ข่าว

เงินทองต้องรู้ : แก่ไปใครดูแล

เงินทองต้องรู้ : แก่ไปใครดูแล

11 ก.ค. 2557

เงินทองต้องรู้ : แก่ไปใครดูแล : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                         บางทีก็เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ไม่น้อย ที่เรื่องบังเอิญมักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน อย่างเช่น เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” โทรศัพท์มาฝากคำถามว่า “ในการบริจาคทานนั้น ควรบริจาคให้ใคร เพื่อให้ได้อานิสงส์และเกิดประโยชน์สูงสุด” ที่ว่าบังเอิญ เพราะหลังจากนั้น เพียงแค่ 2-3 วัน ก็มีเหตุให้ต้องเข้าวัดไปนั่งฟังพระเทศน์ ซึ่งพระท่านก็เทศน์ถึงความเหมาะควรในเรื่องทำบุญทำทานเหมือนกัน
 
                         สำหรับคำตอบของคำถามแรก ว่าควรบริจาคทานให้ใคร เพื่อให้ได้อานิสงส์และเกิดประโยชน์สูงสุด คุณวีระ ธีรภัทร ตอบไว้ในรายการว่า ก็บริจาคให้ผู้ที่สมควรได้รับ ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ที่สมควรได้รับทาน ของแต่ละคนก็อาจจะแตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน เราคิดว่าใครเหมาะสม ก็คนนั้นแหละที่สมควรได้รับ และเมื่อ “ให้” แล้ว อานิสงส์ก็ย่อมเกิด อย่างน้อยก็อานิสงส์ที่เกิดกับผู้ให้ ที่ได้ความสุข-ความสบายใจ
 
                         ส่วนเรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่นึกเถียงพระในใจ (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าบาปหรือเปล่า) หลังจากพระ (รูปนั้น) ท่านบอกว่า การทำบุญที่ดีที่สุด ก็คือการถวายปัจจัยหรือเงิน เพราะการทำบุญใส่บาตรด้วยอาหาร สุดท้ายอาหารเหลือเบอะบะ เนื่องเพราะพระท่านฉันไม่หมด ที่นึกเถียงพระในใจและเถียงกับคนข้างๆ ที่เห็นด้วยกับพระ ก็เพราะส่วนตัวแล้ว เวลาใส่บาตรด้วยอาหาร ไม่ได้คิดถวายเฉพาะแค่พระ แต่คิดถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ขอพึ่งใบบุญวัด ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัด แม่ครัว หรือแม้แต่คนจรจัดที่ไม่มีที่ไป ต้องอาศัยข้าววัดประทังชีวิต รวมไปถึงหมา-แมวที่มีจำนวนไม่น้อย
 
                         เชื่อว่า คนที่ใส่บาตรส่วนใหญ่ก็คงคิดไม่ต่างกัน ส่วนเรื่องของปัจจัย นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ขึ้นกับศรัทธา รวมถึงกำลังทรัพย์ของญาติโยม
 
                         นานมาแล้ว เคยรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการเปิดตัวหนังสือของอาจารย์อัจฉรา โยมสินธุ์ เจ้าของผลงานหนังสือธรรมะพารวย และธรรมะธรรมเงิน ตอนนั้นยังคุยกับอาจารย์ว่า แปลกดี เพราะในขณะที่เราคิดว่า “เงิน” หรือ “ความร่ำรวย” เป็นเรื่องของความโลภ ความอยากได้ อยากมี ซึ่งสวนทางกับ “ธรรมะ” อย่างไม่น่าจะไปด้วยกันได้ อาจารย์อัจฉรากลับบอกว่า ทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะต่างก็เป็นเรื่องของ “ธรรมชาติ” ด้วยกันทั้งสิ้น
 
                         และความมีอยู่ของ “เงิน” ก็ไม่ได้แปลว่า ต้องโลภเพียงสถานเดียว
 
                         มีหลักธรรมคำสอนหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินทอง แต่ดูเหมือนกับที่ถูกหยิบมาใช้บ่อยที่สุด คงหนีไม่พ้น “หลักหัวใจเศรษฐี” หรือหลักทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 ซึ่งหมายถึงธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน เป็นหลักธรรมที่อำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น เพื่อประโยชน์สุขสามัญที่มองเห็นกันในชาตินี้ ที่คนทั่วไปปรารถนา มีทรัพย์ ยศ เกียรติ ไมตรี เป็นต้น โดยหลักธรรมทั้ง 4 ประการ ประกอบด้วย อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น เช่น ขยันหมั่นเพียร เลี้ยงชีพด้วยการหมั่นประกอบการงาน เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอดส่อง อันเป็นอุบายในการงานนั้นให้สามารถทำได้สำเร็จ
 
                         อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์ (ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม) รักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูล ไม่ให้ถูกลัก หรือทำลายไปโดยภัยต่างๆ กัลยาณมิตตตา คบคนดี ไม่คบคนชั่ว อยู่อาศัยในบ้านหรือนิคมใด ย่อมดำรงตน เจรจา สนทนากับบุคคลในบ้านหรือนิคมนั้น ซึ่งเป็นผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา และสมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้สุรุ่ยสุร่ายฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายได้ของเราจะต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจะต้องไม่เหนือรายได้
 
                         รู้จักหาทรัพย์ รักษาทรัพย์ คบมิตรที่ดี และอยู่อย่างพอเพียง เป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องง่ายๆ แต่เป็นของหัวใจเศรษฐีจริงๆ และทั้งหมดทั้งมวลที่ทำนั้น ก็เพื่อนำไปสู่ปลายทางในวันที่เราไม่สามารถหาเงินได้ แต่ยังต้องมีเหตุให้ต้องใช้เงิน
 
                         เอกสารที่หยิบติดมือมาจากห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันก่อน เขียนถึงเรื่องนี้อย่างสนใจกับคำถามว่า “แก่ไปใครจะดูแล” เขาบอกไว้ว่า เมื่อถึงวันที่เราเกษียณและหยุดทำงานแล้ว เราจะพบเจอคนแก่ 2 แบบ โดยแบบแรก เป็นคนแก่ที่ไม่มีรายได้และดูแลตัวเองไม่ได้ ส่วนแบบที่สอง เป็นคนแก่ที่ไม่มีรายได้และดูแลตัวเองได้สบาย แต่ถ้าเราเตรียมทุกอย่างไว้แต่เนิ่นๆ (จะด้วยหลักหัวใจเศรษฐีก็ได้) เราอาจจะมีคนแก่แบบที่ 3 นั่นคือ ไม่มีรายได้ แต่ยังสามารถดูแลตัวเองได้อย่างสบายและดูแลคนในครอบครัวได้อีกด้วย
 
                         ฝาก 5 ขั้นตอนเตรียมเกษียณกองเงินไว้ให้อ่าน แม้จะเป็นเรื่องซ้ำๆ แต่ก็มีบางส่วนที่เพิ่มเติม เช่น ประการแรก ให้เริ่มคิดไว้เลยว่า อยากทำงานถึงอายุเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้รู้ว่าเรามีเวลาเตรียมตัวเท่าไหร่ สอง - คิดคร่าวๆ ไว้เลยว่า จะอยู่หลังเกษียณอีกกี่ปี เช่น 20, 25 หรือ 30 ปี เพื่อให้ได้รู้ว่าจะต้องใช้เงินหลังเกษียณไปอีกเท่าไหร่ (แหม.. จริงๆ ก็ยากไปนิด เพราะใครจะไปรู้ว่าอายุจะยืนยาวหรือจะสั้นแค่ไหน) สาม - ประมาณการค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ ซึ่งประเมินได้จากไลฟ์สไตล์ที่เราอยากให้เป็น อยากให้หรูหราหรือเรียบง่าย ซึ่งการกำหนดนี้จะส่งผลต่อจำนวนเงินที่ต้องเก็บ
 
                         สี่ - ประมาณการรายได้หลังเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นเงินบำเหน็จบำนาญ เงินรับจากกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รายได้จากการลงทุน การประกันชีวิต ฯลฯ และห้า - วางแผนการออมตั้งแต่วันนี้ เราก็จะรู้ว่า ต้องเก็บเงินเพิ่มอีกเท่าไหร่และจะสามารถวางแผนการออม การลงทุนอย่างเหมาะสมได้
 
                         สุดท้ายชอบที่เขาเขียนถึง “กระปุกความสุขหลังเกษียณ” ที่นอกจากจะต้องหยอดเงิน หยอดการลงทุนที่ดีแล้ว ต้องไม่ลืมหยอดพลังชีวิตให้กับตัวเอง ด้วยการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม สุขกายสบายใจ เพราะทั้งหมดจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราด่วนตายจากไปเสียก่อน
 
 
 
 
 
------------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : แก่ไปใครดูแล : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])