
'วัชรพล'มีคนในใจนั่ง'ผบ.ตร.'จาก5แคนดิเดต
ขานรับคสช.รื้อเกณฑ์เลือกผบ.ตร.คนใหม่ นักวิชาการชมปฏิรูปบริหารตัดฝ่ายการเมือง เผย'วัชรพล'เป็นผู้อำนาจเสนอชื่อจาก 5 แคนดิเดต ตอนนี้มีคนในใจแล้ว
15ก.ค.2557 ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับตำรวจ ได้เห็นความเห็นถึงกรณีคำสั่งของ คสช. เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรตำรวจว่า เป็นผลดีกับระบบบริหารงานส่วนบุคคลของตำรวจ โดยเฉพาะในประเด็นการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ที่ตัดความเกี่ยวข้องจากฝ่ายการเมือง (นายกรัฐมนตรี) และให้อำนาจแก่ผบ.ตร.ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่จะมารับตำแหน่งผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่งจะทำให้นโยบายเดิมที่มีอยู่สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ต้องเปลี่ยนนโยบายทุกครั้งตามการเปลี่ยนแปลงของผบ.ตร.
ผศ.ดร.ปนัดดา ระบุต่อว่า ข้อดีอีกประการของประกาศคสช.นั้นก็คือ การกระจายอำนาจให้กับผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆ ในการพิจารณาแต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชาได้เอง โดยไม่รวมศูนย์อำนาจอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียว
ผศ.ดร.ปนัดดากล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนเห็นว่าผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งผบ.ตร. จะต้องมีการแถลงนโยบายการทำงานด้านต่างๆ ให้ชัดเจน เป็นต้นว่า นโยบายปราบปรามยาเสพติด การปราบปรามผู้มีอิทธิพล หรือการปราบปรามอบายมุขนั้น จะดำเนินการอย่างไร ต้องใช้งบประมาณมากน้อยเพียงใด และต้องมีการจัดสรรงบประมาณลงมาให้กับผู้ปฏิบัติการให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเหมือนที่ผ่านมา คือ ผู้บังคับบัญชามักสั่งลูกน้องให้ทำนู้นทำนี่ โดยไม่มีงบให้ (สั่งแห้ง) ลูกน้องก็ต้องดิ้นรนหาเงินเอง เมื่อระบบย่อยอย่างโรงพักไปขอเงินจากเอกชน มันก็เข้าสู่ระบบอุปถัมป์ทันที ยิ่งถ้าเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น หากตำรวจมีเรื่องต้องดำเนินการ จะดำเนินการกับคนเหล่านั้นอย่างไร ในเมื่อเขาช่วยเหลือ เรื่องบประมาณกับตำรวจ
ผศ.ดร.ปนัดดา กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งก็คือ งบประมาณของตำรวจ ที่ต้องมีการจัดสรรให้ชัดเจน เพื่อป้องกันตำรวจในระดับปฏิบัติดำเนินการหางบประมาณเอง ซึ่งหากมีการจัดสรรงบประมาณไว้ชัดเจน ก็อาจจะช่วยป้องกันการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีต่างๆ ได้
"สิ่งที่คสช.ประกาศออกมา นับว่าดูดีกว่าที่ผ่านมา ที่ปราศจากฝ่ายการเมืองเข้ามาล้วงลูก แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังเน้นย้ำว่า ระบบโครงสร้างของตำรวจ จะต้องมีระบบประเมินผลที่ดี เพื่อให้ระบบคุณธรรมสามารถดำรงอยู่ได้ จึงมีข้อเสนอให้ผบ.ตร.เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งจะต้องแถลงนโยบายให้สาธารณะได้รับทราบ รวมถึงเสนอให้มีระบบประเมินผลแบบ 360 องศาเกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยจะให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถประเมินผลงานตามนโยบายที่สั่งลงมาได้ รวมถึงประชาชนก็สามารถประเมินผลการปฎิบัติตามนโยบายที่ผบ.ตร.ประกาศเอาไว้ได้อีกทาง เรียกว่าเป็นการถ่วงดุลอำนาจอย่างแท้จริง เพราะต้องไม่ลืมว่าตอนนี้ผบ.ตร.สามารถแต่งตั้งผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งได้ ตรงนี้จึงต้องมีระบบตรวจสอบและประเมินผลที่ดีมาใช้ควบคู่กัน " ผศ.ดร.ปนัดดา กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับตำรวจโดยคสช.นั้น เรียกว่าเป็นการปฎิรูปแล้วหรือไม่ ผศ.ดร.ปนัดดา ให้ความเห็นว่า นี่ถือเป็นการปฎิรูปแล้ว เป็นการปฎิรูประบบบริหารงาน ซึ่งสังคมน่าจะคาดหวังได้พอสมควร เพราะในเมื่อตำรวจมีขวัญกำลังใจดีขึ้น เห็นโอกาสเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน จึงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ผลงานก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย ทว่าสิ่งที่สร้างความแปลกใจคือการที่ปลัดกระทรวงกลาโหม เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) แต่ก็น่าจะดีกว่ามีฝ่ายการเมืองที่สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ มองในแง่ดี การทำงานระหว่าง 4 เหล่าทัพก็น่าจะประสานงานได้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และถ้ามองอีกมุม ก็อาจเป็นการล้วงลูกอยู่พอสมควร
'อดุลย์'เผย'วัชรพล'เป็นผู้อำนาจเสนอชื่อ
ด้านพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ กล่าวว่า โดยคำสั่งดังกล่าวแล้วผบ.ตร.จะเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอชื่อผบ.ตร.คนใหม่ แต่ในครั้งนี้เนื่องจากตนพ้นมาแล้ว ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจในการเสนอชื่อผบ.ตร.คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วนตัวมีความเห็นว่าโครงสร้างใหม่นี้ก็เป็นเรื่องดีเพราะหน่วยงานแต่ละหน่วยงานจะได้เป็นผู้เสนอว่าใครเหมาะสมควรขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน และผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผบ.ตร.คนใหม่นั้นคือผู้ที่มีลำดับอาวุโสสูงสุดทั้งรองผบ.ตร.และจเรตำรวจ ส่วนรายละเอียดอื่นๆตนไม่ขอแสดงความคิดเห็น
เผยจัดห้องทำงานที่กพ.ให้บรรดาที่ปรึกษา
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวด้ายว่า ได้มีการพูดคุยกับบรรดาที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีคำสั่งคสช.ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลบ้างแล้ว ยกเว้นนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยขั้นต้นได้จัดระบบให้แต่ละคนมีที่ทำงานประจำก่อน ซึ่งต้องยอมรับว่าตอนนี้ยังไม่เรียบร้อย ส่วนใหญ่จะจัดสถานที่ทำงานให้ที่สำนักงานก.พ. ถนนพิษณุโลก ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตามการที่ตนเข้ามารับผิดชอบการทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลนั้นก็เป็นคนละอย่างกับที่สตช. ซึ่งงานของตำรวจจะหนักกว่า
รรท.ผบ.ตร.เห็นด้วยประกาศคสช.ปรับโครงสร้างตร.
