ข่าว

คสช.ขอพิจารณาสังคมจี้'ประภัสร์'ลาออก

คสช.ขอพิจารณาสังคมจี้'ประภัสร์'ลาออก

09 ก.ค. 2557

คสช.ขอพิจารณารายละเอียดสังคมจี้ 'ประภัสร์' ลาออก แนะกลุ่มหนุนประหารมือฆ่าด.ญ.วัย 13 ยื่นหนังสือแทนการชุมนุม แจงผช.ฑูตทหาร ตั้งสนช.-ครม.-สรรหาสภาปฏิรูป

 
                         9 ก.ค. 57  พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการรวมตัวกันของกลุ่มโซเชียล เพื่อเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตคนร้ายที่ทำร้ายด.ญ.วัย 13 จนเสียชีวิต ว่า ต้องดูลักษณะการชุมนุม เพราะการชุมนุมในระยะนี้อยู่ในช่วงการประกาศกฎอัยการศึก ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมือง หรือการชุมนุมใดๆ ก็ตาม ขัดต่อกฎอัยการศึก แต่ก็จะพิจารณาความเหมาะสม ทั้งนี้อยากเสนอให้กลุ่มดังกล่าว ส่งตัวแทนมายื่นหนังสือให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เหมือนกับหน่วยงานที่ได้ดำเนินการ ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้ 
 
                         ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้ นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ลาออกนั้น คสช.ทราบว่าคดีดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งหัวหน้าคสช.ก็ได้เน้นย้ำให้ไปดำเนินการอย่างเต็มที่กับคนร้าย พร้อมทั้งไปดูว่าผู้ที่รับผิดชอบในแต่ละส่วนให้ไปหามาตรการมาเสริมในจุดที่เป็นช่องโหว่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กรนั้นๆ ที่จะต้องไปรวบรวมหามาตรการเสริมในเรื่องการรักษาความปลอดภัยของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อป้องกันจุดบอด
 
                         เมื่อถามว่า มีเสียงสะท้อนจากประชาชนในสังคมเรียกร้องให้นายประภัสร์ ลาออกจากตำแหน่ง หัวหน้า คสช.จะนำไปพิจารณาหรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า หัวหน้า คสช. มีความสนใจในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนในทุกเรื่อง และต้องยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องไปพิจารณากันในรายละเอียดกันอีกครั้ง
 
 
 
แจงผช.ฑูตทหาร ตั้งสนช.-ครม.-สรรหาสภาปฏิรูป ก.ย.
 
 
                         พล.ต.ปณต แสงเทียน เจ้ากรมข่าวทหารบก พ.อ.วีรชน สุคนธปฏิภาค พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้านต่างประเทศ ร่วมชี้แจงทำความเข้าใจต่อผู้ช่วยทูตทหาร 20 ประเทศ ครั้งที่ 3 โดยครั้งนี้ มีตัวแทน 5 ประเทศที่ไม่มีผู้ช่วยทูตทหาร แต่เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย ได้แก่ อิสราเอล บังคลาเทศ บรูไน เนปาล ยูเครน
 
                         พล.ต.ปณต ยังได้ย้ำถึงโรดแม็พของ คสช. ว่า ระยะที่ 1 การร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จะทำคู่ขนานไปกับการแก้ไขปัญหาประเทศ โดยเดือน ก.ค. 2557 จะมีการนำร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวนำขึ้นทูลเกล้าฯ และบังคับใช้ ระยะที่ 2 การจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และการจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น แบ่งเป็นห้วงเดือน ส.ค.-ก.ย. 57 ตั้ง สนช. ครม. และ สรรหาสภาปฏิรูปแห่งชาติ ช่วงเดือน ต.ค. 57 จัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ โดยห้วงเดือน ต.ค. 57 - ก.ค. 58 สภาปฏิรูปแห่งชาติจะจัดทำข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และ ก.ค. 58 รัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้วเสร็จ สำหรับระยะที่ 3 ซึ่งเป็นห้วงที่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรมีผลบังคับใช้ จะแบ่งเป็นห้วงเดือน ส.ค. - ต.ค. 58 บังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร จัดการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา และภายในปี 2558 จะเสร็จสิ้นทุกกระบวนการที่นำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
 
                         พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมงานโฆษก คสช. แถลงภายหลังการชี้แจงผู้ช่วยทูตทหารว่า ผู้ช่วยฑูตทหารหลายประเทศยังมีคำถามหลายประเด็น โดยเฉพาะการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยเสนอความเห็นขอให้มีองค์กรต่างประเทศเข้าร่วมด้วย เพื่อช่วยดูรายละเอียด เพราะประเทศเหล่านั้นอาจมีผลประโยชน์ในแง่ของเศรษฐกิจของประเทศเขาเองด้วย ซึ่งทีมโฆษก คสช. ได้ชี้แจงว่าเรื่องการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ รายละเอียดจะอยู่ในระยะที่ 2 หลังจากที่มี สนช. แล้วจะมีการจัดตั้ง สภาปฏิรูปแห่งชาติขึ้นมาได้ ทั้งนี้ ยังได้สอบถามถึงการดำเนินการการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในระยะแรก ซึ่งได้ชี้แจงไปว่า เป็นช่วงที่ต้องการทำให้สังคมทุกระดับ มีปฏิสัมพันธ์ ทัศนคติที่ดีและเกิดความรักสามัคคีกันในระดับหนึ่ง เพื่อเป็นพื้นฐานดำเนินการในการปฏิรูปประเทศขั้นต่อไป 
 
