ข่าว

กระแสแก้แค้น'ประหารชีวิต'ลดคดีข่มขืนจริงหรือ?

กระแสแก้แค้น'ประหารชีวิต'ลดคดีข่มขืนจริงหรือ?

10 ก.ค. 2557

กระแสแก้แค้น'ประหารชีวิต'ลดคดีข่มขืนจริงหรือ? : ทีมข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ

               "ประหารชีวิตมันเลย"
              
               "สงสารเด็กจัง คนชั่วต้องให้ตาย"
              
               "รับไม่ได้ ลูกสาวก็อายุเท่าๆ กัน"
            
               ฯลฯ

               ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของความคิดเห็นต่อข่าวสะเทือนขวัญ คดีนายวันชัย แสงขาว หนุ่มวัย 22 ปี ข่มขืนแล้วฆ่าเด็กหญิงวัย 13 ปีบนตู้นอนรถไฟ คนไทยบางกลุ่มช่วยกันสร้างกระแสรณรงค์ให้คดีข่มขืนมีโทษสูงสุด ถึงขั้นประหารชีวิตสถานเดียว ไม่ใช่แค่โทษจำคุก 4-20 ปีอย่างกฎหมายปัจจุบัน

               ขณะที่นักสิทธิมนุษยชนมองว่าปัญหาคดีข่มขืนลึกซึ้ง ตอนนี้หลายฝ่ายต้องการแก้แค้น และกำลังกลายเป็นเหยื่อของสังคมขาดสติ...

               "คดีข่มขืน" เป็นหนึ่งในปัญหาสถานการณ์ความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกๆ 15 นาที เหยื่อความรุนแรงนั้นไม่ได้มีแค่เด็กหรือผู้หญิงเท่านั้น ยังรวมถึงผู้ชายและกลุ่มความหลากหลายทางเพศด้วย สถิติกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า เฉพาะปี 2556 มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ 31,866 ราย หรือวันละ 87 ราย หมายความว่าทุกๆ 15 นาทีจะมีคดีเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากการถูกข่มขืนแล้วฆ่า 29 ราย

               ล่าสุด  "ชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน" สอบถามความเห็นนักเรียนนักศึกษาหญิง 459 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการรถขนส่งสาธารณะในเขตกทม. นนทบุรี และสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8-9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 75 เคยถูกคุกคามทางเพศในรูปแบบต่างๆ เช่น พูดจาลวนลาม ใช้สายตา ถูกเนื้อต้องตัว พยายามสำเร็จความใคร่ขณะที่ใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟ แท็กซี่ รถเมล์ เป็นต้น มีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่ไม่เคยโดน เมื่อถามถึงความคิดเห็นกรณีเพิ่มโทษประหารชีวิตในคดีข่มขืน พบว่า กลุ่มตัวอย่างข้างต้นร้อยละ 99.6 เห็นด้วย

               หากโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต คดีข่มขืนจะลดลงหรือไม่ ?

               "นัยนา สุภาพึ่ง" ผอ.มูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องปัญหาความรุนแรงทางเพศ แสดงความเห็นต่อกระแสสังคมข้างต้นว่า ตอนนี้คนไทยกำลังโกรธแค้น อยากโต้ตอบ โดยลืมคิดทบทวนว่า สาเหตคดีข่มขืนเกิดจากอะไรกันแน่

               "คดีนี้ เกือบทุกคนในสังคมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทั้งสิ้น เริ่มจากพ่อแม่เลี้ยงดูลูกอย่างไร เลี้ยงเด็กผู้ชายให้เติบโตมาพร้อมกับความเชื่อว่า ต้องแข็งแรงเป็นใหญ่ มีกิ๊ก ผู้หญิงเยอะๆ เป็นเรื่องเท่ ยิ่งใครมีแฟนเยอะ ได้นอนกับผู้หญิงหลายๆ คน เพื่อนจะยกย่องชมชอบ ใช้เงินซื้อบริการทางเพศได้ไม่ผิด ส่วนผู้หญิงเป็นเรื่องตรงข้าม ต้องปกป้องพรหมจรรย์ ห้ามทำผิดเรื่องแบบนี้ ห้ามมีอารมณ์ทางเพศ ห้ามพูดเรื่องเซ็กส์เพราะน่าอับอายขายหน้า เมื่อทุกฝ่ายคิดแบบนี้ เวลาผู้หญิงถูกลวนลาม ถูกขืนใจ หรือข่มขืนก็จะเก็บเงียบไม่กล้าฟ้อง กลัวเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกตีตรา" นัยนากล่าวต่อว่า

               ความเชื่อเหล่านี้ทำให้ผู้ชายทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะผู้ชายไทย คิดว่าการทำรุนแรงกับผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครกล้าไปฟ้องหรือแจ้งความ เด็กผู้ชายถูกปลูกฝังให้มีความคิดว่าการใช้อำนาจเหนือคนอ่อนแอกว่าเป็นเรื่องไม่ผิด สำหรับผู้หญิงที่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตลอด จากนี้ไปควรต้องสู้ ต้องช่วยตัวเอง ไม่ยอมให้ใครมาแซว ไม่ยอมโดนลวนลาม ต้องทำท่ารังเกียจหรือฟ้องตำรวจ หรือแจ้งผู้ใหญ่ให้รับรู้ ไม่ควรเหนียมอาย แล้วปล่อยไป เพราะกลัวเสียชื่อเสียง พร้อมยกตัวอย่างคดีของนายวันชัย ที่สารภาพเพิ่มเติมว่า เคยข่มขืนพนักงานสาวการรถไฟฯ มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่ได้ฆ่า และผู้เสียหาย 2 รายเกิดความอับอายจนไม่กล้าแจ้งความ

               "ถ้าพนักงานหญิงทั้ง 2 คนไม่อาย แล้วไปแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดี กรณีน้องผู้หญิงวัย 13 ปีคนนี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะเขาจะต้องโดนลงโทษไปแล้ว นี่เป็นตัวอย่างให้ผู้หญิงหรือใครก็ได้ที่โดนทำร้าย โดนข่มขืน หรือความรุนแรงรูปแบบอื่นๆ ควรออกมาช่วยกันเปิดโปงคนไม่ดี อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว เพราะงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า ส่วนใหญ่คดีข่มขืนหรือคดีโหดร้ายต่างๆ จะเกิดจากผู้ที่เคยทำมาแล้วหลายครั้ง เริ่มจากไม่รุนแรงมากจนกระทั่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เราต้องช่วยกันหยุดพวกเขาตั้งแต่ต้น ผู้หญิงทุกคนต้องช่วยตัวเองก่อน อย่าอาย เพราะยิ่งอายยิ่งจะโดนแรง"

               ก่อนจะเปลี่ยนให้คดีข่มขืนมีโทษประหารชีวิตทุกกรณีนั้น อดีตกรรมการสิทธิฯ แสดงความเห็นว่า  สังคมไทยต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า "อะไรทำให้ผู้ชายคนนั้นข่มขืนน้องคนนี้" และ "อะไรทำให้พนักงานหญิง 2 คนไม่กล้าแจ้งความ?" และที่ผ่านมาเคยพิสูจน์ได้ไหมว่าบทลงโทษประหารชีวิตทำให้คดีข่มขืนน้อยลง

               "สมศรี หาญอนันทสุข" กรรมการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผู้รณรงค์ต่อต้านโทษประหารชีวิตมายาวนานกว่า 30 ปี ยอมรับว่าตอนนี้รู้สึกกังวลกับกระแสที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมากๆ ถ้าเปลี่ยนกฎหมายให้ประหารชีวิตคดีข่มขืนทุกคดี หมายความว่า ศาลจะต้องสั่งประหารชีวิตทุกวัน เนื่องจากประเทศไทยมีคดีข่มขืนวันละหลายร้อยราย ทั้งคดีที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว

               "มันเป็นกระแสตาต่อตา ฟันต่อฟัน คนมากมายพูดว่าอยากตั้งศาลเตี้ยรุมประชาทัณฑ์ หรือประหารชีวิตฆาตกรข่มขืนเด็ก 13 ปี ช่วยยืนยันหน่อยได้ไหมว่า ตั้งแต่เกิดมาคนเหล่านั้นไม่เคยลวนลามหรือรังแกทางเพศผู้หญิงเลย อยากให้การแก้ปัญหาเรื่องนี้พิจารณาหลายด้าน บทลงโทษรุนแรงอาจทำให้เกิดการกลั่นแกล้งกันได้ และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแท้จริง เช่น กรณีคดียาเสพติดมีโทษประหารชีวิต แต่คดีไม่ได้ลดน้อยลง กรณีนี้เช่นกันอาจทำให้รุนแรงมากขึ้นก็ได้ เช่น ฆาตกรข่มขืนเสร็จ อาจตัดสินใจฆ่าทิ้งทุกรายเลย เพราะต้องการทำลายหลักฐานหรือกลัวไปแจ้งความตำรวจ" สมศรีกล่าวทิ้งท้าย

               ข้อมูลองค์กร "แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล" รายงานสถานการณ์ปี 2556 ว่า ประเทศไทยเป็น 1ใน 58 ประเทศทั่วโลกที่ยังมีโทษประหารชีวิต ขณะที่ 140 ประเทศทั่วโลกยกเลิกไปแล้ว สถิติปี 2555 บันทึกว่าศาลไทยตัดสินประหารชีวิต 106 คดี มีนักโทษรอวันประหารประมาณ 650 คน โดยกว่าร้อยละ 50 เป็นความผิดเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด

               จากตัวอย่างหลายประเทศทั่วโลกที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต ก็ไม่ได้ทำให้คดีข่มขืนเพิ่มมากขึ้น เช่น แคนาดา สวีเดน เดนมาร์ก ฯลฯ ทุกคนต่างสะเทือนใจกับคดีนี้...แต่กระแสแก้แค้นด้วย "โทษประหารชีวิต" ทำให้หลายฝ่ายกังวลใจว่าจะช่วยลดปัญหาหรือเพิ่มปัญหา หรือจะยิ่งทำให้คดีรุนแรงมากขึ้น !?!
                                                                                                        

ปัจจัยก่อให้เกิดความรุนแรงทางเพศ

               38% - แอลกอฮอล์                               

               25%  - ควบคุมอารมณ์ทางเพศไม่ได้    

               21%   - ชิงทรัพย์


อายุผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ

               11-15 ปี  ร้อยละ 35

               16-20 ปี  ร้อยละ 22

               26-30 ปี   ร้อยละ 10

.....................


(หมายเหตุ : กระแสแก้แค้น'ประหารชีวิต'ลดคดีข่มขืนจริงหรือ?  : ทีมข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ)