
สภาพัฒนาการเมืองเน้น'ส่งเสริมคุณธรรมการเมือง'
สภาพัฒนาการเมือง เน้น 'ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความเข้มแข็งทางการเมือง' : สัมภาษณ์พิเศษ พงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเมืองสถาบันพระปกเกล้า
เมื่อ “การเมือง” คือ “ความผูกพันระหว่างประชาชนกับรัฐ” ดังนั้นประชาชนกับการเมืองจึงแยกกันไม่ออก จะมีความผูกพันและจะมีบทบาทต่อกันตลอดไป เช่นเดียวกับ “สภาพัฒนาการเมือง” ถือเป็นหนึ่งกลไกในความผูกพันนั้น นับแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.2550) ซึ่งให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการเมืองของประเทศเป็นอย่างมาก โดยให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาการเมืองของประเทศ เพื่อให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ
ดังนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.2550) โดยคณะรัฐมนตรีสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเสนอร่างพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง ต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2551
“สภาพัฒนาการเมือง” จึงจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.2551 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ และส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง โดยมี “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” อันเป็นหน่วยงานที่จะทำหน้าที่ดำเนินงานตามหลักการของสภาพัฒนาการเมืองโดยตรง
พงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า (ฝ่ายบริหาร) เล่าถึงบทบาทหน้าที่ตามวิสัยทัศน์และพันธกิจของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง ตลอดจนข้อมูลของกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง อีกหนึ่งเครื่องมือของสภาพัฒนาการเมืองในการดำเนินงานให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ ว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองเป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า ทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมือง ภายใต้การควบคุมดูแลของประธานสภาพัฒนาการเมือง ศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์
“สภาพัฒนาการเมืองทำหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของสภาพัฒนาการเมือง จัดทำบัญชีรายชื่อ รับจดแจ้งการจัดตั้งองค์กรภาคประชาสังคม เป็นธุรการในการสรรหาสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ประสานกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง รวมถึงเป็นหน่วยงานวิชาการให้แก่สภาพัฒนาการเมือง”
รองฯพงษ์ทอง กล่าวถึง “วิสัยทัศน์” ว่า เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริม และสนับสนุนสภาพัฒนาการเมืองในการพัฒนาการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เอื้อประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน โดยมีพันธกิจ คือ 1.ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการตามอำนาจหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมือง ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 2.ศึกษาค้นคว้าวิจัยและให้บริการทางวิชาการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้แก่ประชาชน 3.ส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองให้โปร่งใสและคุ้มค่า
"ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ 3 ข้อ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการและการบริการให้แก่สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง (สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองเข้มแข็ง) ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเสริมสร้างสภาพัฒนาการเมือง และองค์กรภาคีเครือข่ายให้มีศักยภาพในการพัฒนาการเมือง(สภาพัฒนาการเมืองเข้มแข็ง) และยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองให้มีความเข้มแข็ง (ประชาชนเข้มแข็ง)"
รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง ระบุอีกว่า ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติงาน สำนักงานช่วยในเรื่องธุรการและวิชาการให้สภาพัฒนาการเมือง เมื่อสำนักงานต้องทำงานสนับสนุนทางด้านวิชาการให้ เพื่อให้สภาพัฒนาการเมืองสามารถทำงานได้ตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติกำหนด สำนักงานก็ต้องมากำหนดวิสัยทัศน์พันธกิจเหมือนกันว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อสนับสนุนการทำงานตามพันธกิจที่วางไว้
สำนักงานไม่ได้ช่วยเรื่องสภาพัฒนาการเมืองอย่างเดียว ยังทำเรื่อง กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ที่อยู่ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า ก็จะได้รับสนับสนุนงบประมาณเป็นประจำทุกปีจากงบประมาณแผ่นดิน โดย กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.2551 กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้น เพื่อช่วยเหลือกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบ ให้สามารถแสดงความคิดเห็น และเสนอความต้องการของชุมชนในพื้นที่ โดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุนทำหน้าที่เป็นผู้บริหาร
“ในแต่ละปีก็ทำประกาศสนับสนุนให้คนยื่นข้อเสนอมาว่า อยากทำเรื่องอะไร แต่ต้องเป็นการจัดกิจกรรมที่กำหนดไว้ เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถมีแผนจัดการตัวเขาเองในตำบล ในอำเภอ ในกลุ่มของเขา ในทางการเมือง เช่น แผนการจัดการชุมชน ข้อบัญญัติ ข้อตกลงการบริหารจัดการทรัพยากรของเขา ภาคประชาชนก็จะได้ประโยชน์จากกองทุนนี้เยอะ กองทุนนี้จึงถือว่าเป็นกลไกอันหนึ่งของสภาพัฒนาการเมืองที่ช่วยเหลือและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคประชาชน”
สำหรับกิจกรรมที่กองทุนจะสนับสนุน มีดังนี้ 1.กิจกรรมที่มีลักษณะการดำเนินงานที่เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง การพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย และสถาบันทางการเมือง รวมทั้งสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้อง 2.กิจกรรมที่เป็นการสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการเมือง สิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบของประชาชนที่พึงมีภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอัน มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย 3.กิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของประชาชน ชุมชน หรือองค์กรภาคประชาสังคมโดยเฉพาะบทบาทของประชาชน ชุมชน หรือองค์กรภาคประชาสังคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 4.การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ (1) (2) และ (3)
การทำงานของสภาพัฒนาการเมืองที่ผ่านมา มักมีปัญหาจากนักการเมือง พงษ์ทอง ระบุว่า ส่วนมากติดขัดที่นักการเมืองไม่ให้ความร่วมมือตามแผน ในเรื่องส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม นักการเมืองก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ เช่น เวลาเชิญมาร่วมเสวนาเขาก็ไม่ค่อยมา สภาพัฒนาการเมืองก็เลยคิดว่า ไปเริ่มที่ภาคประชาชนดีกว่า ไปสร้างความเข้มแข็งที่ต้นทาง รากหญ้าคือประชาชนดีกว่า เรียกว่าเราลงกันถึงระดับตำบลกันเลยทีเดียว ส่วนหากถามถึงการประเมินความรู้ความเข้าใจของภาคประชาชนในงานของสภาพัฒนาการเมือง
“ผลที่ได้รับแต่ละจังหวัดสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองอาจจะแตกต่างกัน ดังนั้นผลจะเท่ากันเหมือนกันก็คงไม่ใช่ แต่สภาพัฒนาการเมืองเรามีการจัดอบรมให้สมาชิก เรียกว่าโครงการพัฒนาศักยภาพสมาชิก พอเข้ามาก็จะต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง พื้นฐานต้องเข้าใจเหมือนกัน เราต้องทำต่อไป ไม่ใช่จะเห็นผลในปีสองปี เราก็คิดว่าอย่างน้อย 10 ปี”
โดยเฉพาะสภาพการณ์ทางการเมืองไทยขณะนี้ สภาพัฒนาการเมืองต้องปรับกลยุทธ์ในการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วย เช่น จัดอบรมสมาชิกเรื่องประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ซึ่งมีความจำเป็นมากในช่วงเวลานี้ เพราะประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเน้นที่กระบวนการสื่อสารระหว่างกัน การอยู่ร่วมกัน การเข้าใจกัน อันเป็นฐานอันยั่งยืนของความสามัคคี ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเพื่อความสมานฉันท์ เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตร่วมกัน และพยายามที่จะเข้าใจกันของทุกฝ่าย
----------------------------------------
(หมายเหตุ :สภาพัฒนาการเมือง เน้น 'ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความเข้มแข็งทางการเมือง' : สัมภาษณ์พิเศษ พงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า (ฝ่ายบริหาร) )



