ข่าว

ขอนแก่นยึดหลักปรองดองยุติศึกมหากาพย์ภายในมข.

ขอนแก่นยึดหลักปรองดองยุติศึกมหากาพย์ภายในมข.

15 ก.ค. 2557

ขอนแก่นยึดหลักปรองดองยุติศึกมหากาพย์ภายในมข. โดย... เสาวลักษ์ คงภัคพูน

 
 
          ความพยายามในการสร้างความปรองดองในทุกระดับ เป็นนโยบายต้นๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการเข้ามาบริหารประเทศ หลังจากคนไทยแตกแยกทางความคิดกันอย่างรุนแรง ระยะหลังความขัดแย้งในทุกระดับก็ยิ่งทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น จนบางครั้งแทบมองไม่เห็นทางออกของสังคมไทย มีการฟ้องร้องกันไปมา เกิดเป็นความขัดแย้งที่ลุกลามบานปลาย เมื่อผลการตัดสินถึงสิ้นสุด ความหมางเมินของคู่กรณีก็ยากเกินเยียวยาแล้ว 
 
          วิธีการ "ปรองดอง" จึงถูกหยิบยกขึ้นว่าน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการยุติความขัดแย้งก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย เกิดความแตกแยกในระดับตัวบุคคล ลุกลามไปสู่ครอบครัวและชุมชนเมือง 
 
          ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรพัฒนาผู้นำและการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี จึงได้จับมือกับผู้บริหารการศึกษาเดินหน้าสร้างบุคลากรประจำศูนย์สมานฉันท์สันติวิธี เรียนรู้การไกล่เกลี่ย ทำหน้าที่คนกลางที่ไม่ได้มาตัดสิน แต่เป็นผู้มาช่วยหาทางออก โดยมีเป้าหมายว่าทุกฝ่ายต้องชนะ วิน-วิน
 
          "ในมหาวิทยาลัยถ้าใช้กระบวนการนี้ก็น่าจะทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ในระยะหลังมีการฟ้องร้องกันไปมาระหว่างผู้บริหารกับผู้ถูกบริหาร เรื่องเหล่านี้ถ้าดูตามเส้นแบ่งของกฎหมาย มองจากมุมมองก็มองแค่ว่า ผิดหรือไม่ผิด ถ้าหันหน้าเข้าหากัน บางทีมันคุยกันได้นะ เพราะเกิดจากความไม่เข้าใจ คนเห็นต่างไม่ต้องทะเลาะกัน มานั่งพูดคุยดีๆ ก็ได้ เหล่านี้จะสอดรับกับกระบวนการที่สังคมไทยต้องการในเวลานี้" ศ.นพ.วันชัย กล่าว
 
          ดังเช่นคดีมหากาพย์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 และยืดเยื้อมานานตลอด 4 ปี แทบจะมองไม่เห็นทางออก แต่จู่ๆ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 สภามหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยนายณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภา ได้มีคำสั่งที่ 22/2557 แต่งตั้งนายกิตติบดี ใยพูล ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้งที่คำสั่งนี้ควรจะออกมาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งเมื่อไม่เป็นไปตามนั้น คดีฟ้องร้องจึงตามมามากมาย
 
          เรื่องเดิมเกิดขึ้นจาก "นายกิตติบดี" คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หมดวาระลงเมื่อต้นปี 2553 ทางสภามหาวิทยาลัยได้สรรหาและให้นายกิตติบดีดำรงตำแหน่งต่อ แต่ระหว่างรอการรับรองก็มีผู้ร้องเรียนว่านายกิตติบดีถูกฟ้องร้องคดีทุจริต สภามหาวิทยาลัยจึงให้รักษาการไปก่อน 6 เดือนแต่เมื่อครบกำหนดสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นกลับตั้ง รศ.ดร.รังสรรค์ เนียมสนิท รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายแผนงานให้ทำหน้าที่แทน โดยให้นายกิตติบดีไปปฏิบัติหน้าที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
 
          เมื่อสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผู้บริหารของมหาวิทยาลัยกลับไม่มีคำตอบ นายกิตติบดีจึงเดินหน้าฟ้องศาลและร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งวินิจฉัยว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ ใช้อำนาจตามอำเภอใจด้วยการติดประกาศห้ามนายกิตติบดีและอาจารย์อีก 6 คนเข้าบริเวณพื้นที่คณะนิติศาสตร์ ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวของผู้บริหาร เฉกเช่นอาชญากรร้ายแรง จึงเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
 
          ครั้งนั้นทางเครือข่ายคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ภาคประชาชน 81 องค์กร จำนวน 200 คน ได้เดินขบวนไปยังตึกอธิการมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อขับไล่ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตน์ศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปออกมาเช่นนั้น 
 
          ต่อมาปี 2555 มีความพยายามจากทุกฝ่ายให้เรื่องนี้ยุติด้วยการหันหน้าเข้าหากัน กระบวนการปรองดองถูกนำมาใช้ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้วยการแยกให้มีการเจรจาในแต่ละฝ่าย จึงพบว่าทั้งคู่ไม่ได้ขัดแย้งในเรื่องส่วนตัว แต่เกิดจากกระบวนการการทำงานจึงทำให้เกิดการแยกข้าง ประเด็นปัญหาคือมีความคลาดเคลื่อนในการที่จะแต่งตั้ง หรือไม่แต่งตั้งคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ครั้งนั้น ทั้งที่ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเขียนว่า เมื่อกรรมการสรรหาเสนอชื่อมาสภามหาวิทยาลัยต้องแต่งตั้ง ส่วนเรื่องราวในศาลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
 
          "เมื่อตามดูคดีที่คุณกิตติบดีถูกร้องว่าทุจริต ศาลก็พิจารณาแล้วว่าการฟ้องครั้งนั้นเป็นเท็จ อาจารย์ที่ฟ้องถูกจำคุกแต่รอลงอาญา กระบวนการที่ไม่ได้ตัดสินให้เป็นคณบดีครั้งนั้น จึงน่าจะเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน คณะปรองดองจึงถามสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นต้องทบทวนเรื่องนี้ว่าน่าคืนความเป็นธรรมให้เขาหรือเปล่า เราไม่ได้ฟันธง นำไปสู่การมีคำสั่งคืนตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา สิ่งที่กำลังบอก คือ เมื่อคืนตำแหน่งแล้ว คู่ขัดแย้งพบว่ามีความคลาดเคลื่อนก็ตกลงกันเรียบร้อย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมก็มีการถอนฟ้องทั้งหมด ไม่ติดใจทั้งสองฝ่าย กรณีนี้ก็เลยจบไป เป็นประเด็นที่อยากฝากเป็นอุทาหรณ์ว่า ไหนๆ จะมีการปฏิรูปโดย คสช.แล้ว ก็น่าจะดูว่ากระบวนการสรรหาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทำให้เกิดความขัดแย้งก็น่าจะมีการทบทวนวิธีการใหม่หรือไม่" ศ.นพ.วันชัย กล่าว
 
          สำหรับการแก้ความขัดแย้งของคนในประเทศของคสช.นั้น ศ.นพ.วันชัย มองว่า วิธีคิดเริ่มต้นเห็นด้วยเลย ส่วนวิธีการในระยะนี้ต้องชวนให้ทุกคนหันหน้ามาพูดคุยกัน ถ้าทำเวทีของการพูดคุย เท่าที่เคยทำร่วมกับสถาบันพระปกเกล้ามา ใช้ชื่อว่าเวทีอนาคตประเทศไทย กติกาคือเป็นโต๊ะกลม เป็นเวทีมานั่งฟังซึ่งกันและกัน เพื่อระดมสมอง ระดมความคิดว่า ถ้าทำอย่างนี้ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ต้องมองไปข้างหน้า ต้องสร้างประชาธิปไตยของประชาชน มิใช่กำหนดจากนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว 
 
          "เช่นจะสร้างเขื่อน ทำรถไฟความเร็วสูง ต้องชวนชุมชนที่เกี่ยวข้องมาถกปัญหากันก่อน มิใช่ให้นักวิชาการมานั่งคิดก่อนว่าจะทำเขื่อนตรงนั้น ฟลัดเวย์ตรงนี้ แล้วค่อยไปเรียกประชาชนหรือชาวบ้านเจ้าของพื้นที่มาฟัง มาทำประชาพิจารณ์ มันเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงคือต้องมาร่วมคิดตั้งแต่ต้น แน่นอนต้องใช้เวลามาก แต่เมื่อเกิดการตัดสินใจร่วมกันแล้ว มันจะนำไปสู่การปฏิบัติที่ดีกว่า นี่คือหัวใจสำคัญ" ศ.นพ.วันชัย กล่าว