ข่าว

'ประภัสร์'ยันขออยู่แก้ปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีก

'ประภัสร์'ยันขออยู่แก้ปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีก

09 ก.ค. 2557

'ประภัสร์'ยันขออยู่แก้ปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีก ขณะที่กสม.จ่อทวงถามหามาตรการเยียวยาจากร.ฟ.ท.

              9ก.ค.2557 นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ - เจาะข่าวเด่น ทางไทยทีวี 3 ว่า ยืนยันจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง เพราะถือเป็นการทิ้งปัญหาไว้ให้ผู้อื่น และยังเหลืออายุราชารอีกเพียง 8 เดือน อยากใช้เวลาตรงนี้ แก้ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น และยังคั่งค้าง โดยเฉพาะคดีน้องแก้ม ซึ่งเป็นคดีสะเทือนขวัญ จะมีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารให้เข้มงวดมากขึ้นและเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา ยืนยันว่าตั้งใจจะแก้ปัญหา ไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก

              "ส่วนกรณีวันแรกที่เกิดเหตุระบุว่าผู้ต้องหาไม่ใช่ลูกจ้างการรถไฟ เห็นเพราะยังไม่ชัดเจนว่า ผู้ต้องสงสัยคนใดที่ก่อเหตุ และผลออกมาเป็นคนละคนกับผู้ต้องสงสัยคนแรก ผมไม่มีนิสัยไปปกปิด และคดีแบบนี้รับไม่ได้ จริงๆ เห็นด้วยกับการเสนอโทษสูงสุดให้ประหารชีวิตผู้ต้องหาคดีข่มขืน ในฐานะคนเป็นพ่อที่มีลูกสาว ผมพูดไม่ออกกับคดีแบบนี้ ทำไมถึงเลวได้ขนาดนี้" นายประภัสร์ กล่าวและว่า

              กรณีคดี ปี 2544 จะหารือกับฝ่ายกฎหมาย ทำให้จบในสมัยของตนเองแน่นอน จะนำเรื่องเข้าบอร์ดการรถไฟแน่นอน เมื่อไม่มีโอกาสชนะคดี แล้วทำไม่ไม่เร่งเยียวยาเขา ผมไม่เข้าใจ "บอกน้องให้สบายใจได้ จะจบแน่นอน จะถอนฎีกาออกมาเพื่อให้จบ"

 

กสม.จ่อทวงถามหามาตรการเยียวยาจาก ร.ฟ.ท.


              นางวิสา เบ็ญจะมโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านเด็กสตรีและความเสมอภาคของบุคคล กล่าวถึงกรณีคนร้ายฆ่าข่มขืนเด็กหญิงอายุ 13 ปี บนรถไฟ ว่า อนุกรรมการฯ เตรียมทำหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายว่าเป็นอย่างไรบ้าง และหลังจากนี้จะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวได้อีกอย่างไร รวมถึงจะติดตามความคืบหน้าคดีดังกล่าวไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

              ส่วนกระแสสังคมที่ต้องการให้มีการเพิ่มโทษคดีฆ่าข่มขืนให้มีความรุนแรงขึ้นนั้น มองว่ากฎหมายอาญา กฎหมายคุ้มครองเด็ก และกฎหมายอื่นๆยังมีอยู่ และโทษประหารชีวิตก็ยังคงมีอยู่ไม่ได้ยกเลิกไป แต่การตัดสินคดีอยู่ที่ดุลยพินิจของตุลาการและข้อเท็จจริงของสำนวน ทั้งนี้มองว่าสิ่งที่ต้องดำเนินการคือ มาตรการทางสังคมที่ทำให้คนทั้งสังคมตระหนักถึงการไม่ใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น ดำเนินชีวิตให้เป็นแบบแผนการประพฤติที่ต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ไปทำร้ายผู้อื่นได้ และรณรงค์เรื่องการลดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง