
ไซเตสกดดันไทยเร่งปราบค้างาช้าง
12 ก.ค. 2557
ไซเตสกดดันไทยแก้ปัญหาค้างาช้าง ขู่แบนค้าของป่าและพืชป่ารวมถึงกล้วยไม้ของไทยกับต่างชาติ พร้อมกับขีดเส้นตายส่งรายงานในทางบวกเดือน ม.ค. ปีหน้า
องค์กรไซเตสเตรียมออกมาตรการแบนการค้าสัตว์ป่าและพืชป่ารวมถึงกล้วยไม้ของไทย หลังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการลักลอบค้างาช้างได้
นายออยสไตน์ สโตร์เคอร์เซน ประธานคณะกรรมการบริหารองค์กรอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือ ไซเตส กล่าวในที่ประชุมว่าด้วยการค้าพันธุ์พืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ที่นครเจนีว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวานนี้ว่า หลายปีที่ผ่านมาไทยไม่ได้มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมออกมาควบคุมตลาดค้างาช้างผิดกฎหมาย ดังนั้น ทางไซเตสจึงกำหนดเส้นตายภายในเดือนสิงหาคมปีหน้า ให้ไทยแก้ปัญหาให้ได้ มิฉะนั้นจะเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตร โดยไทยต้องมีการส่งรายงานให้กับทางไซเตสภายในเดือนมกราคมปีหน้าว่ามีมาตรการใดใดเพิ่มเติมจากเดิมที่มีเพียงการลงทะเบียนผู้ค้า ผู้นำเข้า และคลังสินค้า ซึ่งไซเตสมองว่ายังไม่เพียงพอ
หากประเทศไทยถูกคว่ำบาตรจริง ไทยจะไม่สามารถค้าขายพันธุ์พืชและสัตว์กว่า 35,000 ชนิดได้ ซึ่งรวมถึงกล้วยไม้ และไม้มีค่าต่างๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ทางนักรณรงค์จากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF กลับสนับสนุนให้ไซเตสลงโทษไทยให้รุนแรงกว่านี้ เพราะแทนที่รัฐบาลไทยจะปราบปรามการค้างาช้างอย่างผิดกฎหมายให้ลดลง แต่ตัวเลขที่ปรากฎกลับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ปัจจุบันกฎหมายไทยอนุญาตให้มีการค้าขายงาช้างที่ได้ภายในประเทศได้ ซึ่งทาง WWF มองว่า กฎหมายนี้คือช่องโหว่ให้มีการนำงาช้างจากทวีปแอฟริกามาสวมรอยได้โดยง่าย
นอกจากนี้ นายจอห์น สแคนลอน ประธานของไซเตสได้กล่าวเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ช้างจะถูกล่าจนหมดไปในหลายพื้นที่ของแอฟริกาในเร็วๆ นี้ หากประเทศต่างๆ ยังไม่ยอมมาร่วมมือกันพยายามป้องกันการล่าช้างเอางาและลักลอบค้างาช้างระหว่างประเทศ เนื่องจากตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีช้างแอฟริกาถูกฆ่าไปแล้วไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นตัว ซึ่งมากกว่าอัตราการเกิดใหม่ของประชากรช้างหลายเท่าตัว
การประชุมตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาครั้งนี้ได้มีการสั่งคว่ำบาตรการค้าแมงป่องจากประเทศกาน่าไปแล้ว เนื่องจากการล่าที่ไม่ยั่งยืน และความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นด้านการลักลอบค้าเสือชีตาห์ งู และท่อนซุงอย่างผิดกฎหมาย
เรียกควาญช้างสอบหาเบาะแสฆ่าช้างเอางา
พล.ต.ต.เสริมคิด สิทธิชัยกานต์ ผบก.ภ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในคดี วางยาฆ่าพลายคล้าว ช้างของวังอยุธยาแลเพนียด ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สุเทพ ชนะสิทธิ์ ผกก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ร.ต.อ.อรรถพล ร.ต.อ.อรรถพล วงศ์นรเศรษฐ์ สว.สส.ภจว.พระนครศรีอยุธยา นำทีมชุดสืบสวน ลงพื้นที่เพนียดคล้องเรียกควาญช้างทั้งหมดของวังช้าง ที่อยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยมาสอบถามแล้ว แต่ยังไม่มีการควบคุมตัว และยังไม่มีหลักฐานที่จะชี้ชัดหรือจับกุมได้
อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางชุดสืบสวนอยู่ระหว่างประสานกับควาญช้างเพื่อหาข่าวถึงคนร้ายที่ลงมือ คาดว่าจะทราบภายในเวลาอันสั้น ยืนยันว่าจากพฤติกรรมคนร้ายไม่ใช่มืออาชีพ เนื่องจาก คนที่ตัดงาช้างไม่มีความชำนาญโดยไม่รู้วิธีที่จะผูกช้างเพื่อตัดงา ขณะเดียวกันนี้มีการแจ้งไปยังกลุ่มคนที่รับซื้องาช้าง เพื่อขอความร่วมมือ ให้ร้านที่แกะสลักงาช้างหรือผู้ที่รับซื้อได้ให้ความร่วมมือกับตำรวจในการให้เบาะแสคนร้าย เพื่อนำไปสู่การจับกุม
นายอิทธิพันธ์ ขาวละมัย ผู้จัดการวังช้างอยุธยาแลเพนียด กล่าวว่าขณะนี้กลุ่มของคนเลี้ยงช้างและควาญช้างมีการพุ่งเป้าไปที่อดีตของคนงานคนที่เคยเลี้ยงช้าง หรือทำงานใกล้ชิดกับช้าง มีโอกาสที่จะทำไปเพื่อนำงาช้างไปขายให้กับผู้ที่แกะสลักงาช้าง ซึ่งกลุ่มคนเลี้ยงช้างส่วนใหญ่รู้จักช่างแกะสลักงาช้าง และได้ขอความร่วมมือไปแล้ว และเชื่อว่างาช้างที่ถูกตัดไปยังไม่มีการเคลื่อนย้ายออกไปไกล และอาจจะอยู่ในพื้นที่ใกล้กับเพนียดก็เป็นได้ ขณะเดียวกันได้ทำการย้ายช้าง ทั้งหมด เข้าสู่เกาะพระยาเพชร ที่เป็นเกาะส่วนตัวใช้สำหรับผูกช้างที่ดุร้าย พร้อมทั้งจัดเวรยาม ตลอด 24 ชั่วโมงและติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มด้วย
มูลนิธิเพื่อนช้างวอนคสช.ออกมาปราบการฆ่าช้าง-ขบวนการค้างาช้าง
นางสาวโซไรดา ซาวาลา เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง และผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลช้างแห่งแรกของโลก เปิดเผยว่า เหตุฆ่าช้างเอางา ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าหดหู่ ตนอยากให้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ ทั้งขบวนการฆ่าช้าง การค้างาช้าง เพราะจำนวนช้างไทยปัจจุบันลดลงต่อเนื่อง อยากให้ คสช. เพิ่มกฎหมายใน พรบ.คุ้มครองสัตว์ป่า หรือ ออกกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้มีการคุ้มครองช้างไทย ทั้งเรื่องการทรมานช้าง การทารุณด้วยการฆ่าช้าง และการค้าอวัยวะสำคัญของช้าง โดยเฉพาะงาช้าง หากไม่มีกฎหมายใดเจาะลึกคุ้มครองช้าง เชื่อว่าช้างไทยจะลดลงเรื่อย ๆ จนใกล้จะสูญพันธุ์แน่นอน
จากการข่าวของนักอนุรักษ์ช้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า ไทยเป็นฐานในการพัก และส่งงาช้างออกไปขายยังประเทศใกล้เคียง ซึ่งรับงาช้างจากประเทศอาฟริกาเข้ามาพักไว้ และทำความสะอาด ก่อนที่จะส่งไปขาย การค้างาช้างได้พุ่งสูงถึง 3 เท่าตัว และมีงาช้างไทย ที่มีการลักลอบตัด เพื่อส่งไปขายด้วย เนื่องจากงาช้างไทย จะมีความสวยงามมากกว่างาช้างแอฟริกา ที่จะมีลักษณะกลวงใน ส่วนงาช้างไทย จะมีเนื้อแน่น จึงทำให้งาช้างไทย เป็นที่ต้องการของตลาดมืดค้างาช้างอย่างมาก และแน่นอนว่า ราคางาช้าง จะมีราคาซื้อขายที่พุ่งสูงมากกว่าคาละ 1 - 2 ล้านบาท แล้วแต่ความสวยงาม และความยาว
................................
(หมายเหตุ ภาพประกอบข่าว)
พล.ต.ต.เสริมคิด สิทธิชัยกานต์ ผบก.ภ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในคดี วางยาฆ่าพลายคล้าว ช้างของวังอยุธยาแลเพนียด ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สุเทพ ชนะสิทธิ์ ผกก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ร.ต.อ.อรรถพล ร.ต.อ.อรรถพล วงศ์นรเศรษฐ์ สว.สส.ภจว.พระนครศรีอยุธยา นำทีมชุดสืบสวน ลงพื้นที่เพนียดคล้องเรียกควาญช้างทั้งหมดของวังช้าง ที่อยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยมาสอบถามแล้ว แต่ยังไม่มีการควบคุมตัว และยังไม่มีหลักฐานที่จะชี้ชัดหรือจับกุมได้
อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางชุดสืบสวนอยู่ระหว่างประสานกับควาญช้างเพื่อหาข่าวถึงคนร้ายที่ลงมือ คาดว่าจะทราบภายในเวลาอันสั้น ยืนยันว่าจากพฤติกรรมคนร้ายไม่ใช่มืออาชีพ เนื่องจาก คนที่ตัดงาช้างไม่มีความชำนาญโดยไม่รู้วิธีที่จะผูกช้างเพื่อตัดงา ขณะเดียวกันนี้มีการแจ้งไปยังกลุ่มคนที่รับซื้องาช้าง เพื่อขอความร่วมมือ ให้ร้านที่แกะสลักงาช้างหรือผู้ที่รับซื้อได้ให้ความร่วมมือกับตำรวจในการให้เบาะแสคนร้าย เพื่อนำไปสู่การจับกุม
นายอิทธิพันธ์ ขาวละมัย ผู้จัดการวังช้างอยุธยาแลเพนียด กล่าวว่าขณะนี้กลุ่มของคนเลี้ยงช้างและควาญช้างมีการพุ่งเป้าไปที่อดีตของคนงานคนที่เคยเลี้ยงช้าง หรือทำงานใกล้ชิดกับช้าง มีโอกาสที่จะทำไปเพื่อนำงาช้างไปขายให้กับผู้ที่แกะสลักงาช้าง ซึ่งกลุ่มคนเลี้ยงช้างส่วนใหญ่รู้จักช่างแกะสลักงาช้าง และได้ขอความร่วมมือไปแล้ว และเชื่อว่างาช้างที่ถูกตัดไปยังไม่มีการเคลื่อนย้ายออกไปไกล และอาจจะอยู่ในพื้นที่ใกล้กับเพนียดก็เป็นได้ ขณะเดียวกันได้ทำการย้ายช้าง ทั้งหมด เข้าสู่เกาะพระยาเพชร ที่เป็นเกาะส่วนตัวใช้สำหรับผูกช้างที่ดุร้าย พร้อมทั้งจัดเวรยาม ตลอด 24 ชั่วโมงและติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มด้วย
มูลนิธิเพื่อนช้างวอนคสช.ออกมาปราบการฆ่าช้าง-ขบวนการค้างาช้าง
นางสาวโซไรดา ซาวาลา เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง และผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลช้างแห่งแรกของโลก เปิดเผยว่า เหตุฆ่าช้างเอางา ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าหดหู่ ตนอยากให้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ ทั้งขบวนการฆ่าช้าง การค้างาช้าง เพราะจำนวนช้างไทยปัจจุบันลดลงต่อเนื่อง อยากให้ คสช. เพิ่มกฎหมายใน พรบ.คุ้มครองสัตว์ป่า หรือ ออกกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้มีการคุ้มครองช้างไทย ทั้งเรื่องการทรมานช้าง การทารุณด้วยการฆ่าช้าง และการค้าอวัยวะสำคัญของช้าง โดยเฉพาะงาช้าง หากไม่มีกฎหมายใดเจาะลึกคุ้มครองช้าง เชื่อว่าช้างไทยจะลดลงเรื่อย ๆ จนใกล้จะสูญพันธุ์แน่นอน
จากการข่าวของนักอนุรักษ์ช้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า ไทยเป็นฐานในการพัก และส่งงาช้างออกไปขายยังประเทศใกล้เคียง ซึ่งรับงาช้างจากประเทศอาฟริกาเข้ามาพักไว้ และทำความสะอาด ก่อนที่จะส่งไปขาย การค้างาช้างได้พุ่งสูงถึง 3 เท่าตัว และมีงาช้างไทย ที่มีการลักลอบตัด เพื่อส่งไปขายด้วย เนื่องจากงาช้างไทย จะมีความสวยงามมากกว่างาช้างแอฟริกา ที่จะมีลักษณะกลวงใน ส่วนงาช้างไทย จะมีเนื้อแน่น จึงทำให้งาช้างไทย เป็นที่ต้องการของตลาดมืดค้างาช้างอย่างมาก และแน่นอนว่า ราคางาช้าง จะมีราคาซื้อขายที่พุ่งสูงมากกว่าคาละ 1 - 2 ล้านบาท แล้วแต่ความสวยงาม และความยาว
................................
(หมายเหตุ ภาพประกอบข่าว)