ขณะที่พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.)โดยเปลี่ยนองค์ประกอบก.ต.ช.จากเดิมมี กรรมการ 11 ท่าน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรียุติธรรม ปลัดมหาดไทย ปลัดยุติธรรม เลขาสมช. ผบ.ตร.กรรมการโดยตำแหน่ง 7 ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ด้าน 4 นาย แต่ในคำสั่งคสช.ล่าสุดปรับองค์กรประกอบกรรมการคัดเลือก ระดับการเมือง 2 คน คือ นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายซึ่งคาดว่าจะเป็นรองนายกที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลตำรวจและเป็นประธารก.ตร.หรือไม่ก็แล้วแต่ ฝ่ายการเมืองจากเดิมมี 3 คนก็เหลือ 2 ส่วนกรรมการโดยตำแหน่งจะเพิ่มปลัดกลาโหมและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิจารณาจากภารกิจเพราะงานของตำรวจเป็นงานด้านความมั่นคงการให้ปลัดกลาโหมเข้ามาเพื่อมิติด้านความมั่นคงทำให้ก.ต.ช.มีความครบถ้วน ซึ่งก็ตรงกับที่ตร.จะเสนอให้มีตำรวจกองประจำการหรือการเกณฑ์ตำรวจ ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายของตร.ที่จะใช้ตำรวจเกณฑ์มาทำงาน อีก 1 คนคือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณจะทำให้งานของก.ต.ช.ครบถ้วนเพราะเมื่อมีแผนก็จะมีเรื่องเงินด้วยให้เดินไปได้ ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิจากเดิมมี 4 ก็เหลือ 2 คน โดยการแต่งตั้งโดยวุฒิสภาสอดคล้องกับกรรมการตุลาการ กรรมการอัยการซึ่งจะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งโดยวุฒิสภา และเปลี่ยนให้ผบ.ตร.เป็นกรรมการและเลขานุการ สรุปแล้วบอร์ดก.ต.ช.ก็จะกระทัดรัดมีกรรมการเพียง 7 คน
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่สำคัญคือการเลือกผบ.ตร.เดิมทีพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติพ.ศ.2547 ระบุว่านายกรัฐมนตรีจะเสนอรายชื่อนายตำรวจยศพล.ต.อ.ให้ก.ต.ช.เห็นชอบเลื่อนเป็นผบ.ตร.เป็นการเมืองเสนอ หัวหน้าคสช.แก้ไขว่าการเสนอผบ.ตร.คนต่อไป ให้ผบ.ตร.คนปัจจุบันเป็นคนเสนอ เดิมจากนายกรัฐมนตรีเลือกนายตำรวจยศ พล.ต.อ. ซึ่งมีทั้งหมด 14 นาย คือ จเรจำรวจ 1 นายรองผบ.ตร. 7 ท่าน สบ.10 5 นาย นรป.1 นาย เสนอก.ต.ช. แก้ไขเปลี่ยนเป็น ให้ผบ.ตร.เลือก รองผบ.ตร. และจเรตำรวจ ก็จะเหลือแค่ 8 นาย ปีนี้เมื่อนับคนที่เกษียณก็จะเหลือแคนดิเดตอยู่ 5 คน ประกอบด้วย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผบ.ตร.และพล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรชาน จเรตำรวจแห่งชาติ โดยผบ.ตร.ก็จะเลือก 1 ใน 5 เสนอก.ต.ช.เห็นชอบ เมื่อผบ.ตร.เสนอใครคนใดคนหนึ่งเข้าไปแล้วก.ต.ช.ไม่เห็นชอบก็เสนอคนใหม่ เป็นหลักการอยู่แล้ว ซึ่งการจะพิจารณาเสนอชื่อใครนั้น ตามกฏหมายตำรวจจะพิจารณาจากคุณวุฒิ ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ รวมทั้งอาวุโสด้วย ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติมาตรา 57
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวอีกว่า สำหรับกระบวนการในการสรรหาผบ.ตร.คนต่อไปโดยหลักคือปลายเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนกรกฎาคมก็จะต้องพิจารณาแล้ว เพราะตามกฎก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้ง การแต่งตั้งนายพลต้องเสร็จภายในเดือนสิงหาคม ขณะนี้ก็ขึ้นอยู่กับหัวหน้าคสช.ซึ่งทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีว่ามีความประสงค์จะนัดประชุมเลยก็สามารถเรียกประชุมจัดวาระได้ หรือจะรอให้มีคณะรัฐมนตรีมีนายกรัฐมนตรีก็ขึ้นอยู่กับท่าน ซึ่งเราก็พร้อมทำ
เมื่อถามว่าขณะนี้ใครมีอำนาจในการเสนอผบ.ตร.คนใหม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ตามกฎหมายตอนนี้ตนเองมีศักดิ์และสิทธิ์ตามกฎหมายทำหน้าที่แทนผบ.ตร.ได้ทุกประการ หากหัวหน้าคสช.ถอดตนเองออกจากรรท.ผบ.ตร.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ผบ.ตร.ก็จะกลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิม สำหรับชื่อคนที่จะเสนอนั้นตอนนี้ก็อยู่ในใจ คุณสมบัติที่จะนำมาพิจารณาก็เป็นไปตามมาตรา 57
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวอีกว่า คำสั่งคสช.ยังมีการปรับโครงสร้างในส่วนคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เดิมก.ตร. มี 3 ส่วนที่1 ก.ตร.โดยตำแหน่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เลขานุการก.พ.จเรตำรวจแห่งชาติ รองผบ.ตร. ส่วนที่ 2 ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการเลือกตั้งจากอดีตตำรวจยศพล.ต.ท.ขึ้นไปให้ตำรวจยศพ.ต.อ.ขึ้นไปเลือก จำนวน 5 ท่าน และส่วนที่ 3 ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.ตร.โดยตำแหน่งเลือกจากสาขาต่างๆ กรรมการเดิมรวม 22 ท่าน หัวหน้า คสช.อยากให้อำนาจการแต่งตั้งอยู่ในมือผู้บังคับบัญชาตร. ผู้บังคับบัญชาสามารถให้คุณกับข้าราชการตำรวจได้ คณะกรรมการก.ตรใหม่ตามประกาศคสช. นายกรัฐมนตรียังเป็นประธาน และให้ผบ.ตร.เป็นรองประธาน เลขาก.พ. จเรตำรวจแห่งชาติ รองผบ.ตร. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิจากวุฒิสภาเลือกอีก 2 ท่านรวมก.ตร.มี 13 ท่าน ตามคำสั่งคสช.ในเวลานี้ยังไม่มีผู้ทรางคุณวุฒิทั้งก.ต.ช.และก.ตร.ให้กรรมการเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปเมื่อมีวุฒิสภาแล้วคัดเลือกก็จะมีคณะกรรมการครบถ้วนตามคำสั่ง
รรท.ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องอาวุโสเดิมเราไม่มีอาวุโสในการแต่งตั้งเรามีอาวุโสในการรักษาราชการแทนซึ่งเป็นไปตามระเบียบก.ตร.ว่าด้วยการกำหนดลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจในการรักษาราชการแทน ซึ่งอาวุโสในการรักษาราชการแทนมีข้อบกพร่องหลายประการทำให้มีการฟ้องในศาลปกครองว่าไม่เป็นธรรม ตามที่พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษาสบ.10 ไปฟ้องจึงต้องมีการแก้ไข ที่ประชุมก.ตร.จึงเห็นว่าต้องแก้ไขอาวุโสให้ถูกกต้องตามคำพิพากษาศาลปกครองแต่การแก้ไขมีข้อจำกัดว่าการแก้ไขกฎก.ตร.ต้องใช้เวลา 180 วัน การแต่งตั้งครั้งนี้ก็เป็นไปไม่ได้ คสช.จึงแก้ปัญหาโดยออกประกาศให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครอง โดยกำลังพลจะไปแก้ไขและอออกประกาศใหม่ที่ศาลปกครองวินิจฉัยไว้แล้ว จะได้เกิดความเป็นธรรมขึ้น
"ขอบคุณหัวหน้าคสช.ที่แก้ไขให้ผู้บังคับบัญชาในตร.สามารถให้คุณให้โทษผู้ใต้บังคับบัญชาได้ การปรับให้ก.ตร.มีกรรมการที่กระทัดรัดเป็นผู้บังคับบัญชาโดยส่วนใหญ่มีอำนาจในการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งระดับนายพล-ระดับผกก. ซึ่งตร.ก็ต้องมาดำเนินการว่ามีกระบวนการอะไรที่ผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับสามารถให้ข้อคิดเห็นหรือเสนอแนะเสนอขึ้นมาตามขั้นตอนเพราะตามประกาศ คสช.การแต่งตั้งระดับรองผบก.-ผกก.ก็ต้องเข้าก.ตร.ซึ่งผู้บังคับบัญชาต้องกลั่นกรองขึ้นมาก่อนเข้าก.ตร.ให้ความเป็นธรรม ผบ.ตร.ต้องรับผิดชอบกับสังคมในการแต่งตั้ง"รรท.ผบ.ตร.กล่าว
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวด้วยว่า การลดฝ่ายการเมืองลงในการเป็นคณะกรรมการก.ต.ช.และให้ผบ.ตร.มีอำนาจเสนอชื่อผบ.ตร.คนต่อไป ถือเป็นเรื่องที่ดีตามนโยบายของหัวหน้าคสช.ที่ต้องการให้ตร.มีความเข้มแข็ง ทำให้เราได้พิจารณาผลงานของคนของเราเอง รวมทั้งก.ตร.ด้วย ทำให้ผู้บังคับบัญชาตร.ทำงาน เอาผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชามาดูใครจะเหมาะสมอย่างไร ซึ่งคำสั่งคสช.ไม่ได้ยกเลิกกฎก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้ง ยกเลิกประเด็นเดียวเรื่องอายุราชการรวม มีคนไปฟ้องว่าการกำหนดเงื่อนไขอายุราชการรวมไม่มีความเป็นธรรมซึ่งศาลได้ชี้แล้ว อายุราชการรวมก็เกี่ยวข้องกับข้าราชการตำรวจไม่มากส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับตำแหน่งเลื่อนไหล เช่นตำแหน่งอาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ
ด้านพล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. กล่าวว่า คำสั่งคสช.ที่ให้ผบ.ตร.เป็นคนเสนอชื่อผบ.ตร.คนต่อไปนั้น ในหลักการตนเองเห็นด้วยเป็นเรื่องที่ดี การให้ผบ.ตร.เสนอชื่อผบ.ตร.คนต่อไปเพราะผบ.ตร.เป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดรู้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนทำงานอย่างไร และเป็นการป้องกันฝ่ายการเมืองเข้ามามีอิทธิพล ตราบใดที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อผบ.ตร. สำนักงานตำรวจก็จะไม่พัฒนา ถือว่าหัวหน้าคสช.มีวิสัยทัศน์กล้าหาญให้ผบ.ตร.เป็นคนเสนอ มั่นใจว่าองค์กรจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น มั่นใจว่าการปฏิรูปตำรวจจะประสบความสำเร็จ ตำรวจมีความสำคัญในการดูแลความสงบเรียบร้อยการดูแลทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ที่ผ่านมาการถูกแทรกแซงจากอำนาจทางการเมือง คำสั่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแต่งตั้ง และพิจารณาหลักอาวุโสอย่างชัดเจนเป็นการเริ่มต้นในการปรับปรุงพัฒนาเพื่อเป็นตำรวจของประชาชน ดูแล ทุกข์สุขของประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีปลัดกลาโหมเข้ามาเป็นกรรมการก.ต.ช.คิดเห็นอย่างไร พล.ต.อ.เอก กล่าวว่า งานหลักตำรวจดุแลเรื่องอาชญากรรมก็ตามแต่งานด้านความมั่นคงก็มีความสำคัญ เรามีการชุมนุม มีการต่อสู้ทางการเมือง ใช้อำนาจตำรวจอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ สุดท้ายก็ต้องทหารมาดู เรื่องความมั่นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนการมีปลัดกลาโหมเข้ามาอยู่ในก.ต.ช.ก็จะมีบทบาทในการกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น
'เอก อังสนานนท์'เห็นด้วยเช่นกัน
ด้านพล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. กล่าวเห็นด้วยกับคำสั่ง คสช. ที่ยกเลิกการให้อำนาจนายกรัฐมตรี เป็นผู้แต่งตั้ง ผบ.ตร. พร้อมทั้งสนับสนุนกรณีที่จะให้ ผบ.ตร. เป็นผู้คัดสรรตำแหน่งด้วยตนเอง
'บิ๊กอ๊อด'ชี้ทำให้ลูกน้องเห็นความสำคัญผู้บังคับบัญชามากขึ้น
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง กล่าวว่า หากเป็นแนวคิดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น ตนมีความคิดคล้ายกับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) ว่า ต้องการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แข็งแรง และไม่มีการยึดติดกับนักการเมือง เพราะจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา เห็นถึงความสำคัญของผู้บังคับบัญชามากยิ่งขึ้น ซึ่งตนเชื่อว่า คสช. มีที่ปรึกษา และมีความรู้ความสามารถ และคิดดีแล้ว จึงได้มีการประกาศคำสั่งดังกล่าวออกมาบังคับใช้
เด็กพท.วอนคสช.ปฏิรูปตำรวจอย่าลดศักดิ์ศรีตำรวจ
นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการปฏิรูปตำรวจของคสช.ว่า ถือเป็นเรื่องที่ทหารยึดอำนาจของตำรวจ ซึ่งตนไม่เห็นด้วย วันนี้ทหารทำอะไรเลยเถิดเกินไปแล้ว จะให้เป็นรัฐทหารอย่างนั้นหรือ อีกหน่อยตำแหน่งผบ.ตร.คงจะให้ทหารมาเป็นก็ได้อย่างนั้นหรือ ตนอยากให้คสช.เห็นใจตำรวจด้วย ควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน อย่าไปลดศักดิ์ศรีของตำรวจ เพราะขนาดสภากลาโหมของทหารก็ยังไม่เห็นว่ามีใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้เลย ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าคนที่คิดเรื่องนี้นั้นคิดไม่ละเอียด ขณะที่ตำรวจเองก็ควรที่จะลุกขึ้นมาอธิบายบ้างว่าตำรวจต้องการอะไรบ้าง ไม่ต้องถึงขั้นประท้วงก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ว่านั่งเฉยๆ เพราะวันนี้ตำรวจถือว่าเสียสิทธิบางเรื่องไปแล้ว และถ้ายังปล่อยให้ทหารทำแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ต่อไปก็จะลามไปเรื่องอื่นๆ อีก
อรรถวิชช์เชื่อปฏิรูปตร.ทำยาก
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัววิเคราะห์ได้ใน 3 ประเด็นคือ 1.รัฐธรรมนูญใหม่ในอนาคตน่าจะมีวุฒิสภาแน่นอน เพราะในประกาศใหม่ให้วุฒิสภาสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คนในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.)
นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า 2. ตำรวจจะใหญ่ขึ้นนักการเมืองจะเล็กลง เพราะเอารัฐมนตรี ออกจากก.ต.ช. 2 คน และให้ปลัดกระทรวงกลาโหม เข้ามาอยู่ในกตช. รวมถึงการเสนอชื่อผบ.ตร.คนใหม่จากเดิมให้อำนาจนายกรัฐมนตรี เสนอชื่อพล.ต.อ.คนใดก็ได้ แต่คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นอำนาจของผบ.ตร.คนปัจจุบัน และ 3. ประกาศคสช.กำหนดให้ผบ.ตร.คนปัจจุบันเสนอชื่อแทนโดยให้เลือกจาก จเร หรือ รองผบ.ตร.เท่านั้น ทั้งหมดนี้ถือว่าคสช.ปฏิรูปนักการเมืองแล้ว แต่การปฏิรูปตำรวจดูจะห่างไกล เพราะยิ่งแก้ยิ่งผูกขาดอำนาจ
“ฝันของผม เหมือนกับกปปส.หลายคน คือ ตำรวจขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลย์หลีกเลี่ยงความเป็นรัฐตำรวจ หรือการถูกครอบงำจากรัฐบาลกลางครับ แต่โครงสร้างใหม่ที่ประกาศ เป็นการลดบทบาทรัฐบาลกลางจริงแต่มันจะกลายเป็นรัฐตำรวจครับ ผมเสนอแนะแบบประชาชนคนหนึ่งที่อยากเห็นประเทศที่ดีขึ้น” นายอรรถวิชช์ กล่าว



