ข่าว

20ปีวิกฤตินาเกลือโคราชสะท้อนเหลื่อมล้ำการทำงานภาครัฐ

20ปีวิกฤตินาเกลือโคราชสะท้อนเหลื่อมล้ำการทำงานภาครัฐ

09 ก.ค. 2557

20ปีวิกฤตินาเกลือโคราชสะท้อนเหลื่อมล้ำการทำงานภาครัฐ : เรื่อง... ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ

 
 
          ปัญหาที่ดินทำกินถือเป็นปัญหาใหญ่ของคนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกร แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยและสภาพอากาศที่แปรปรวน บางปีต้องประสบกับภัยแล้ง บางปีต้องประสบกับภัยน้ำท่วม ทำให้อาชีพเกษตรกรต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เป็นหนี้สินสารพัด จากการกู้ยืมมาลงทุนด้านการเกษตร หลายครอบครัวอยู่ไม่ได้ต้องขายที่ดินทำกินให้นายทุนเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ ก่อนที่จะแปรสภาพตัวเองจากเจ้าของที่ทำกินมาเป็นผู้เช่าที่ทำกินแทน
 
          ในพื้นที่ 3 อำเภอของ จ.นครราชสีมา ได้แก่ พระทองคำ, โนนสูง และโนนไทย มีปัญหาที่ดินทำกินมานานแล้ว แต่มีอีกปัญหาที่ไม่เหมือนที่อื่นนั่นคือปัญหานายทุนกว้านซื้อที่ดินทำโรงงานเกลือสินเธาว์และนาเกลือ ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะสร้างความเสียหายให้แก่ที่ดินทำกินของชาวบ้านกว่า 1 หมื่นไร่ แม้จะมีชาวบ้านรวมตัวต่อต้านนาเกลือมานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจังสักครั้ง
 
          "ถาวร เพชรขุนทด" วัย 64 ปี แกนนำเครือข่ายชาวบ้านต่อต้านนาเกลือโคราช บอกว่า ในอดีตชาวบ้านในพื้นที่ 3 อำเภอนี้ มีความเป็นอยู่ที่สงบสุข ทุกครัวเรือน มีอาชีพทำนาเป็นหลัก แต่คนแถวนี้รู้ดีว่าใต้ดินมีหินเกลืออยู่ เพราะบางครอบครัวก็ทำโรงต้มเกลือไว้ใช้เองในครัวเรือน อาจมีเหลืออยู่บ้างที่นำมาขายเป็นรายได้เสริม แต่เมื่อถึงฤดูทำนาก็จะเลิกต้มหันมาทำนาเป็นอาชีพหลัก ต่อมาเมื่อปี 2532 ก็เริ่มมีนายทุนมาจากพื้นที่ จ.สมุทรสาคร มากว้านซื้อที่ดินในหลายตำบลเพื่อทำโรงงานผลิตเกลือสินเธาว์และทำนาเกลือ ซึ่งระยะแรกๆ ชาวบ้านก็ยังไม่รู้ว่าจะมีผลเสียอะไรกับพื้นที่เกษตร เพราะยังไม่มีประสบการณ์ผลกระทบจากนาเกลือ 
 
          หลังจากนั้นไม่นานโรงงานเกลือสินเธาว์ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น จาก 2 เป็น 5 เป็น 10 จนปี 2534 กระทรวงอุตสาหกรรม ให้อำนาจท้องที่สามารถอนุญาตทำโรงเกลือสินเธาว์ได้ ทำให้ในปี 2536 ในพื้นที่ 5 ตำบล ใน 3 อำเภอ ซึ่งประกอบด้วย ต.สำโรง ต.ค้างพลู ต.บ้านวัง อ.โนนไทย, ต.พังเทียม อ.พระทองคำ และ ต.พลสงคราม อ.โนนสูง มีโรงเกลือ กว่า 20 โรง ในช่วงนั้นเริ่มมีผลกระทบออกมาอย่างชัดเจน เพราะโรงเกลือเหล่านั้นสร้างไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีระบบป้องกันน้ำเกลือรั่วไหลออกไปภายนอกโรงงาน ที่ดินทำกินของชาวบ้านซึ่งอยู่บริเวณโดยรอบจึงเริ่มได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากน้ำเกลือที่รั่วไหล ไม่สามารถปลูกข้าวได้เหมือนเดิม ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
 
          แกนนำเครือข่ายชาวบ้านต่อต้านนาเกลือโคราช บอกอีกว่า ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจึงรวมตัวกันขึ้นมาเพื่อต่อต้านโรงงานเกลือสินเธาว์ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาควบคุมดูแลมาตรฐานของโรงงาน ไม่ให้น้ำเกลือรั่วไหลมาสร้างความเสียหายให้ที่นาของชาวบ้าน อีกทั้งเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แต่การต่อสู้ของชาวบ้านก็ไม่เคยเป็นผลสักครั้ง เพราะนายทุนโรงเกลือสินเธาว์ได้ให้งบสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐทุกองค์กร ทำให้กลายเป็นผู้อุปถัมภ์องค์กรเหล่านั้น สังเกตได้ว่าเมื่อมีชาวบ้านร้องเรียนหน่วยงานภาครัฐตั้งแต่ระดับนายอำเภอ ไปจนถึงระดับจังหวัดต่างก็ปัดบ่ายเบี่ยงว่าไม่ใช่อำนาจของตน แต่เป็นอำนาจระดับบนขึ้นไปทำให้ชาวบ้านไร้ที่พึ่งและต่อสู้กันตามยถากรรม
 
          จนกระทั่งปัจจุบันมีผู้รู้และนักวิชาการ เข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมายจึงมีผลขึ้นมาบ้างแต่เรื่องร้องเรียนก็จะไปกระจุกอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหมด ปัญหาคือผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละคน มาอยู่ได้ไม่ถึงปีหรืออย่างมากก็ 1 ปี แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นอีก ดังนั้นเมื่อมีผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่เข้ามา เรื่องทั้งหมดก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แทนที่จะได้ดำเนินการต่อไป เพราะตามกฎหมายต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และตั้งคณะกรรมการทำงานแก้ไขปัญหาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จึงทำให้ต้องมีการจัดประชุมคณะกรรมการใหม่ จัดทำเวทีประชาคมกันใหม่และกว่าจะได้ผลสรุปก็เปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่อีกรอบแล้ว เรื่องนี้จึงกลายเป็นวัฏจักรของปัญหาที่แก้ไม่จบสักครั้ง
 
          ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังอนุญาตประทานบัตรประกอบการโรงเกลือสินเธาว์เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ที่ อบต.พังเทียม ต.พังเทียม อ.พระทองคำ ก็มีการอนุญาตประทานบัตรให้ทำโรงเกลือสินเธาว์อีก 1 แห่ง ซึ่งทางกลุ่มชาวบ้านก็ได้แต่ร้องเรียนคัดค้านตามเดิม โดยไม่มีความหวังว่าจะมีความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดๆ เลย ชาวบ้านเห็นว่า ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำของหน่วยงานราชการที่เลือกปฏิบัติเป็นสองมาตรฐาน เพราะกฎหมายก็มีอยู่แล้วอย่างชัดเจนว่าไม่ให้มีการสร้างโรงงานเกลือสินเธาว์ในเขตพื้นที่ทำการเกษตร อีกทั้งพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายแล้วกว่า 1 หมื่นไร่ แต่ไม่มีหน่วยงานใดเหลียวแลแม้ชาวบ้านจะส่งเรื่องให้สำนักงานเกษตรจังหวัด พิจารณาว่าเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อขอเงินชดเชยค่าความเสียหายแล้วก็ตาม แต่ก็ได้รับการปฏิเสธโดยอ้างว่าไม่เข้าข่ายพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามธรรมชาติ
 
          "ชาวบ้านหลายครอบครัวที่ไม่สามารถปลูกข้าวในผืนนาของตนได้ ก็จำเป็นต้องขายที่ดินให้เจ้าของโรงงานเกลือสินเธาว์ด้วยราคาไร่ละ 4-5 พันบาทซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก เมื่อเทียบกับที่ดินในอำเภอใกล้เคียง ที่มีราคาไร่ละ 4-5 หมื่นบาท เรื่องความเหลื่อมล้ำนี้ ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านมหาศาล ซึ่งก่อนหน้านั้นเมื่อ 40-50 ปีก่อน ชาวบ้านที่นี่จะอยู่ด้วยกันอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีอะไรก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ไม่มีความขัดแย้งกัน แต่ปัจจุบันชาวบ้าน 50 ตำบลใน 3 อำเภอ แบ่งแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อยู่ข้างนายทุนและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโรงเกลือสินเธาว์ ซึ่ง 2 กลุ่มนี้เจอกันแทบจะไม่มองหน้ากันเลย" ถาวร บอก 
 
          เขายังเล่าอีกว่า กลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงเกลือสินเธาว์ก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคสช.เข้าควบคุมการบริหารประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็ช่วยให้ชาวนาได้เงินค่าจำนำข้าวครบทุกคนแล้ว ดังนั้นแกนนำเครือข่ายชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานเกลือสินเธาว์ จึงเตรียมรวบรวมข้อมูลความเดือดร้อนต่างๆ เพื่อยื่นเสนอต่อ คสช.โดยตรง เพื่อขอให้ช่วยเร่งดำเนินการสั่งตรวจสอบมาตรฐานโรงงานเกลือสินเธาว์และนาเกลือ หรือหากเป็นไปได้ก็อยากให้สั่งปิดกิจการทั้งหมดเพื่อจะดำเนินการฟื้นฟูที่ดินทำกินของเกษตรกรให้กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง ตามนโยบายคืนความสุขให้ประชาชน ที่คสช.เน้นย้ำอยู่บ่อยๆ 
 
          นี่คืออีกหนึ่งความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่เมืองย่าโมที่ยังรอความหวังในการแก้ไขปัญหาจากคสช.ที่ดูเหมือนจะเป็นผู้วิเศษในสายตาชาวบ้านที่เดือดร้อน แต่ปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขหรือไม่คงจะต้องรอดูกันต่อไป