ข่าว

'พีอีเอ เอ็นคอม'จับมือSPCGผลิตกระแสไฟฟ้าแสงอาทิตย์สุรินทร์

'พีอีเอ เอ็นคอม'จับมือSPCGผลิตกระแสไฟฟ้าแสงอาทิตย์สุรินทร์

10 ก.ค. 2557

'พีอีเอ เอ็นคอม'จับมือ SPCG เปิดเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าแสงอาทิตย์เมืองสุรินทร์ นักวิชาการหนุนทำยุทธศาสตร์พลังงานยั่งยืน

               วันที่ 9 ก.ค.2557 ที่ผ่านมา นายปัญญา เล่าชู รักษาการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมด้วย น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดโครงการโซลาร์ฟาร์มแห่งใหม่ “บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (สุรินทร์ 2) จำกัด” มูลค่าโครงการรวม 660 ล้านบาท ขนาด 7.46 เมกกะวัตต์ บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ใน ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านชบ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ กำลังการผลิต 7.46 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 660 ล้านบาท ร่วมผนึกกำลังหนุนก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในการลงทุนและพัฒนาด้านพลังงานทดแทนในประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยได้คัดสรรและเลือกเทคโนโลยีที่ให้ประสิทธิภาพในการจ่ายไฟสูง สามารถผลิตและจ่ายไฟฟ้าได้กว่า 10 ล้านหน่วยต่อปี ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7 ปี สามารช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 5,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

               นายปัญญา กล่าวว่าการร่วมทุนโครงการโซล่าฟาร์มในครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนการดำเนินงานด้านพลังงานทดแทนของประเทศ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่พลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นพลังงานที่มีศักยภาพสูง สามารถนำมาใช้ได้อย่างไม่สิ้นสุดและมีความเหมาะสมในการผลิตไฟฟ้า ช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ช่วยลดมลพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดย่อมส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของประเทศ ถือได้ว่าเป็นพลังงานสีเขียวที่สามารถนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยังมีแผนการลงทุนด้านพลังงานทดแทนภายในประเทศโดยใช้เทคโนโลยีจากก๊าซชีวภาพ ชีวมวล พลังน้ำ ขยะ สำหรับการลงทุนในต่างประเทศนั้นบริษัทได้มีการลงทุนด้านพลังน้ำใน สปป.ลาว และอีกหลายประเทศยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ รวมถึงการให้บริการด้านวิศวกรรมก่อสร้างสายส่งและสถานีไฟฟ้าในต่างประเทศอีกด้วย

               ด้าน น.ส.วันดี กล่าวว่า ในปี 2557 นี้ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) มีแผนที่จะดำเนินการพัฒนาธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต่อเนื่อง โดยจะทำการเพิ่มกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม 1- 9 ให้มีกำลังผลิตรวมกว่า 10 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทั้งหมดกว่า 260 เมกะวัตต์ จากทั้ง 36 โครงการ นอกจากนี้ยังมีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มไปยังภูมิภาคอาเซียน และยังมีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) ผ่านบริษัทในเครืออีกด้วย

               ทั้งนี้ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ยังคงยึดมั่นในแนวทางการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับชุมชนที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงในโครงการโซลาร์ฟาร์มทุกโครงการ เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนโดยรอบพื้นที่ และมุ่งมั่นผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเป็นพลังงานที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศในอนาคต พร้อมกันนี้เราพร้อมประกาศความสำเร็จที่บริษัท ได้ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มมาถึงลำดับที่ 36 ซึ่งครบตามสัญญาการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้กับประเทศในเฟสแรก และพร้อมสร้างความเชื่อมั่นและตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ประกาศเดินหน้าสู่การพัฒนาโครงการอื่นๆ ซึ่งอาจเปิดเผยได้ช่วงปลายปีนี้



นักวิชาการหนุนทำยุทธศาสตร์พลังงานยั่งยืน


               เมื่อเวลา 14.30 น.   คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ท่าพระจันทร์ จัดสัมมนาวิชาการ “ ปฎิรูปพลังงาน โอกาสและความท้าทายหลังรัฐประหาร” มีนายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน และ นายบรรยง พงษ์พานิช ร่วมสัมมนา

               โดยนายมนูญ  กล่าวว่า   ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานไทย คือ 1.ประเทศไทยมีทรัพยากรปิโตรเลียม(ก๊าซน้ำมัน) ในประเทศที่จำกัด จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง 2.พึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูง  ค่าไฟฟ้าที่อ่อนไหวและแพงขึ้น  เพราะผูกอยู่กับก๊าซเกินควร 3.ก๊าซLPG  ที่ถูกอุดหนุนและบิดเบือนกลไกตลาดมานาน  ทำให้ใช้ผิดประเภท ใช้ฟุ่มเฟือย ประสิทธิต่ำ  4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังาน ถูกต่อต้านไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน จึงกระทบต้นทุนการผลิต และการแข่งขันประเทศในอนาคต  5.การใช้พลังงานของประเทศ ยังไม่ประหยัดเพียงพอ เทียบค่าเฉลี่ย เราสูงกว่าต่างประเทศ
               
               ทั้งนี้ปัญหาในพลังงานไทย  เพราะมีความต้องการใช้มากกว่าการผลิต  ถ้านำเข้า LPG  เรื่อยๆ คาดว่า ค่าไฟฟ้าอาจจะเพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็น ในอีก 10 ปี ข้างหน้า

               นายมนูญ กล่าวต่อว่า เราต้องมียุทธศาสตร์ด้านพลังงานเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน  ยุทธศาสตร์หลักต้องเน้นไปที่นโยบายอนุรักษ์พลังงานและส่งเสริมพลังงานทดแทน  คือ ลดการบริโภคพลังงานอย่างฟุ่มเฟือยและไร้ประสทธิภาพ  ส่งเสริมและอุดหนุนให้มีการพัฒนาและใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการนำเข้า  การนำเข้าพลังงานควรเป็นไปเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตไม่เพียงเพื่อการบริโภค   นโยบายราคาพลังงานต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้มีการใช้มีประสทธิภาพสูงสุด   การบริหารจัดการด้านพลังงานต้องไม่ขัดแย้งกับยุทธศาสตร์หลักด้านพลังงาน โอกาสนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาและปฎิรูปพลังงานที่โครงสร้างโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแรงกดดันทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง  เพราะประชานิยมด้านพลังงาน สร้างความเสียหายไม่น้อยกว่าประชานิยมอื่นๆ

               นายมนูญ กล่าวอีกว่า เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการปฎิรูป  เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม  เพื่อดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะคนรวยใช้พลังงานมากกว่าคนจน ซึ่งการอุดหนุนแบบหน้ากระดานเป็นการทำให้ความแตกต่างของรายได้เพิ่มมากขึ้น  เราจึงอยากเสนอ 3 แนว  คือ ราคาต้องสะท้อนต้นทุนจริง  ปฎิรูปปตท.ขจัดอุปสรรคและความซื้อซ้อน  และ 6 ข้อเสนอ 1.ปรับโครงสร้างพลังงาน 2.เพิ่มการแข่งขันในธุรกิจพลังงาน 3.ลดการแทรกแซงโดยมิชอบทางการเมือง 4.เปิดกว้างกระบวนการในการกำหนดนโยบาย 5. เร่งรัดสำรวจพัฒนาและจัดหาแหล่งพลังงานเอเพลิงหลัก 6.ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียน

               นอกจากนี้ข้อเสนอของกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน  คือ ปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบอย่างเป็นขั้นตอน  จัดสรรทรัพยากรธรรมชาติปิโตรเลียมในประเทศอย่างเป็นธรรม เร่งรัดการสำรวจทรัพยากรปิโตรเลียม เพิ่มเติมเพื่อความมั่นคงของชาติ ปรับปรุงองค์กรปฎิบัติงานด้านพลังงาน  เพิ่มประสทธิภาพลดการผูกขาดลดการแทรกแซงจากภาครัฐและนักการเมือง  แก้ไขกฎหมายที่ซับซ้อนและเป็นอุปสรรคอยู่ในขณะนี้

               อย่างไรก็ตามกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนเสนอว่า การจะใช้ระบบใดไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่พื้นที่ที่จะเปิดนั้นมีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน และดึงดูดนักลงทุนได้หรือไม่  ระบบไทยแลน 3 มีความเหมาะสมยืดหยุ่นดีอยู่แล้ว  เหมาะกับสภาพทางกายภาพของไทยที่เป็นแหล่งเล็ก ยากต่อการพัฒนาและไม่เห็นด้วยที่จะดึงเรื่องนี้ให้ชักช้าอีกต่อไป เพราะเราไม่มีความสามารถการสำรวจพบแหล่งปิโตรเลียมใหมาเป็นเวลา 7 ปี   จึงขอให้คสช.ตั้งคณะทำงานทบทวนเรื่องนี้ให้เสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อเร่งพิจารณาโครงการที่ล่าช้าทั้งสามให้เดินหน้าได้โดยเร็วที่สุด เพราะผู้ประกอบการปัจจุบันและนักลงทุนรายใหม่จะต้องใช้เวลาในการศึกษาและเตรียมการลงทุนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 ปี   และสิ่งที่ต้องการปฎิรูปด่วนคือโครงสร้างราคาได้เสนอคสช.ไปแล้ว ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ก็ควรเลิกโจมตีกันและมานั่งคุยกัน และมีการปรับกันมากแล้ว เพราะขณะนี้ก็ไม่ทวงคืนแล้ว
 


'อุดมเดช'ถกกองทุนส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน

               
               เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 2 ของกรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ภายในกองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ครั้งที่2/2557 ซึ่งมี ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานอนุกรรมการ ทั้งนี้พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เพื่อพิจารณาเห็นชอบให้จบโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจน และบางโครงการก็ได้ถอนไปเอง เพื่อให้การใช้เงินกองทุนเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ได้เว้นโครงการที่เกี่ยวกับการสนับสนุนทุนการศึกษาวิจัย สำหรับการดำเนินในห้วงต่อไป ได้มอบให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณของกองทุน ได้ไปพิจารณาโครงการต่างๆที่หน่วยงานเสนอมา แล้วเห็นว่ามีประโยชน์และมีความพร้อมในการดำเนินการและพร้อมดำเนินการในปีงบประมาณปี57 ให้เกิดเป็นรูปธรรม

               พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เน้นถึงการส่งเสริมการผลิตและ การใช้พลังงานทดแทนตามนโยบาย ของ คสช. เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศให้ยั่งยืนและเป็นระบบโดยไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน โดยการผลิตไฟฟ้าจากขยะรวมถึงพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ ทั้งนี้ยังได้มีการพิจารณาสนับสนุนส่วนราชการ สำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่ ที่การไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงให้สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งต้องมีการพิจารณาในมิติของความมั่นคงต่อไป

               พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณในภาครัฐ (คตล.) ได้ระบุบให้ทบทวน 23 โครงการ ซึ่งเป็นแผนงานโครงการในปี 56-57 ซึ่งทางคณะอนุกรรมการกองทุนส่งเสริมพลังงานทดแทน ได้พิจารณาว่า จาก 23 โครงการ จะดำเนินการต่อเพียง 2 โครงการคือโครงการให้ทุนไปพัฒนาพลังงานทดแทน และในเรื่องของการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่สูงมากเพียง 400 ล้านบาท ส่วนโครงการที่ชะลอไว้ก่อน ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ดำเนินการ บางโครงการจะดำเนินการต่อในปี 2558 เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ เพียงแต่มีเหตุผลของแต่ละโครงการว่า บางส่วนมีการดำเนินงานไปแล้ว ได้ประโยชน์พอสมควรแล้ว ก็จะชะลอตัวหยุดลงไป บางส่วนเห็นว่า ไม่เหมาะสม และเวลากระชั้นชิดเกินไป ก็จะโอนงานไปพิจารณากันในปี 2558 ในวันนี้เรามีความชัดเจนว่า ในปลายปี 57 เราจะดำเนินงานโครงการอะไรที่เคยวางไว้แล้ว ก็คือ 2 โครงการดังกล่าว

               เมื่อถามว่า โครงการแผงโซล่ารูดท็อป ชุมชน จะดำเนินการต่ออย่างไร พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการพิจารณาสมควรมอบหมายให้ทางคณะอนุกรรมการ ที่ได้จัดตั้งขึ้น 2 คณะ ได้ไปพิจารณาโครงการที่เห็นว่ามีประโยชน์และเร่งด่วนที่สมควรดำเนินการต่อ โดยใช้งบประมาณปี 57 ที่เหลือ ได้อีกจำนวนหนึ่ง ทั้งในส่วนของ แผงโซล่ารูดท็อป เพื่อให้แสงสว่างในพื้นที่ไม่ปลอดภัยใน 3 จชต. ติดตามเสาไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีความจำเป็น หรือพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง การจัดทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ถือเป็นนโยบายที่ทาง หัวหน้า คสช. ได้ให้ไว้ น่าจะเป็นเรื่องพลังงานทดแทนที่มีประโยชน์ นอกจากนี้ยังช่วยสภาพแวดล้อม เพราะเรามีขยะจำนวนมาก ทั้งนี้จะให้อนุกรรมการ ได้ไปพิจารณาความเหมาะสม เพื่อ เสนอต่อคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะนำมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เราพยายามจะให้เกิดโครงการที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมในปลายปี 57

               เมื่อถามว่า การอนุมัติดำเนินการต่อเพียง 2 โครงการ จำนวนเงิน 400 ล้านบาท จะเพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า คงไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพราะงานในปี 57 หรือแต่ละปี ในส่วนของงบกองทุนการอนุรักษ์พลังงานจะอยู่ในวงเงินไม่เกิน 7,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 57 มีโครงการที่ผ่านไปแล้วกว่า 100 โครงการ แต่เหลือโครงการส่วนท้ายเพียง 23 โครงการ ที่ต้องตรวจสอบให้ความเหมาะสม โปร่งใส เพื่อความถูกต้อง ซึ่งภายหลังจากการตรวจสอบแล้ว ไม่ได้หมายความว่าทาง คสช. หรือ คตล. จะมาหยุดโครงการ แต่เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เสนอโครงการเหล่านี้ต้องมีความเห็นชอบของตัวเองด้วย ประกอบกับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้วย จึงเห็นว่าเหมาะสมที่จะดำเนินการโครงการส่วนท้ายนี้จาก 23 โครงการ เป็น 2 โครงการ ทั้งนี้เราจะมีการพิจารณาโครงการเร่งด่วนอื่นๆด้วย คาดว่าอีกประมาณ 1 สัปดาห์ จะมาประชุมกันว่าจะเพิ่มโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างไร ต่อชุมชน ต่อพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะนำกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จัดโครงการที่ได้ประโยชน์ในพื้นที่ 3 จชต.ด้วย ซึ่งถือเป็นนโยบายของหัวหน้า คสช.
               
               “เราอยากจะนำพลังงานทดแทนลงไปในพื้นที่ชุมชนเพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ซึ่งต้องผ่านอนุกรรมการเพื่อพิจารณาดูความเหมาะสม ทั้งนี้คงจะเน้นเรื่องพลังงานให้แสงสว่าง ซึ่งต้องอยู่ในกรอบวงเงินไม่เกิน 7,000 ล้านบาท จะพยายามให้เกิดประโยชน์สูงสุด” พล.อ.อุดมเดช กล่าว

               ด้าน นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการในปี 56 กับ 5 7ทั้ง 23 โครงการ โดยแบ่งเป็นปี 2556 จำนวน 15 โครงการ ซึ่งยุติการดำเนินการทั้งหมด และปี 2557 จำนวน 8 โครงการ ทั้งนี้ในโครงการปี 2557 มี 2 โครงการที่ดำเนินการต่อ คือ 1.โครงการให้ทุนศึกษาวิจัยพัฒนาพลังงานทดแทน และ 2.โครงการอนุรักษ์พลังงาน ใช้งบประมาณจำนวน 400 ล้านบาท ส่วน โครงการการวิจัยต้นแบบหญ้าเนเปีย ที่ใช้งบประมาณ 300 บาท ซึ่งผ่านการประมูลไปแล้ว แต่การเบิกจ่ายไม่ทัน 30 ก.ย.นี้ จึงยกเลิกและจะนำไปพิจารณากันอีกครั้งในปี 2558

               นายอารีพงศ์ กล่าวว่าในส่วนของโครงการไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่ใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงานทางกระทรวงพลังงานจะพิจารณาอีกรอบเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการเดินหน้าตามเป้าหมาย คือจะต้องมีพลังงานทดแทน 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเงินจากกองทุนนี้เป็นส่วนที่สำคัญที่จะทำให้ถึงจุดนั้น โดยเราจะเดินแผนยุทธศาสตร์ให้มากขึ้น และจะดูว่างบประมาณปี 2557 ที่เหลืออยู่จะยังสามารถไปดำเนินการอะไรได้บ้าง ส่วนในปี 2558 ก็จะดูให้อยู่ในเชิงของกรอบยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าที่ผ่านมาตนไม่เคยพูดว่าจะมีการใช้พลังงานทดแทน 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแผนเดิมอยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์มาโดยตลอด แต่มีการนำเสนอข่าวว่าเป็นคำสั่งและนโบยายของ คสช. ที่ต้องการให้มีพลังงานทดแทนที่ 30 % ทั้งนี้กระทรวงพลังงาน จะดูที่ความจำเป็นหรือเหมาะสม ว่าจะเพิ่มเติมอย่างไร เพราะมองว่าการทำเรื่องพลังงานทดแทนเป็นสิ่งที่ดี ส่วนเรื่องโซลาชุมชนได้พิจารณากันแล้วว่าจะต้องมีการสนับสนุน แต่ก็จะต้องไปดูกันว่ารูปแบบเป็นอย่างไร