สหรัฐกับการทำลายมิตรและสร้างศัตรู
สหรัฐกับการทำลายมิตรและสร้างศัตรู : เปิดโลกวันอาทิตย์ โดยบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
ถ้าหากโรเบิร์ต ลัดลัม นักเขียนชื่อดังประเภทสายลับซีไอเอ กับเคจีบี อย่างหาใครเทียมทาน โดยเฉพาะเรื่อง "กูชื่อเจสัน บอร์น" ทั้ง 3 ภาคที่ฮอลลีวู้ดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง "เจสัน บอร์น" ยังไม่ลาลับจากโลกนี้ ลัดลัมคงจะหัวเราะชอบใจว่าประวัติศาสตร์ได้เกิดซ้ำรอยเร็วกว่าคาด ใครจะคิดว่าหลังสงครามเย็นระหว่างค่ายเสรีนิยมกับสังคมนิยมยุติลงเพียงแค่ 25 ปี พร้อมๆ กับการทลายกำแพงเบอร์ลิน สงครามเย็นยุคใหม่ที่ไร้ค่ายไร้พรมแดนจะอุบัติขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการจับกุมสายลับสองหน้า ตามด้วยการเนรเทศหัวหน้าสายลับในประเทศนั้นๆ เหมือนในยุคสงครามเย็นไม่มีผิด
ขณะที่ เดล คาร์เนกี นักเขียนผู้โด่งดังจากหนังสือชุด "วิธีชนะมิตรและจูงใจศัตรู" คงจะส่ายหน้าด้วยความระอาว่า ทำไมมาถึงยุคของบารัก โอบามา จึงกลายมาเป็น "วิธีทำลายมิตรและสร้างศัตรู" ขึ้นมาได้
ไม่เพียงแต่จะรื้อฟื้นความเป็นศัตรูกับอดีตศัตรูเก่าอย่างแดนหมีขาวรัสเซียและแดนมังกรจีน หรือสร้างปัญหากระทบกระทั่งในตะวันออกกลาง ล่าสุดก็คือบาห์เรน ซึ่งโกรธจนหน้าดำหน้าแดงที่ถูกแดนอินทรีเหยียบย่ำศักดิ์ศรี จึงใช้สิทธิความเป็นเจ้าของประเทศไล่รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐออกจากประเทศทันที ทั้งๆ ที่กำลังเยือนประเทศนี้อยู่ ในข้อหา "แทรกแซง" กิจการภายใน กรณีแอบพบกับกลุ่มฝ่ายค้านโดยไม่เห็นรัฐบาลอยู่ในสายตา
ยังไม่นับรวมไปถึงการสร้างศัตรูกับมิตรประเทศอย่างแดนตราไก่ฝรั่งเศส เมื่อพยายามแบล็กเมล์ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลลองด์ ไม่ให้ขายเรือรบบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ มิสทรัล จำนวน 2 ลำ มูลค่า 1,120 ล้านยูโรให้รัสเซีย แลกกับการที่สหรัฐจะยกเลิกการคว่ำบาตรธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส์ ธนาคารยักษ์ใหญ่สุดของแดนปารีเซียง หรืออย่างน้อยลดค่าปรับจำนวน 8,900 ล้านดอลลาร์(ราว 2.7 แสนล้านบาท) ลง หลังจากศาลสหรัฐได้สั่งปรับธนาคารนี้โทษฐานลอบทำธุรกรรมทางการเงินในนามของประเทศที่สหรัฐขึ้นบัญชีดำ
เมื่อถูกเล่นสกปรกด้วยวิธีนี้ นายโอลลองด์จึงศอกกลับด้วยการเดินหน้ามอบเรือรบให้แดนหมีขาวโดยไม่สนใจคำขู่ใดๆ
มหามิตรอีกประเทศหนึ่งที่กำลังมีเรื่องกระทบกระทั่งอย่างรุนแรงก็คือแดนเบียร์เยอรมนี ที่ถูกสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) ถอนหนวดเสือด้วยการแอบจ้างสายลับของเยอรมนีอย่างน้อย 2 คนให้เป็นสายลับสองหน้านำความลับด้านความมั่นคงของแดนเบียร์ไปมอบให้แก่ซีไอเอ
เรื่องเพิ่งจะแดงโร่เมื่อต้นเดือนนี้เองเมื่อทางการได้จับกุมพนักงานวัย 31 ปีของหน่วยข่าวกรองต่างประเทศเยอรมนี (บีเอ็นดี) ในข้อหาแอบขโมยความลับของประเทศมานานกว่า 2 ปี และได้มอบเอกสารความลับต่างๆ ที่ขโมยมารวม 218 ชิ้นให้ซีไอเอ แลกกับค่าตอบแทน 25,000 ยูโร (ราว 1.12 ล้านบาท)
ในจำนวนนี้ 3 ชุดเกี่ยวข้องกับการทำงานของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี ที่กำลังตรวจสอบคำกล่าวอ้างต่างๆ ของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นเอสเอ) ที่เปิดโปงว่าเอ็นเอสเอและซีไอเอได้แอบดักฟังโทรศัพท์ผู้นำประเทศต่างๆ รวมไปถึงนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเมืองเบียร์ ตลอดจนประชาชนทั่วทุกมุมโลกกว่า 2,000 ล้านคน ด้วยการเรียกตัวนายวิลเลียม บินนีย์ อดีตนักวิเคราะห์ของเอ็นเอสเอ และนายโทมัส เดรก ลูกจ้างอาวุโสของหน่วยงานเดียวกัน มาสอบปากคำในฐานะที่เคยมีส่วนร่วมในการสอบสวนการแพร่งพรายความลับของนายสโนว์เดน
นอกจากนี้ ข้อมูลลับที่สายลับ 2 หน้าแอบมอบให้ซีไอเอยังเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการพิจารณาขอบเขตความร่วมมือของเยอรมนี ในโครงการสอดแนมของสหรัฐด้วย
จากผลการสอบสวน สายลับ 2 หน้าผู้นี้ยอมรับสารภาพแต่โดยดี รวมไปเรื่องที่เคยแอบพบกับสายลับอเมริกันอย่างน้อย 3 ครั้งที่ประเทศออสเตรียช่วงปี 2555-2557
ตอนแรกที่มีข่าวการจับกุมสายลับ 2 หน้า เล่นเอานางแมร์เคิลถึงกับเต้นผาง จากเดิมที่แสดงท่าทีไม่เอาเรื่องที่เคยถูกดักฟังโทรศัพท์ก่อนหน้านี้ กระทั่งกล้าประณามแดนดินถิ่นอินทรีอย่างไม่ไว้หน้าระหว่างแถลงข่าวร่วมกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีแดนมังกรที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งว่า หากข้อกล่าวหานี้เป็นจริง ก็ถือเป็นเรื่องร้ายแรงและจะขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัด กับสิ่งที่เธอเชื่อว่าเป็นความร่วมมือด้วยความเชื่อใจกันระหว่างหน่วยงานและประเทศที่เป็นหุ้นส่วนกัน พร้อมกับยืนยันหนักแน่นว่าเยอรมนีคัดค้านการสอดแนมไม่ว่าจะจากที่ใดก็ตาม
ด้านนายหลี่ก็ได้ทีขี่แพะไล่ว่า จีนเองก็คัดค้านการสอดแนมเช่นนี้ ก่อนจะเสริมว่าทั้งจีนและเยอรมนีล้วนตกเป็นเหยื่อการสอดแนม
ก่อนหน้านี้ นางแมร์เคิลให้ความเห็นแดกดันทำเนียบขาวว่า การจารกรรมประเทศพันธมิตรด้วยกัน ถือเป็นการกระทำที่ไร้สาระยิ่ง ทางที่ดีแล้วควรใช้เวลาไปแก้ปัญหาเรื่องอื่นมากกว่า ที่สำคัญ ยุคนี้ไม่ใช่ยุคสงครามเย็นที่จะต้องมีการจารกรรมล้วงข้อมูลกันอีกต่อไปแล้ว
ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก...หลังจากนั้นไม่กี่วัน เยอรมนีก็ได้จับกุมทหารคนหนึ่งในข้อหาเป็นสายลับรายที่ 2 ให้ซีไอเอ
ถึงจุดนี้แล้ว เมืองเบียร์ก็สุดจะทนอีกต่อไป จึงตอบโต้ด้วยมาตรการเด็ดขาดสั่งเนรเทศหัวหน้าซีไอเอ ประจำกรุงเบอร์ลินทันที โดยไม่ไว้หน้าทำเนียบขาวอีกต่อไป
จะเรียกว่าโลกกำลังลอยแพสหรัฐให้กลับไปอยู่อย่างโดดเดี่ยวเหมือนในอดีตก็ไม่ผิด หากยังไม่เลิกพฤติกรรมที่ทำลายมิตรและดีแต่สร้างศัตรูเช่นนี้
ไม่ทราบว่า นางฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยรัฐบาลโอบามา 1 จะคิดอย่างไร เพราะหนังสือบันทึกความทรงจำเรื่อง "ฮาร์ด ชอยส์" ที่เธอโฆษณาขายทั่วโลกนั้นกลับถูกแดนมังกรสั่งห้ามขาย เนื่องจากวิจารณ์ผู้นำจงหนานไห่อย่างไม่มีชิ้นดี เฉกเดียวกับวิจารณ์ผู้นำประเทศที่จัดว่าเป็นศัตรูอย่างเผ็ดมัน แต่ยังยกเว้นไม่วิจารณ์ผู้นำมิตรประเทศ ไม่เช่นนั้น สหรัฐคงมีแต่ศัตรูสิบทิศดังเช่นในขณะนี้เป็นแน่
.....................
(หมายเหตุ : สหรัฐกับการทำลายมิตรและสร้างศัตรู : เปิดโลกวันอาทิตย์ โดยบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



