ข่าว

ถกกก.ร่วม2สภาร่างข้อบังคับประชุมสนช.

ถกกก.ร่วม2สภาร่างข้อบังคับประชุมสนช.

14 ก.ค. 2557

เลขาธิการวุฒิสภาเผยนัดประชุมกรรมการร่วม 2 สภา พร้อมที่ปรึกษา 15ก.ค.นี้เพื่อร่างข้อบังคับการประชุมสนช. อดีตสนช.-ส.ส.ร.แนะคสช.ตั้งสนช.-สปร.ยึดที่ความรู้

                 14ก.ค.2557 นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา เปิดเผยว่าในวันที่ 15 ก.ค. เวลา 14.00 น. จะมีการประชุมคณะทำงานร่วม 2 สภา คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และคณะกรรมการประสานงานร่วม ที่มีนายพิทูร พุ่มหิรัญ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนายสุรพงษ์ มาศะวิสุทธุ์ อดีตที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เป็นกรรมการ เพื่อพิจารณาถึงลำดับขั้นตอนการทำงาน และเตรียมความพร้อมด้านระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่หลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ในเร็ว ๆ นี้

                 ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่คาดว่าจะได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ฐานะฝ่ายเลขาธิการสนช. ทำงานได้รวดเร็ว เบื้องต้นนั้นจะนำข้อบังคับการประชุมสนช. เมื่อปี 2550 และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา แต่ยังไม่ถือว่าข้อบังคับดังกล่าวจะเป็นข้อสรุปเพื่อให้สนช. ชุดใหม่เป็นกรอบการทำงาน เนื่องจากต้องพิจารณารายละเอียดของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนว่ามีบทบัญญัติเช่นไร เบื้องต้นอาจจะใช้ข้อบังคับการประชุมสนช. ปี 2550 อย่างอนุโลมในการประชุมนัดแรก จากนั้นสนช. ต้องยกร่างข้อบังคับการประชุมขึ้นมาโดยพิจารณาเนื้อหาที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

                 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการกำหนดข้อบังคับการประชุมเพื่อป้องกันปัญหาการพิจารณาร่างกฎหมายที่ไม่ครบองค์ประชุมจนเป็นเหตุให้กฎหมายบางฉบับถูกโต้แย้ง เหมือนที่เคยเกิดในสนช.ชุดที่ผ่านมา เลขาธิการวุฒิสภา กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจว่าการทำงานของสนช. ชุดที่ผ่านมาได้วางข้อบังคับการประชุมไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่สิ่งที่ถูกท้วงติงนั้นเป็นเพียงความเห็นที่แตกต่างกัน แต่กรณีที่กฎหมายหรือพระราชบัญญัติฉบับใดที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัย อย่างไรก็ตามการทำงานของสนช. เป็นเรื่องที่ต้องรอให้ สนช.ชุดใหม่ได้หารือเพื่อกำหนดข้อบังคับการประชุมอีกครั้ง

                 นายธงชัย ดุลยสุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาปฏิรูป เปิดเผยว่าตนได้ให้เจ้าหน้าที่ในส่วนของสำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาฯ เป็นผู้ยกร่างข้อบังคับการประชุมสำหรับสภาปฏิรูปไว้แล้ว เบื้องต้นมีกรอบพิจารณา คือ ข้อบังคับการประชุม สนช. ชุดที่ผ่านมาและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้เพื่อให้เป็นกติกาเกี่ยวกับการลงมติ หรือการอภิปราย อย่างไรก็ตามการยกร่างข้อบังคับดังกล่าวยังไม่ถือว่ามีความสมบูรณ์ เพราะต้องรอพิจารณารายละเอียดของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนเนื่องจากต้องเขียนข้อบังคับให้สอดคล้องกัน ส่วนรายละเอียดของค่าตอบแทนนั้นเบื้องต้นทราบว่าทางสำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาฯ เป็นผู้ดำเนินการเตรียมความพร้อม
 

เผยตุลาการศาลรธน.คนใหม่ต้องรอรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อน


                 นางนรรัตน์ เปิดเผยถึงขั้นตอนการคัดเลือก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทนนายจรูญ อินทจาร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ สำนักเลขาธิการวุฒิสภา ได้รับหนังสือจากศาลปกครอง กรณีแจ้งถึงการคัดเลือกให้ นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ไปดำรงตำแหน่งตุลาการในศาลรัฐธรรมนูญ ในสัดส่วนของศาลปกครอง แทนนายจรูญ แล้ว และสำนักเลขาธิการวุฒิสภาก็ได้ส่งเรื่องดังกล่าวแจ้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้รับทราบแล้ว แต่ขณะนี้สำนักเลขาธิการวุฒิสภา ไม่สามารถดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ เนื่องจากขณะนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงต้องรอให้มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะร่างขึ้นมามีผลบังคับใช้ก่อน แล้วดูว่าจะเขียนถึงขั้นตอนการดำเนินการในกระบวนการดังกล่าวอย่างไร เพื่อสำนักเลขาวุฒิสภาจะได้ดำเนินการต่อไป

                 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายจรูญ เกษียณอายุราชการไปเมื่อวันที่ 29 พ.ค. แล้ว และกระบวนการคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ยังไม่แล้วเสร็จทำให้ขณะนี้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียง 8 คนเท่านั้น

 

อดีตสนช.-ส.ส.ร.แนะคสช.ตั้งสนช.-สปร.ยึดที่ความรู้


                  นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่าโครงสร้างของสนช. ชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวมีผลบังคับใช้ส่วนใหญ่จะมาจากเครือข่ายของฝ่ายทหารและคสช. ว่า ถือเป็นเรื่องปกติที่คณะปฏิวัติต้องตั้งบุคคลเข้าไปทำหน้าที่เพื่อควบคุมเสียงข้างมากในสภาฯ เอาไว้และเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการพิจารณาร่างกฎหมายนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเข้ายึดอำนาจ อย่างไรก็ตามตนมองว่าการทำงานที่มีเป้าหมายหลักเพื่อการปฏิรูปประเทศ หรือ ปฏิรูปการเมืองนั้น จำเป็นที่ต้องใช้บุคคลที่มีความหลากหลายเข้าไปทำงาน โดยเมื่อสมัย สนช. ปี 50 พบว่ามีตัวแทนจากข้าราชการทหาร, ตำรวจ, ข้าราชการพลเรือน รวมถึงตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ นักวิชาการ, ผู้ทรงคุณวุฒิ, ผู้พิการ ที่ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญ รู้ลึก และรู้จริงต่อสภาพปัญหาเข้าไปทำงาน แล้วให้เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาร่างกฎหมาย แต่หากการตั้งสภาสนช. โดยมีสมาชิกที่เป็นคนมีแนวคิดเดียวกันหรือกลุ่มก้อนเดียวกันอาจเสี่ยงที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมได้
       
                 “สนช.นอกจากเป็นคนที่ทำงานได้เต็มเวลาแล้ว ต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการออกกฎหมาย ไม่ใช่แค่เลือกคนเข้าไปยกมือสนับสนุนเท่านั้น  อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าการทำงานในสนช. ต้องยึดความโปร่งใส แม้จะตั้งเป้าว่าต้องแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว แต่ต้องไม่ลืมสะท้อนประโยชน์ขอประชาชน หรือส่วนรวมด้วย” นายสมบัติ กล่าว
       
                 ด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เชื่อว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกแบบสมาชิกสนช. ให้ประกอบด้วยผู้มีประสบการณ์, มีความรู้ในแต่ละภาคส่วน, เป็นบุคคลที่ภาคสังคมยอมรับ โดยยึดความหลากหลาย เพราะกรณีที่สนช. ชุดใหม่มีความหลากหลายจะทำให้มีมิติของการแก้ปัญหาประเทศที่มีความซับซ้อนนั้นมีแนวทางที่เหมาะสมและกับเป้าหมายที่ว่าเพื่อปฏิรูปประเทศ ทั้งนี้ตนมองว่าการทำงานของสนช.หรือสภาปฏิรูปที่สำคัญที่สุด คือ การทำงานที่ไม่อิงอยู่บนผลประโยชน์ และไม่ได้เข้ามาทำงานเพื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น 
       
                 “คนที่จะเข้ามารับหน้าที่ตรงนี้ต้องพร้อมเป็นผู้นำ นำเสนอความเห็นและปัญหา อีกทั้งต้องเป็นผู้รู้สาเหตุและรายละเอียดปัญหาอย่างแท้จริงเพื่อนำไปสู่แนวทางของการแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ส่วนกรณีที่มีการกำหนดกรอบเวลาให้สนช. หรือสภาปฏิรูปทำงานให้เสร็จภายใน 1 - 2 ปีนั้น ผมกังวลว่าอาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะจะเป็นการจำกัดกรอบความคิด จนไม่กล้าเปลี่ยนระบบเดิมที่มีปัญหา”  นายเสรี กล่าว
       
                 นายเสรี กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่าปัญหาการเมืองไทยตอนนี้ คือ ความไม่มีเสถียรภาพ นายกฯ ไม่มีความเป็นอิสระไม่มีภาวะผู้นำ ขณะที่สภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถตรวจสอบหรือถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารได้อย่างแท้จริง แม้จะมีกติกาให้สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ หรือรัฐมนตรีได้ แต่ไม่สามารถลงมติไม่ไว้วางใจจนนำไปสู่การให้พ้นจาการดำรงตำแหน่งได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝ่ายบริหารเองมีอำนาจในการประกาศยุบสภา ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากปัญหา ควรจะมีการแก้ไขเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ โดยส่วนตัวเห็นว่าควรรปรับให้นายกฯ ไม่มีอำนาจยุบสภา ส่วนสภาฯ ไม่มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อให้ลงมติพ้นจากตำแหน่ง แต่ให้สิทธิ์ตรวจสอบ ด้วยการอภิปรายและยื่นหลักฐานถอดถอนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศาลฏีกา 


กกต.จ่อถกแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งก๊อกสอง


                 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า จากกรณีที่นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการกกต. เปิดเผยว่าภายในสัปดาห์นี้สำนักงานกกต.จะมีการหารือถึงแนวทางการแก้ไขกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 5 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของกกต.นั้น ทราบว่า ขณะนี้กกต.แต่ละด้านได้เตรียมข้อมูลรายละเอียดข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ไว้เบื้องต้นแล้ว เช่น วิธีการรับสมัครผู้ลงสมัครเลือกตั้งระดับชาติ เรื่องส.ส.แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง ซึ่งมีโจทย์หลักที่ต้องแก้ไขว่ากกต.จะทำอย่างไรให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง การดำเนินกิจรรมของกรรมการบริหารพรรคเป็นไปด้วยความโปร่งใส พรรคการเมืองต้องเป็นสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง โดยแต่ละด้านก็จะมีรายละเอียดที่ต้องนำเสนอจำนวนมากและต้องดูว่ากฎหมายข้อใดที่เป็นอุปสรรคเล็กๆน้อยๆก็คงต้องมาปรับแก้ เพราะต้องทำให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองเข้าใจในกติกา และคนคุมกติกาอย่างกกต.ก็ต้องมีกฎหมายที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าวาระนี้จะเข้าที่ประชุมกกต.วันใดและต้องใช้ระยะเวลาพิจารณานานหรือไม่ 


เตรียมตั้งคณะทำงานพิเศษปรับปรุงทำเนียบฯ


                 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรมศิลปากร กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย รวมถึงตัวแทนคสช. โดย พล.ต.วิรรธน์ สุชาติ เจ้ากรมยุทธโยธาทหารบก พร้อมคณะทำงาน  ได้หารือการปรับปรุงอาคารสถานการที่ภายในทำเนียบรัฐบาล จากนั้นได้เดินสำรวจตึกนารีสโมสร ตึกบัญชาการ 2 และตึกไทยคู่ฟ้า
  
                 รายงานข่าวเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่คณะทำงานให้ข้อมูลว่าเหตุผลในการปรับปรุงอาคารสถานที่ เพื่อการจัดระเบียบและวางผังการใช้งาน ทั้งห้องทำงาน ห้องประชุม ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เนื่องจากในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา มีการปรับปรุงดัดแปลงห้องต่างๆ โดยสิ้นเปลื้อง โดยเฉพาะคณะทำงานของฝ่ายการเมือง อาทิ การปรับฮวงจุ้ย การต่อเติมห้องทำงาน ห้องน้ำส่วนตัว ในขณะที่แต่ละชั้นมีห้องทำงาน และห้องประชุม อย่างจำกัด และการดำเนินการที่ผ่านมาล้วนใช้งบประมาณภาครัฐโดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ดังนั้นการจัดระเบียบครั้งนี้ จะมีการวางผังห้องทำงาน ห้องประชุม ใหม่หมด แยกสัดส่วนให้เหมาะสม โดยนับจากนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานพิเศษ โดยดึงสื่อมวลชน เข้ามาร่วมด้วย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปรับปรุงอาคารสถานที่ โดยเฉพาะห้องทำงานผู้สื่อข่าว หรือรังนกระจอกเก่า ซึ่งอาจจะรื้อเพื่อปรับภูมิทัศน์ เป็นสวนหย่อม หน้าตึกนารีสโมสร ที่จะปรับเป็นเรือนรับรองแขกรัฐบาล