
ปลัดกต.เผยจีนสนใจสานรถไฟฟ้าความเร็วสูง
ปลัดกต.เผยจีนสนใจสานรถไฟฟ้าความเร็วสูง มองเรื่องเสถียรภาพภายในของไทยเป็นประเด็นสำคัญ นักวิชาการชี้ประยุทธ์จับข้อดีผลยึดอำนาจในอดีตปรับใช้
12ก.ค.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเช้าวันนี้ (12 ก.ค.) ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นายนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยโดยมีหัวหน้าสำนักงานต่างๆ ของไทยในจีนรวมถึงกงสุลใหญ่ไทยทั่วประเทศจีนเข้าร่วมด้วย ซึ่งนายสีหศักดิ์ได้เล่าถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในไทย แนวทางการชี้แจงต่างๆ รวมถึงผลการหารือกับฝ่ายจีน
นายสีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ประเด็นสำคัญในการหารือกับฝ่ายจีนคือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เพราะจีนถือเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักของไทยด้วย ซึ่งไทยได้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการระดับสูงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีนขึ้น เพื่อให้ดูภาพรวมด้านเศรษฐกิจระหว่างกันทั้งหมด เพราะที่ผ่านมามีเพียงคณะกรรมการที่ดูด้านการค้าเป็นหลัก ขณะที่ฝ่ายจีนก็อยากให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 3 โดยเร็วเมื่อไทยมีความพร้อม
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ได้หารือกับจีนว่าจะทำอย่างไรให้ไทยสามารถส่งออกสินค้ามายังจีนได้มากขึ้นโดยเฉพาะสินค้าเกษตรซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทย ซึ่งได้ขอให้จีนเปิดตลาดให้มากขึ้นและอย่านำเอามาตรการต่างๆ โดยเฉพาะด้านสุขอนามัยมาเป็นมาตราการกีดกันทางการค้าเพราะสินค้าไทยมีมาตรฐานอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังได้แจ้งว่าอยากให้จีนมาลงทุนในโครงการที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของไทย อาทิ ยางพารา มันสัมปะหลังและข้าว
"จีนได้ยืนยันความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย อาทิ รถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค รวมถึงโครงการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งได้ยืนยันไปว่า คสช.ประสงค์จะเดินหน้าโครงการ แต่ขอให้มีความโปร่งใสและอยู่ภายใต้งบประมาณประจำปีซึ่งจีนก็เข้าใจ" นายสีหศักดิ์กล่าว
นายสีหศักดิ์กล่าวด้วยว่า ปีหน้าจะก้าวเป็นปีฉลองครบ 40 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งต้องยอมรับว่า สถานะความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันควรมองในลักษณะความเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันมากขึ้น บางครั้งอาจมีปัญหาขัดแย้งบ้างแต่เราต้องมองในภาพรวมว่าเรามีผลประโยชน์ร่วมกัน ส่วนข้อขัดแย้งก็ต้องบริหารจัดการไม่ให้มีปัญหาระหว่างกัน
จีนมองเรื่องเสถียรภาพภายในของไทยเป็นประเด็นสำคัญ
นายสีหศักดิ์ อยู่ระหว่างเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการได้ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเดินทางเยือนจีนว่า รู้สึกพอใจกับผลการเดินทางเยือนครั้งนี้ ซึ่งจีนมองเรื่องเสถียรภาพของไทยเป็นประเด็นสำคัญ โดยเป็นสิ่งที่ไทยพยายามชี้แจงมาตลอดในการเดินทางเยือนหรือไปประชุมต่างประเทศว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นแนวทางที่ไทยยึดถือแต่หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปอย่างนั้น โดยไม่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปัญหาที่เกิดขึ้นจะนำประเทศไปสู่ภาวะไร้เสถียรภาพและกระทบกับความมั่นคง ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เราได้ชี้แจงกับตะวันตก และยังเน้นย้ำว่า เราเข้าใจที่เขาให้ความสำคัญกับค่านิยมประชาธิปไตย แต่สำหรับคนไทยและประเทศไทยเสถียรภาพและความมั่นคงต้องมาก่อน เพราะจะทำให้เราสร้างประชาธิปไทยที่เข้มแข็งขึ้นได้
"สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของไทย เราต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังขับเคลื่อนต่อไป โดยเฉพาะในด้านต่างประเทศที่ต้องทำให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงแสดงบทบาทเชิงรุกที่เข้มแข็งทั้งในแง่ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน หรือในเวทีระหว่างประเทศ" นายสีหศักดิ์กล่าว
ป.ป.ช.จี้สถาบันการเงินแจงธุรกรรมการเงินนักการเมือง-ขรก.
นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวถึง ความคืบหน้ากรณีที่ป.ป.ช.เตรียมออกประกาศคณะกรรมการป.ป.ช.กำหนดจำนวนเงินและมูลค่าทรัพย์สินในการทำธุรกรรมที่ต้องรายงานต่อป.ป.ช. พ.ศ… ว่า ประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมการเงินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยกำหนดให้การทำธุรกรรมการเงินของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ทั้งนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ตลอดจนข้าราชการ ถ้าเป็นกรณีการทำธุรกรรมที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป หรือเงินสดตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป ซึ่งสถาบันการเงินจะต้องรายงานข้อมูลดังกล่าวให้ป.ป.ช.ทราบเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ล่าสุดได้ประชุมหารือถึงเรื่องการวางระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างป.ป.ช.กับสถาบันการเงิน โดยมีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศหยิบยกเรื่องขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก
รองเลขาฯป.ป.ช. กล่าวอีกว่า ในช่วงต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ได้เชิญผู้บริหารสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการป.ป.ช.มาหารือหัวข้อ “การใช้อำนาจของคณะกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของคณะกรรมการป.ป.ช.” ในการประชุมครั้งต่อไปป.ป.ช.จะเชิญผู้บริหารระดับรองลงมา ของสถาบันการเงินและธนาคารทั้งในและต่างประเทศ ที่สังกัดอยู่ในสมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารต่างประเทศ ซึ่งเป็นคนที่มีหน้าที่สั่งการระดับผู้ปฏิบัติมาประชุมหารือ ในวันที่ 29 ก.ค.2557 นี้เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้คณะทำงานได้นำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลของป.ป.ช.ที่ทำการศึกษาอยู่ อาทิ ข้อมูลจากสำนักงานที่ดิน ผู้ประกอบอาชีพ เช่น ซื้อขายรถยนต์ ซื้อขายทองคำ ซื้อขายอัญมณี ซื้อขายของเก่า
นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า หลังจากการประชุมในวันที่ 29 ก.ค.คณะทำงานจะวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดเพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการให้ทันภายในเดือนส.ค. จากนั้นคาดว่าต้นเดือนก.ย.ก็น่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ให้พิจารณาได้ หากได้รับความเห็นชอบก็สามารถออกประกาศป.ป.ช.ดังกล่าวได้ตามอำนาจป.ป.ช.ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 และ(ฉบับที่2) พ.ศ. 2554) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบทรัพย์สินให้แก่ป.ป.ช. โดยการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 37/2 ให้ ป.ป.ช. สามารถใช้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และอำนาจของคณะกรรมการธุรกรรม ปปง.ได้
"วินธัย"ไม่ทราบร่างธรรมนูญฯจะเข้าที่ประชุมคสช.หรือไม่
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะทีมโฆษกคสช. กล่าวถึงความคืบหน้าการประกาศใช้ธรรมนูญปกครองชั่วคราว ซึ่งพล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา หัวหนา คสช.ระบุว่าจะสามารถประกาศใช้ภายในเดือนก.ค.ว่า ตนยังไม่ทราบว่าจะมีการนําร่างธรรมนูญฯเขาสู่การพิจารณาในการประชุมใหญ่คสช.วันอังคารที่ 15 ก.ค.นี้หรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าหัวหน้า คสช.จะ เป็นผู้นําธรรมนูญฯขึ้นทูลเกลาฯ ด้วยตัวเองหรือ ไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว
นักวิชาการชี้ประยุทธ์จับข้อดีผลยึดอำนาจในอดีตปรับใช้
นายตระกูล มีชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เผยถึงรูปแบบการบริหารราชการหลังจากการประกาศใช้ธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยคสช. จะยังมีบทบาทดูแลความมั่นคง ขณะที่รัฐบาลจะมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินว่า ประเด็นดังกล่าวถือเป็นธรรมชาติ เพราะที่ผ่านมา เช่น สมัยรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้มีคณะทหารเข้ามาปกป้อง แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เป็นปัญหาช่วงนั้น เพราะการเข้าไปล้วงลูก และแทรกแซงการการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลพลเรือน ส่วนในยุคปัจจุบันตนเข้าใจแนวยุทธศาสตร์ของพล.อ.ประยุทธ์ ว่า เพื่อให้บทบาทที่คสช. ต่อการปกป้องวัตถุประสงค์ของการเข้ายึดอำนาจ สานต่อภารกิจที่ได้ประกาศไว้ในระยะแรก หลังจากถ่ายโอนอำนาจไปยังรัฐบาลที่มาตามบทบัญญัติของธรรมนูญชั่วคราว แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยตนเองหรือไม่ โดยแนวทางที่เกิดขึ้นตนมองว่าคณะทหารได้มีการศึกษาบทเรียนการรัฐประหารในอดีตและเลือกนำข้อดีมาปฏิบัติ
นายตระกูล กล่าวด้วยว่าสำหรับแนวทางการปฏิรูป ภายใต้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปร.) หรือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้นเชื่อว่าคสช. จะไม่ปล่อยให้ดำเนินการใด ๆ ที่ไม่ตรงกับยุทธศาสตร์การทำงาน ที่พล.อ.ประยุทธ์ ได้ระบุถึงยุทธศาสตร์ 9 ข้อตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 อาทิ สร้างความเป็นธรรมในสังคม, การพัฒนาคนเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน, การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ดังนั้นในประเด็นการจัดผู้แทนเพื่อไปสมัครเป็นสปช. ตามแผนระยะที่ 2 นั้นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก แต่พอเข้าใจได้ว่าถ้ากระบวนการขับเคลื่อนแนวทางตามยุทธศาสตร์ไปยังสปร.หรือสนช. แล้วจะต้องกำหนดแนวทางและให้ได้ผลตามยุทธศาสตร์ทั้ง 9 ข้อ รวมถึงค่านิยมหลักของคนไทย ทั้ง 12 ข้อ อย่างไรก็ตามตนมองว่าแนวทางขับเคลื่อนดังกล่าวจะอาศัยเพียงกลไกข้าราชการประจำเท่านั้นคงไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ ดังนั้นควรให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะยุทธศาสตร์ 9 ข้อ หรือ ค่านิยม 12 ข้อนั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่ประชาชน
“ผมมองว่าการปฏิวัติวัฒนธรรม หรือ ค่านิยม 1 โหลนั้นเป็นสิ่งที่ยาก และไม่สามารถทำให้สำเร็จภายใน 1 ปีแน่นอน เพราะผมจำได้ว่าค่านิยมหลักนั้นผมได้เรียนมาตั้งแต่สมัย พ.ศ.2500 ในส่วนของหน้าที่พลเมือง แต่หากพล.อ.ประยุทธ์ จะกลับนำมาสร้างใหม่สิ่งสำคัญต้องเริ่มจากพื้นฐานคือสถาบันครอบครัวที่แข็งแกร่ง แต่ปัจจุบันมีปัจจัยอื่นที่ต้องนำมาพิจารณาร่วม เช่น กระแสทุนนิยม, ค่านิยมสมัยใหม่ นอกจากนั้นแล้วต้องคำนึงถึงความสำคัญของภาคประชาชนในบทบาทตรวจสอบ ไม่ว่าในอนาคตบุคคลใดจะเข้ามาเป็นฝ่ายบริหาร ต้องวางรากฐานเรื่องดังกล่าวไว้อย่างไม่จำกัดสิทธิ์” นายตระกูล กล่าว
ผลวิจัยชี้เปิดเออีซีให้เคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีปี58 สาขาบัญชีน่าห่วงเทคโนโลยีล้าหลัง-ภาคบริการอ่วม
ดร.ดนุพล อริยสัจจากร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ตนและผศ.ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯได้ร่วมกันทำวิจัยเรื่อง”ผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือระหว่างประเทศจากการวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเออีซี”โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)
ผลวิจัยโดยการวิเคราะห์ข้อมูลและสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ บุคคลสาขาวิชาชีพต่างๆพบว่า จากการที่ประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) 10 ประเทศได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไทย พม่า มาเลเซีย กัมพูชา ลาว สิงคโปรและบูรไนได้มีข้อตกลงในการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรีใน 8 กลุ่มสาขาอาชีพคือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศกร
นักสำรวจ สถาปนิก นักบัญชี รวมทั้งด้านท่องเที่ยวและบริการในปี 2558 นั้น การเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรียังคงมีปัญหาในหลายด้านทั้งเรื่องกฎระเบียบในการอนุญาตให้เข้าไปทำงานในแต่ละประเทศ ภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
ดร.ดนุพล กล่าวอีกว่า ส่วนจุดแข็งของประเทศไทยอยู่ที่กลุ่มสาขาวิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศกรและการท่องเที่ยวและบริการ แต่สาขาวิชาชีพที่น่าห่วงของไทยคือ นักบัญชี เนื่องจากยังมีปัญหาด้านโครงสร้างและมีความล้าหลังของการใช้เทคโนโลยีในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้
เมื่อถึงวิเคราะห์ถึงผลกระทบในแง่บวกพบว่าผู้ประกอบการมีโอกาสมากขึ้นในการคัดเลือกแรงงานที่มีคุณภาพ และย้ายฐานการผลิต รวมทั้งการเกื้อกูลด้านการพัฒนาบุคลากรและและวิชาการ และความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศสมาชิก
ขณะที่ผลกระทบในแง่ลบนั้นแรงงานไทยมีจุดอ่อนด้านทักษะภาษาต่างประเทศและการใช้เทคโนโลยีและผู้ประกอบการเกรงปัญหาสูญเสียแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพให้แก่ประเทศอื่นๆในอาเซียนที่จ่ายค่าตอบแทนสูงกว่าหรือปัญหาสมองไหล
“จากการวิเคราะห์โดยภาพรวมใน 10 ประเทศผลประโยชน์ที่ได้รับจากนโยบายการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียมกันซึ่งประเทศที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคือประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะที่ประเทศที่พัฒนาต่ำกว่าได้ผลรับประโยชน์น้อยกว่าหรือเสียประโยชน์โดยอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ใช้แรงงานเป็นหลักคือ ภาคบริการได้รับผลกระทบด้านแรงงานมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคเกษตรและอุตสาหกรรมโดยเฉพาะหากมีการเปิดให้แรงงานด้อยฝีมือเคลื่อนย้ายอย่างเสรี จะทำให้ทุกประเทศสมาชิกเออีซีต่างได้รับผลกระทบด้านแรงงาน” ดร.ดนุพล กล่าว
ดร.ดนุพล กล่าวด้วยว่า ผลวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลโดยควรสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพแรงงานฝีมือในทุกสาขาวิชาชีพโดยเฉพาะสาขาขาดแคลน มีการออกกฎระเบียบหรือรักษากฎระเบียบที่มีอยู่เพื่อรักษามาตรฐานทางวิชาชีพและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาในกลุ่มวิชาชีพที่ไทยมีมาตรฐานสูงเช่น ด้านบริการสุขภาพเช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล และด้านท่องเที่ยวและบริการ นอกจากนี้ จะต้องลดจุดอ่อนของแรงงานไทยโดยเร่งพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศและการใช้เทคโนโลยี ยกระดับรายได้และสวัสดิการของแรงงานในวิชาชีพต่างๆ รวมทั้งมีการวางกรอบนโยบายและการจัดระเบียบอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะแรงงานด้อยฝีมือ



