ข่าว

จม.หญิงอ้างถูกจนท.รถไฟข่มขืน13ปีก่อน

จม.หญิงอ้างถูกจนท.รถไฟข่มขืน13ปีก่อน

09 ก.ค. 2557

จม.หญิงอ้างถูกจนท.รถไฟข่มขืน13ปีก่อน ว่อนเน็ตระบุถึงหน.คสช.-ร.ฟ.ท. ด้านโฆษกคสช. ยังไม่เห็นเรื่อง ย้ำ 'ประยุทธ์' จี้หน่วยงานที่เกี่ยนวข้องดูแล

              เมื่อเวลา 17.30 น.ก.ค.2557  ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเรื่องความรับผิดชอบต่อผู้โดยสารในคดีข่มขืนบนรถไฟ พร้อมทั้งเสนอให้มีการเพิ่มโทษเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมผ่านทางโซเชียลมีเดียถึงสื่อมวลชนผ่านไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โดยระบุอ้างว่าเป็นผู้เสียหายที่ถูกพนักงานการรถไฟแห่งประเทศข่มขืนบนรถไฟเมื่อ13 ปีก่อนว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ไม่ได้มีการทำหนังสือร้องเรียนมายังคสช.โดยตรง

               ส่วนกรณีที่พนักงานทำความสะอาดบนรถไฟขบวนรถที่ 174 สุราษฎร์ธานี - กรุงเทพฯ ได้ทำร้ายและข่มขืน ด.ญ.เอ เมื่อวันที่6 ก.ค.ที่ผ่านมา นั้นทางหัวหน้าคสช. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงคมนาคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ดำเนินการตรวจสอบและกำกับดูแลทั้งเรื่องบุคลากร และอุปกรณ์ต่างๆ ระบบบริการสาธารณะพื้นฐานจะต้องมีความปลอดภัย รวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย

               สำหรับกรณีที่มีหลายภาคส่วนและองค์กรต่างๆ เรียกร้องให้เพิ่มโทษในคดีข่มขืนนั้น พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า มีกฎหมายระบุไว้อยู่แล้วในกระบวนการสุดท้ายผู้ที่ข่มขืนและทำร้ายบุคคลอื่นจนเสียชีวิตจะต้องได้รับโทษประหาร ซึ่งเป็นวิธีการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม แต่ทั้งนี้คสช.ก็จะรับฟัง สำหรับการแก้ไขเรื่องกฎหมายจะอยู่ในระยะที่ 2 ของโรดแม็พคสช.

               เมื่อถามว่าจะมีการรวมตัวของกลุ่มโซเชียลมีเดียในวันที่ 12 ก.ค.นี้ เพื่อเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตคนร้ายที่ทำร้ายน้องแก้มจนเสียชีวิตในระหว่างที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกจะผิดกฎหมายหรือไม่ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า ต้องดูที่เจตนา และกิจกรรมทุกอย่างของผู้ชุมนุมที่จัดขึ้น ที่จะต้องมีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่ เช่น ตำรวจและทหารในพื้นที่ก่อน โดยคสช.จะพิจารณาที่เจตนาคนที่มารวมตัวมากกว่า ทั้งนี้จะต้องไม่ทำให้คนอื่นได้รับเดือดร้อน

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวระบุว่า เป็นผู้เสียหายที่ถูกพนักงานการรถไฟแห่งประเทศข่มขืนบนรถไฟเมื่อ 13 ปีก่อน ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกจากกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ถึงหัวหน้า คสช. และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อผู้โดยสาร ในคดีข่มขืนบนรถไฟ พร้อมทั้งเสนอให้มีการเพิ่มโทษเพื่อลดปัญหาอาชญากรรม มีใจความดังนี้เรียนท่านสื่อมวลชน ผ่านไปยังหัวหน้า คสช. และการรถไฟแห่งประเทศไทย เรื่องความรับผิดชอบต่อผู้โดยสารในคดีข่มขืนบนรถไฟ

               “วันนี้ดิฉันได้รับข่าวสารจากทางเมืองไทย แค่ได้อ่านหัวข้อข่าวว่า มีเหตุข่มขืนแล้วฆ่าบนรถไฟสายใต้ก็รู้สึกเจ็บและปวดที่หัวใจผู้อย่างรุนแรง มันเกิดขึ้นอีกแล้วหรือทำไมฉันไม่เป็นคนสุดท้าย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวดิฉันเอง เมื่อ 13 ปีที่แล้ว หากยังจำกันได้ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2544 เกิดคดีข่มขืนหญิงสาวปริญญาโทบนตู้นอน บนขบวนรถไฟสายใต้ คดีนี้เป็นข่าวครึกโครม การรถไฟฯได้ไล่ผู้กระทำผิดออกจากงาน และศาลอาญาได้ตัดสินจำคุกจำเลยเป็นเวลา 9 ปี ส่วนในคดีแพ่ง ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินให้การรถไฟฯและจำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย นับจากวันนั้นถึงวันนี้ 13 ปีผ่านไปแล้วแต่คดีก็ยังไม่ถึงที่สุด

               ดิฉันก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาชดใช้ค่าเสียหาย เพราะการรถไฟฯได้ยื่นฎีกาขอทุเลาคดี และทำให้การเยียวยาของดิฉันได้รับความล่าช้าออกไปเรื่อยๆ หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น เปลี่ยนชีวิตและสุขภาพดิฉันไปตลอดกาล ดิฉันต้องถูกบีบบังคับให้ออกจากงานที่กำลังไปได้ดี เพราะในสายตาของผู้บริหารดิฉันได้นำความเสื่อมเสียมาสู่องค์กร เพราะในการเดินทางครั้งนั้นไปทำงานในนามของบริษัท ต้องเข้าโรงพยาบาลทางจิตติดต่อกันมาหลายปี มีอาการประสาทหลอน ควบคุมสติไม่ได้ ต้องเข้าบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง มีอาการฝันร้าย ผวาและหวาดกลัวคนรอบข้าง ไม่ไว้วางใจผู้คน ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีอาการสั่นของมือ และเมื่อมีเหตุการณ์อะไรที่กระทบกระเทือนจิตใจ แม้แต่เพียงเล็กน้อยจะมีภาวะตระหนก ควบคุมตนเองไม่ได้ และหลายต่อหลายครั้งถึงกับหน้ามืดเป็นลมหมดสติ

               อาการเหล่านี้แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานถึง 13 ปี ก็ยังประสบความยากลำบากที่จะมีชีวิตเยี่ยงคนปกติ ด้วยความอ่อนแอทางสุขภาพจิตและการต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องหลายปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การต้องประสบกับความอับอายในสังคม ทำให้ดิฉันต้องมาตั้งต้นชีวิตใหม่ในต่างประเทศอย่างยากลำบาก และรอคอยกระบวนการยุติธรรมที่ถูกทำให้ล่าช้า อย่างไม่เห็นแก่มนุษยธรรมของท่าน”

               ทั้งนี้จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวยังระบุอีกว่า หลังจากอ่านหัวข้อข่าวรู้สึกแย่มาก น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าหัวใจถูกบีบอย่างแรง มันเหมือนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เพิ่งเกิดขึ้น และมันได้เกิดขึ้นอีกครั้งไม่สามารถที่จะถ่ายทอดความรู้สึกนี้เป็นตัวอักษรได้ เพราะมันเจ็บปวดเกินกว่าที่จะพูดออกมาได้ ตนทราบข่าวเวลา 3 ทุ่มของประเทศกรีซ หลังจากนั้นหมดสติมาเริ่มรู้สึกตัวประมาณเที่ยงคืน แต่ก็พยายามฝืนที่จะพิมพ์จดหมายฉบับนี้ เพราะต้องการสื่อสารถึงคนในสังคมไทยว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สังคมนี้มีความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ต้องคอยระแวงว่าใครคือรายต่อไป จากคดีของดิฉันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทางการแพทย์ ทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม แต่นั่นก็ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เพราะคดีข่มขืนก็ยังเกิดขึ้นอีกแทบทุกวัน ตนคาดหวังให้มีบทลงโทษที่รุนแรง ในคดีข่มขืน และมีการป้องกัน บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นจริงจัง เพราะมันอาจจะเป็นหนทางที่ทำให้เหตุนี้เกิดขึ้นน้อยลงจนไม่เกิดขึ้นเลย ขอฝากไปถึงท่านผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่จะสามารถทำให้เกิดบทลงโทษที่รุนแรงมากกว่านี้ หรือว่าต้องรอให้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของท่านก่อน

 

นายกสภาทนายระบุทำประชามติหากหวังแก้โทษประหาร

               นายเดชอุดม ไกรฤกธิ์ นายกสภาทนายความ กล่าวถึงกรณีกลุ่มนักแสดงและประชาชนส่วนหนึ่งโพสต์ข้อความผ่านทางโซเซียลเน็ตเวิร์ค เสนอแก้ไขบทลงโทษความผิดข่มขืนให้ประหารชีวิตว่า การแก้กฎหมายให้ผู้กระทำความผิดข่มขืนได้รับโทษประหารชีวิตอย่างเดียวก็ต้องพิจารณาว่าสังคมต้องการแบบนี้จริงหรือไม่ หากเห็นว่าบทลงโทษผู้กระทำความผิดข้อหาข่มขืน ปัจจุบันมีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปียังไม่เพียงพอ ก็ต้องจัดทำประชามติขอความเห็นสังคมซึ่งกฎหมายของเราก็เหมาะสมและได้มาตรฐานโลก แต่กระบวนการรับโทษต้องรวดเร็ว โปร่งใสและรัดกุม ขณะที่ปัจจัยทำให้เกิดความรุนแรงทางเพศมีหลายอย่าง โดยเฉพาะโซเซียลเน็ตเวิร์คที่เผยแพร่ภาพลามกปลุกอารมณ์และคนทุกวัยสามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นต้องย้อนถามว่าเราพร้อมที่จะดูแลในส่วนนี้หรือยัง อย่างกรณีประเทศญี่ปุ่นประชาชนเขาชอบอ่านการ์ตูน ทางรัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายห้ามเผยแพร่การ์ตูนลามกแล้ว

               นายเดชอุดม กล่าวอีกว่า ตนเห็นว่าผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ ซึ่งการลงโทษก็ต้องให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ความผิด เช่นประเทศอินเดียก็มีการลงโทษทั้งที่ให้โทษประหารชีวิต และไม่ประหารชีวิตซึ่งต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมด ตนเห็นว่าเราควรจะมีสติและพยายามทำคดีให้ดีที่สุด เมื่อจำนนต่อหลักฐานก็จะลงโทษเต็มที่

               นายกสภาทนายความ กล่าวตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากมองอีกมุมหนึ่งการแก้โทษให้มีเพียงประหารชีวิตอย่างเดียวอาจเป็นการเพิ่มความรุนแรงขึ้นก็ได้ คนร้ายที่ข่มขืนอาจตัดสินใจฆ่าเหยื่อและทำลายหลักฐาน ทำให้ไม่มีพยานหลักฐานสำคัญในคดี เหมือนการเพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้ค้ายาเพื่อป้องกันและลดการจำหน่ายยาเสพติด แต่จะเห็นว่าจากเดิมจับผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติดที่จำหน่ายได้เพียง 100 เม็ด แต่ปัจจุบันผู้ค้ายามียาเสพติดไว้จำหน่ายเป็นล้านเม็ด เพราะมีโทษประหารเท่ากัน ดังนั้น การเพิ่มโทษต้องคิดถึงผลย้อนกลับด้วย
               
               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบทลงโทษเกี่ยวกับความผิดทางเพศ ตามประมวลกฎหมายอาญาของไทยนั้น มาตรา 276 บัญญัติว่า ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้นั้นไม่สามารถขัดขืนได้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000 - 40,000 บาท โดยที่ มาตรา 277 ระบุว่า ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000-40,000 บาท และถ้าเป็นการกระทำผิดต่อเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี และปรับตั้งแต่ 14,000 - 40,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
              

              ขณะที่มาตรา 277 ทวิ บัญญัติไว้ด้วยว่า ถ้าการกระทำผิด ตามมาตรา 276 หรือมาตรา 277 เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต