ข่าว

บทเรียนหอกคืนสนอง'มะกัน'ไทยยังไม่ตอบรับฝึก'คอบร้าโกลด์'

บทเรียนหอกคืนสนอง'มะกัน'ไทยยังไม่ตอบรับฝึก'คอบร้าโกลด์'

14 ก.ค. 2557

บทเรียนหอกคืนสนอง 'มะกัน' ไทยยังไม่ตอบรับฝึก 'คอบร้าโกลด์' ดึงอาเซียน-ยักษ์เอเชียถ่วงดุล : โดย...ทีมข่าวความมั่นคง

 
                            ผ่านมาประมาณ 1 เดือนเศษแล้วสำหรับการบริหารประเทศภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่แรงกดดันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) ก็ยังทรงพลังอยู่ แม้ว่า คสช.จะใช้ทั้งผู้ช่วยทูตทหารที่ประจำอยู่ต่างประเทศ รวมทั้งผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย และทูตไทยในต่างประเทศไปชี้แจงทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องก็ตาม
 
                            อย่างไรก็ตาม การเดินทางเยือนต่างประเทศของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะรองหัวหน้า คสช.ดูแลงานด้านความมั่นคง และต่างประเทศ ก็ใช้ความสัมพันธ์ในฐานะ ผบ.ทหารสูงสุด เดินทางไป เยือนจีน และอินเดีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมีผู้นำทางการทหารของมาเลเซีย และเมียนมาร์ เดินทางเข้าพบหัวหน้า คสช. ด้วย
 
                            นอกจากนี้ ยังมีเอกอัครราชทูต และผู้นำทางเศรษฐกิจจากชาติในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ทยอยเดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้า คสช. ขณะที่ ชาติตะวันตก ก็ยังขีดเส้นการลดระดับความสัมพันธ์ไว้เพียงด้าน "การทหาร" เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นความสำเร็จในเบื้องต้นจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศของ คสช.
 
                            วงในระดับสูงของกองทัพกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศของ คสช.ว่า ที่ผ่านมา คสช.ได้ทำความเข้าใจกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมีความเข้าใจประเทศไทยเป็นอย่างดี แม้ว่าจะไม่สนับสนุนในการปฏิบัติ แต่ได้เข้าใจถึงประเทศในการปลดล็อก เพราะปัญหาสะสมมานานกว่า 10 ปี และปัญหาทุกเรื่องก็มีการนำเอากฎหมายมาเป็นข้ออ้าง
 
                            "ที่ผ่านมาประเทศไทยเหมือนเป็นเจ้าชายนิทราที่รอวันตายเท่านั้น เราพยายามประคับประคองประชาธิปไตย แต่ทุกอย่างก็เดินไม่ได้ ถ้าวันนี้กองทัพไม่ทำอะไรสักอย่างประชาธิปไตยก็จะต้องล้มอยู่ดี เพราะมีสัญญาณการตีกันของกลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างมีแน่นอน การกระทำของกองทัพจึงเป็นการยับยั้งไม่ให้เสียเลือดเนื้อ"
 
                            วงในกองทัพคนเดิมกล่าวถึงเหตุผลในการชี้แจงต่อต่างชาติว่า เราต้องการให้ประชาชนดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข โดยได้มีการเชิญกลุ่มต่างๆ เพื่อมารายงานตัว ซึ่งมีประมาณ 300 คน โดยทุกคนก็มาขอความร่วมมือเพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้ ซึ่งกองทัพก็ให้เกียรติทุกอย่าง ไม่ได้มีการคุมขังแต่อย่างใด ส่วนคนที่มารายงาน และถูกคุมขังสูงสุดแค่ 6 วันเท่านั้น
 
                            "ที่ผ่านมาเราพยายามทำความเข้าใจกับเอกอัครราชทูตอาเซียนประจำประเทศไทย รวมถึงเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาก็มาขอเข้าพบด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมี ผบ.ทหารสูงสุดมาเลเซีย ผบ.ทหารสูงสุดเมียนมาร์ รมว.คมนาคมมาเลเซีย และในวันที่ 21-22 กรกฎาคม นี้ ผบ.ทหารสูงสุดสิงคโปร์ ก็จะมาเยือนประเทศไทยด้วยเช่นกัน”
 
