
พิษศก.ลามขนส่งระวัง..อุบัติภัยสู่ถนน!
พิษศก.ลามขนส่ง ระวัง..อุบัติภัยสู่ถนน! : พันธรัตน์ รัตนพันธ์ /สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการจัดระบบจราจรทางบก พ.ศ.2555-2556 ระบุสาเหตุหลักในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน 2 อันดับแรกคือ เกิดจากคน 60.2% และจากสภาพรถกว่า 20%
น่าสนใจว่า ข้อมูลดังกล่าวยังขยายความว่า รถบรรทุกมีสถิติเกิดอุบัติภัยบนท้องถนนมากถึง 40% นอกนั้นลดหลั่นกันไปทั้งรถโดยสาร รถตู้และรถยนต์ส่วนบุคคล เป็นต้น
ขณะที่องค์การอนามัยโลก ตอกย้ำว่า ในปี 2556 ประเทศไทยมีอัตราส่วนการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน สูงอันดับ 3 ของโลก
ประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี !!
ยิ่งในห้วงที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจตกสะเก็ด ก็ยิ่งจะเป็นแรงขับหนึ่งที่อาจเพิ่มสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนได้มากขึ้นโดยไม่รู้ตัวและคาดไม่ถึง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการหลายราย พยายาม "รัดเข็มขัด" จึงไม่(ค่อย) มีการดูแลหรือซ่อมบำรุงรถยนต์ตามกำหนดปกติ
โดยเฉพาะรถบรรทุกขนส่งสินค้าต่างๆ ประเภทต่างๆ
ยิ่งในส่วนของภาคใต้นับเนื่องแต่ราคายางพาราดิ่งเหว ก็ย่อมเป็นโดมิโนถึงธุรกิจต่อเนื่องแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาคขนส่งและบริการ
ภัยที่ถูก "มองข้ามความปลอดภัย" ขณะรถราวิ่งกันขวักไขว่บนท้องถนนแต่ละวัน
ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้รอบด้านและตลอดเวลา !!
ผู้ประกอบการรถบรรทุกและเทรลเลอร์รายใหญ่ในพื้นที่ จ.สงขลา รายหนึ่ง ชี้ถึงประเด็นเหล่านี้ให้ฟังว่า นับตั้งแต่ราคายางพาราราคาลดลงเหลือต่ำกว่า 80 บาท เป็นต้นมา ส่งผลทำให้เศรษฐกิจโดยรวมในภาคใต้ย่ำแย่ รายได้จากการขนส่งสินค้าต่างๆ หายไปกว่าครึ่ง จากเดิมรถบรรทุกและเทรลเลอร์ของตน เคยวิ่งบริการคันละ 7-8 เที่ยวต่อเดือน แต่ปัจจุบันลดเหลือราว 4 เที่ยวต่อเดือน ซึ่งสัญญานี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2556
ทางออกเพื่อความอยู่รอดของภาคกิจการรถขนส่ง จึงจำต้องหาทางให้ธุรกิจอยู่ได้ ส่วนใหญ่ก็ทยอยขายรถ และเลิกจ้างคนงาน
"เพื่อนผมเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่รายหนึ่ง ต้องจอดรถทิ้งไว้ 30-40 คันเพราะไม่มีงานเข้าเลย สุดท้ายต้องลดค่าใช้จ่ายด้วยจ้างคนงานออกส่วนหนึ่ง ปกติคนขับรถจะมีทั้งเงินเดือน ประกันสังคม รวมทั้งเบี้ยเลี้ยง อย่างเทรลเลอร์วิ่งเส้นทางหาดใหญ่-กรุงเทพฯ จะต้องจ่ายเบี้ยเลี้ยงเที่ยวละ 4,000-5,000 บาท ถือว่าต้นทุนสูงมาก"
ทว่ามีอีกช่องทางหนึ่งที่มักจะทำกันในตอนนี้ ก็ลดการบำรุงดูแลลง เพื่อลดต้นทุน
ผู้ประกอบการรายนี้บอกว่า ทางออกอีกทางในการลดต้นทุน ที่เห็นได้ชัด อาทิ ยางรถยนต์จะต้องเปลี่ยนทุก 2 แสนกิโลเมตร เพราะสภาพยางก็จะหมดสภาพแล้ว แต่เมื่อเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ เมื่อรถวิ่งต่อเที่ยวน้อยลง การสึกหรอก็น้อยลง แต่อีกไม่น้อยแม้ยางสึกหมดสภาพแล้ว หรือเลยกำหนดต้องเปลี่ยน แต่ก็ยังทนฝืนนำรถวิ่งบริการต่อไป ยอมรับเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อเหตุยางระเบิด หรือเกิดอุบัติเหตุต่อเนื่องได้ง่าย พูดกันตามตรงเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่าปกติ
นอกจากนั้น เขายังให้ข้อมูลว่า หลายรายยังไม่ให้ความสำคัญการตรวจสอบระบบไฟ เบรก และอุปกรณ์ความปลอดภัยทั้งหลาย เพราะเกรงต้นทุนจะทวีขึ้นอีก
"เมื่อก่อนรถเทรลเลอร์ รถบรรทุกวิ่งทั้งวันทั้งคืนจนแทบไม่ได้หยุดพัก ยางก็สึกเร็วมาก น้ำมันเครื่องก็เปลี่ยนตามกำหนดทุกครั้ง แต่ปัจุบันไม่มีทางเลือกมากนัก จนกลายเป็นลูกโซ่กระทบมายังเจ้าของอู่รถ ไม่เว้นแม้แต่ร้านจำหน่ายอะไหล่ เจ๊งกันเป็นแถบๆ เช่นกัน"
ขณะที่เจ้าของรถตู้รายหนึ่ง ก็บอกในทำนองเดียวกันว่า ทุกวันนี้แม้ผู้โดยสารจะไม่เต็มคันรถก็จำเป็นต้องออกวิ่งบริการ ที่สำคัญความพิถีพิถันในการดูแลสภาพรถก็ไม่เหมือนช่วงเศรษฐกิจดีๆ หากล้อรถยังวิ่งได้ตามปกติก็ต้องออกให้บริการ แต่ในส่วนการดูแลสภาพอื่นๆ ทั่วไปก็งดไว้ก่อน เพราะเป็นเรื่องไม่จำเป็นมากนัก
เมื่อตรวจสอบข้อมูลนี้ไปยังอู่ซ่อมรถบรรทุกรายใหญ่ในพื้นที่อีกราย ก็บอกในระนาบเดียวกันว่า ปกติช่วงเศรษฐกิจดีๆ ต้องเขียนบิลในการซ่อมวันละกว่า 10 บิล แต่ปัจจุบันวันละ 3-4 บิลก็แทบไม่มี เพราะเจ้าของรถบรรทุกประหยัด สิ่งใดที่พอใช้ได้ก็ใช้ไปก่อน
"ที่เห็นชัดๆ หลายวันก่อน คนขับรถบรรทุกมาให้ปะยาง ทั้งๆ ที่สภาพยางไม่มีดอกยางแม้แต่นิดเดียว ยางหมดอายุการใช้งาน บวมเป่ง แต่ขอให้ผมปะยางให้แทนที่จะเปลี่ยนยาง อย่างนี้เราก็ไม่ทำเสียดีกว่า เพราะแค่ปะยางแทบจะทำไม่ได้แล้ว แล้วจะไปวิ่งบนถนนได้อย่างไร" ผู้ประกอบการอู่รถบอก
พร้อมระบุว่า ทุกวันนี้เจ้าของรถรัดเข็มขัดเต็มที่ จุดไหนที่พอใช้ได้ก็ใช้ไปก่อน ยางเส้นหนึ่งก็มีราคาพอสมควร หากยังใช้ได้ก็ดึงออกไปก่อน ระบบเบรก ไฟสัญญาณต่างๆ หรือแม้แต่น้ำมันเครื่อง ล้วนแต่ต้องคิดหลายตลบกว่าจะเสียเงินแต่ละครั้ง เหล่านี้หากไม่ดูแลทำตามกำหนด หากนำไปใช้งาน ก็เสี่ยงที่จะเกิดอันตรายทั้งต่อตัวเองและสังคมบนท้องถนนทั่วไป
ว่าที่ พ.ต.ธีระ สันติเมธี ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 จังหวัดสงขลา (รับผิดชอบสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) ยอมรับว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองส่งผลให้ผู้ใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่มองข้ามเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายและมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างมาก โดยเฉพาะรถขนส่งสาธารณะที่ต้องเร่งรณรงค์ และประสานขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้เคร่งครัดในการตรวจสอบสภาพรถให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยเฉพาะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการคมนาคม เศรษฐกิจและท่องเที่ยว
"สงขลาครองแชมป์การเกิดอุบัติเหตุสูงสุด เมื่อนำสถิติของ 4 จังหวัดมารวมกัน ยังน้อยกว่า จ.สงขลา แห่งเดียว ดังนั้นการตรวจสอบดูแลสภาพรถให้มีความพร้อมและปลอดภัย เป็นจิตสำนึกของผู้ใช้รถทุกคนที่ต้องสร้างวินัยในการขับขี่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะเป็นภัยอันตรายทั้งต่อตนเองและคนอื่นๆ ซึ่งเรื่องนี้จะอ้างผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น จนมองข้ามความปลอดภัยในจุดสำคัญไม่ได้ เพราะจะยิ่งทำให้มีอัตราเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น"
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้ประสานและกำชับผู้ประกอบการ รวมถึงขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ขนส่ง และตำรวจจราจรในการเข้มงวดกวดขันการตรวจสอบสภาพรถให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการละเลยในสิ่งที่จำเป็น
สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ซึ่งกำลังคาบลูกคาบดอกจากภาวะเศรษฐกิจดิ่งเหว หลายคนอาจมองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่น่าวิตกมากนัก ทว่า บางครั้ง "สิ่งที่ไม่คาดฝัน" อาจกลายเป็นอาคันตุกะที่ไม่ได้รับเชิญเอาง่ายๆ
ท้องทะเลราบเรียบ แต่ท้องถนน...อาจกลายเป็นนรกน้อยๆ โดยไม่รู้ตัว !!
ทางหลวงที่มีรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปสูงสุด 5 ลําดับแรก
ลําดับที่ จังหวัด จํานวน คัน/วัน
1 นครนายก 3,350
2 นครปฐม 2,789
3 สงขลา 2,550
4 ปทุมธานี 2,342
5 นนทบุรี 2,202
ที่มา กรมทางหลวงชนบท
ประเภทรถที่เกิดอุบัติเหตุพื้นที่ภาคใต้ ม.ค.-ธ.ค.56
1. รถจักรยาน 72 คัน
2. รถจักรยานยนต์ 4,494 คัน
3. รถสามล้อเครื่อง 33 คัน
4. รถเก๋ง 1,206 คัน
5 รถบรรทุกเล็ก (ปิกอัพ) 2,447 คัน
6.รถโดยสารขนาดเล็ก(ตู้) 117 คัน
7.รถโดยสารขนาดใหญ่ 33 คัน
8. รถบรรทุก 6 ล้อ 154 คัน
9. รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป 192 คัน
10. รถอื่นๆ 94 คัน
ที่มา// กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9
................
(หมายเหตุ : พิษศก.ลามขนส่ง ระวัง..อุบัติภัยสู่ถนน! : พันธรัตน์ รัตนพันธ์ /สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน )



