. จะมีพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 99 รูป โดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน ส่วนในวันอื่นๆ จะเริ่มงานเวลา 10.00 น.ทั้งนี้ปัจจุบันได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการดำเนินการจัดงาน และกองอำนวยการจัดงานแล้ว สำหรับรายละเอียดกำหนดการในแต่ละวันนั้น ศูนย์ประชาสัมพันธ์ คสช. ซึ่งเป็นกรรมการภายใน กอ.จัดงานมหกรรมฯ
ศปป.ขยายวันจัดงานมหกรรมปรองดอง
พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกอ.รมน. เป็นประธานประชุมร่วมส่วนราชการเรื่อง การจัดมหกรรมการสร้างความปรองดองสมานฉันท์คืนความสุขให้คนในชาติ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมการประชุม
พล.อ.อักษรา กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี และตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหนัาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ลงนามใน 3 คำสั่ง คือ แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานมหกรรมสร้างความปรองดองฯ การตั้งคณะกรรมการจัดงาน โดยมี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ สปป. เป็นประธาน และตนในฐานะเลขานุการในการจัดงาน เพื่อคืนความสุขให้กับประชาชน และในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้เป็นวันเฉลิมพระชมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ หัวหน้า คสช.ท่านปราถนาจะเห็นความสุขของคนไทย ทั้งนี้จะขยายเวลาในการจัดวานจากเดิมวันที่ 22-25 กรกฎาคม 2557 เป็น 22-27 กรกฎาคม 2557 อย่างไรก็ตาม ผลการหารือในวันนี้จะมีการสรุปเพื่อเสนอต่อหัวหน้า คสช. ต่อไป
กกต.ตั้งอนุกก.3ชุดศึกษาโจทย์3ข้อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือหตั้ง(กกต.) ในช่วงเช้าวันนี้ ( 15 ก.ค.) นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานประชุมผู้บริหารสำนักงานเพื่อหารือเกี่ยวกับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญรวม 5 ฉบับที่อยู่ในความรับผิดชอบของกกต.โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาโจทย์ 3 ข้อที่คณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกกต.ซึ่งประกอบไปด้วยนักวิชการและผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายได้มีความเห็นเสนอที่ประชุมกกต.เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา
โดยคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายเห็นว่า ข้อเสนอที่สำนักงานกกต.ได้จัดทำเกี่ยวกับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 5 ฉบับนั้นเป็นการเสนอแบบกระจายประเด็นทำให้ขาดความชัดเจน และมองว่าเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญให้กกต.มีหน้าที่ในการดำเนินกระบวนการเข้าสู่อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ต้องเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงจำเป็นที่กกต.จะต้องมองกลไกการทำงานของตัวเองว่าสิ่งใดเป็นปัญหาอุปสรรค ไม่เอื้อให้เกิดกระบวนการเข้าสู่อำนาจฯที่สุจริตและเที่ยงธรรม หากเป็นกฎ ระเบียบ ประกาศ ก็เป็นเรื่องที่สำนักงานสามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง แต่หากเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายก็ให้มีการเสนอต่อสภาปฎิรูป ดังนั้นการจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงควรจัดกลุ่มของปัญหาตามภารกิจ ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. ในเชิงระบบเลือกตั้ง กกต.เห็นว่าควรเป็นอย่างไร เช่น จะยังคงเป็นสภาคู่หรือมีส.ส. และส.ว. หรือเป็นสภาเดี่ยว คือมีส.ส.อย่างเดียว คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครควรเป็นอย่างไร จำนวนส.ส. และ ส.ว.ควรมีกี่คน 2. การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้ง การหาเสียง การทุจริตเลือกตั้ง การดำเนินการของกกต. จะมีการปรับปรุง และปราบปรามอย่างไร ไม่ให้มีการทุจริต ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องทั้งกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่กกต. พรรคการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัคร
และ 3.ประสิทธิภาพในการทำงานของกกต. ทั้งการสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง การสั่งเลือกตั้งใหม่ จะใช้เวลากี่วันหากตรวจสอบพบ หรือการปราบปรามการทุจริตที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ควรเป็นอย่างไร ทำให้ที่ประชุมคณะผู้บริหารสำนักงานในวันนี้เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาในการทำการสังเคราะห์และตอบโจทย์ทั้ง 3 ข้อ จึงได้ตั้งเป็นอนุกรรมการ 3 ชุดเพื่อพิจารณาปัญหาและจัดทำแนวทางเสนอในแต่ละข้อ โดยมีรองเลขาธิการด้านบริหารงานเลือกตั้ง ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยและด้านกิจการพรรคการเมือง เป็นประธานในแต่ละชุดตามลำดับ ซึ่งอนุกรรมการทั้ง 3 ชุดจะเริ่มประชุมตั้งแต่ในวันพรุ่งนี้ ( 16 ก.ค.) เป็นต้นไป เพื่อเร่งรัดให้แล้วเสร็จเสนอต่อที่ประชุมคณะผู้บริหารสำนักงาน ส่วนที่ประชุมกกต.กับที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายที่มีนัดหมายจะประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ก่อนที่จะจัดทำเป็นข้อเสนอของกกต.ไปยังสภาปฏิรูปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะจัดตั้งขึ้น
ทั้งนี้มีรายงานว่า สำหรับข้อเสนอในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่ก่อนหน้านี้ กกต. ได้เสนอไปยังคณะทำงานด้านการปฎิรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ 6 ข้อที่คสช.ให้มานั้น โดยนอกจากประเด็นในเรื่องการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของส.ส.ที่ต้องไม่เกิน 2 วาระหรือ 8 ปี แล้ว ยังพบว่ามีข้อเสนอที่น่าสนใจ ในเรื่องของสมาชิกวุฒิสภา กกต.เสนอปัญหาว่า การมีส.ว.มาจากเลือกตั้ง และจากการสรรหา ทำให้เกิดความขัดแย้งกันในการปฏิบัติหน้าที่ ส.ว.เลือกตั้งหนีไม่พ้นการถูกครอบงำจากพรรคการเมือง นักการเมือง เพราะมีฐานที่มาเดี่ยวกันจากส.ส. ขณะที่ส.ว.สรรหา ขาดความยึดโยงกับประชาชน ดังนั้น ควรจะมีการยกเลิกส.ว. แล้วมีสภาเดียวหรือไม่ หรือหากจะคงไว้ ก็ต้องมีการแก้ไขในเรื่องของคุณสมบัติ ที่มาของส.ว.ด้วย
รวมทั้งกรณีที่มีการเสนอให้เปลี่ยนเขตเลือกตั้งจากเขตเดียว เบอร์เดียวปัจจุบัน มาเป็นเขตใหญ่นั้น กกต.ให้เขตใหญ่นั้นหมายถึง ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ในแต่ละจังหวัดก็ใช้จำนวนคะแนนที่ได้เป็นตัวกำหนดซึ่งจะไล่เรียงไปจนครบตามจำนวนส.ส.ที่พึงมีของจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งจะเหมือนกับการเลือกตั้งส.ว.เมื่อปี 2543 ขณะเดียวกันในส่วนคุณสมบัติของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. ที่นอกจากเสนอว่าต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 1 ปี ห้ามต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีทุจริตซื้อเสียง คดียาเสพติด คดีหมิ่นสถาบันแล้ว ยังพบว่าเสนอกำหนดให้ผู้สมัครส.ส.ต้องจบปริญญาตรี เพื่อให้ได้คนที่มีคุณวุฒิเพียงพอที่จะมาพัฒนาประเทศ รวมทั้งยังกำหนดว่าต้องเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่สมัครไม่น้อยกว่า 5 ปี เพียงอย่างเดียวอีกด้วย ขณะเดียวกันในเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้าและการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร กกต.เสนอโดยให้น้ำหนักว่าควรจะยกเลิกเนื่องจาก ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ หากจะคงไว้ก็ต้องมีการแก้ไขกระบวนการเพื่อให้เกิดการใช้สิทธิมากขึ้น