                            วงในกองทัพชี้ถึงผลสำเร็จจากนโยบายต่างประเทศของ คสช.ว่า เมื่อปลายเดือนมิถุนายน พล.อ.ธนะศักดิ์ ก็ได้เดินทางไปเยือน ประเทศอินเดีย ซึ่งถือเป็นรัฐบาลชาติแรกที่เชิญ พล.อ.ธนะศักดิ์ ไปเยือนหลังจากที่ คสช.ยึดอำนาจ นอกจากนี้ เหล่านักธุรกิจในแถบเอเชียก็ทยอยเดินทางเข้าพบหัวหน้า คสช. ทั้งจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และยังมีอีกหลายประเทศที่เตรียมเข้าหารือเรื่องการลงทุน ซึ่งสิ่งนี้เป็นเครื่องการันตีว่าต่างชาติเข้าใจบทบาทของ คสช.มากขึ้น โดยเฉพาะ "เพื่อนอาเซียน" ที่เข้าใจมากที่สุด และสนับสนุนให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพราะถ้าไทยล้ม อาเซียนก็จะล้มไปด้วย
 
                            “ตอนนี้มีประชาชนมากกว่า 3,500 ล้านคน จากอินเดีย 1,200 ล้านคน จีน 1,400 ล้านคน รวมถึงเพื่อนบ้านอาเซียนอีก 600-700 ล้านคน ที่เข้าใจประเทศไทยอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ซึ่งสหรัฐอเมริกามีสัมพันธ์กับประเทศไทยมายาวนาน 180 ปี น่าจะมีความเข้าใจบทบาทมากกว่าประเทศอื่นๆ แต่กลับประกาศตัวเป็นประเทศแรกๆ ที่ต่อต้านไทย” 
 
                            ส่วนที่สหรัฐอเมริกาออกรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ 2557 ที่ลดระดับไทยอยู่ในขั้นเทียร์ 3 นั้น เขาชี้ว่า ไม่ได้กระทบกับไทย เพียงแต่ คสช.ผิดหวังที่สหรัฐกระทำเช่นนั้นถือว่า ไม่ค่อยแฟร์ ขณะที่การลดความสัมพันธ์ทางการทหารนั้น จะไม่กระทบต่อการซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทย เช่น เฮลิคอปเตอร์ รุ่นแบล็กฮอว์ก ระบบการซ่อมบำรุงยังเป็นปกติดีอยู่
 
                            วงในกองทัพคนเดิมยังเผยถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของ คสช.ด้วยว่า คสช.แบ่งกลุ่มประเทศออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
 
                            1.กลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีความเข้าใจไทย 100 เปอร์เซ็นต์ 2.กลุ่มที่ไม่ค่อยแสดงออกทางความคิดเห็น ซึ่งขณะนี้ คสช.พยายามสร้างความเข้าใจอยู่ และ 3.กลุ่มประท้วง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เริ่มหยุดพูด คือ เริ่มมีความเข้าใจประเทศไทยมากขึ้นตามลำดับ
 
                            สำหรับประเด็นเรื่องการฝึก "คอบร้าโกลด์" ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนของสหรัฐ เสนอแนะให้ย้ายสถานที่ฝึกจากประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลียแทน เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อไทยนั้น เขาเปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการฝึกร่วม/ผสมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ที่ดำเนินมากว่า 34 ปีว่า
 
                            "สหรัฐถือว่าออกตัวแรง โดยเสนอที่จะไม่ร่วมฝึกกับไทย ซึ่งเราไม่ได้ว่าอะไร และพร้อมที่จะฝึกกับประเทศเพื่อนบ้านแถบอาเซียน รวมทั้งจีน พม่า และอินเดีย ที่ตอบตกลงจะเข้าร่วมฝึกด้วย แต่ล่าสุดสหรัฐได้ทำหนังสือขอที่จะร่วมฝึกกับไทย แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ตอบรับ โดยไทยเสนอให้สหรัฐทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดมาเป็นลายลักษณ์อักษร"
 
                            ต้องจับตาดูว่า การฝึกคอบร้าโกลด์ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน 34-35 ปี จะมีสหรัฐเข้ามามีส่วนร่วมด้วยในระดับใด เพราะที่ผ่านมามหามิตรไทย-สหรัฐ ไม่เคยว่างเว้นจากการฝึกร่วมทางการทหารมาก่อน แม้แต่หลังการรัฐประหารปี 2549 สหรัฐยังฝึกคอบร้าโกลด์ในปีถัดไป ซึ่งสะท้อนว่า สหรัฐมองไทยเป็นทั้งมิตร และจุดยุทธศาสตร์หนึ่งที่สำคัญที่สุดในการกดดันจีน
 
 
 
------------------------
 
(บทเรียนหอกคืนสนอง 'มะกัน' ไทยยังไม่ตอบรับฝึก 'คอบร้าโกลด์' ดึงอาเซียน-ยักษ์เอเชียถ่วงดุล : โดย...ทีมข่าวความมั่นคง)