                         นอกจากนั้น ยังมีผู้ช่วยทูตทหารบางประเทศ สอบถามถึงโครงการขนาดใหญ่ ทางทีมโฆษกฯ ได้ชี้แจงว่า โครงการเร่งด่วนจะดำเนินการตามแผนงบประมาณปี 57 ที่เหลือเวลาบริหาร 3-4 เดือนเท่านั้น เพราะฉะนั้น โครงการใหญ่จึงยังไม่ได้มีการพิจารณา แต่โครงการบริหารจัดการน้ำที่เป็นไปตามแผนปี 57 จะเป็นลักษณะการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นไปตามเป้าหมายที่ตรงกับความต้องการกับประชาชนมากที่สุด สำหรับการพิจารณางบประมาณในภาพรวมนั้น ทีมโฆษกฯ ได้ชี้แจงว่า ในลำดับต่อไปขึ้นอยู่กับสภาพรูปแบบการบริหารราชการในขณะนั้น โดยขณะนี้ คสช.ยังบริหารงานงบประมาณตามขั้นตอนปกติ โดยให้หน่วยงานเสนอขึ้นมา เพื่อพิจารณาตามลำดับขั้น เมื่อยังไม่มีรัฐบาลก็อยู่ในอำนาจการอนุมัติของคสช.
 
                         ทีมงานโฆษก คสช. กล่าวว่า เรื่องการเตือนนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศที่เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย หลายประเทศก็ได้ลดระดับการแจ้งเตือนดังกล่าวแล้ว ซึ่งมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังได้มีการสอบถามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งทีมโฆษก คสช.ชี้แจงว่า โครงสร้างยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แต่มีการเน้นรูปแบบการปฏิบัติราชการให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริงกับหน่วยราชการ กำกับดูแลให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับการพูดคุยเจรจาสันติภาพมีแผนและแนวทางในการดำเนินการต่อ ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญของไทย 

 

โฟกัสกลุ่มเคลื่อนไหวในไทยเป็นหลัก  

 
                         พล.ต.ปณต ชี้แจงกรณีการประชุมคณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะที่แบ่งออกเป็น 5 คณะทำงาน ด้านสื่อวิทยุสื่อโทรทัศน์ ด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ด้านข่าวสารสื่อสังคมออนไลน์ และด้านข้อมูลข่าวสารสื่อต่างประเทศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่า ไม่ใช่การปิดกั้นข่าวสาร และกระทบสิทธิ์การรับรู้ข้อเท็จจริงที่ประชาชนควรรู้ แต่เป็นการติดตาม รายงานข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อประชาชน หรือองค์กรหน่วยงาน เพื่อประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องแก้ไขอย่างเป็นระบบ และจะได้ข้อมูลถูกต้อง รวดเร็ว เหมาะสม ปราศจากการบิดเบือนจนนำไปสู่ความเกลียดชังบุคคล หรือองค์กรหน่วยงาน ทั้งนี้ ยังจะเน้นหนักการทำงานเสริมประสิทธิภาพฝั่งภาครัฐ เพื่อให้การตอบกลับข่าวสารทันท่วงที ส่งผลการรับรู้จากภาครัฐรวดเร็วขึ้น โดยการทำงานคงอยู่ในลักษณะการแลกเปลี่ยนรับฟังด้วยเหตุผลข้อเท็จจริง โดยเน้นผลประโยชน์ของประเทศชาติที่ควรเป็นไปอย่างเหมาะสม
 
                         สำหรับการเคลื่อนไหวของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้น พล.ต.ปณต กล่าวว่า การเคลื่อนไหวใดที่เป็นไปในลักษณะของการปลุกปั่น และไปกระทำการในต่างประเทศ ถือว่ามีข้อจำกัดในตัวเองอยู่แล้ว เพราะในหลายประเทศจะไม่ยอมให้ใครไปเคลื่อนไหวแบบนี้ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่นได้ ที่สำคัญยังเชื่อมั่นว่าผู้บริโภคข่าวสารส่วนใหญ่มีวิจารณญาณพอที่จะแยกแยะได้ และคงไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือเชื่อถือทุกข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ โดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดีย จนไม่อยากให้มีการขยายผลสร้างกระแสเกินกว่าเหตุ
 
                         พล.ต.ปณต กล่าวอีกว่า กรณีการออกหมายจับ นายจักรภพ เพ็ญแข นักเคลื่อนไหวเครือข่ายกลุ่มเสื้อแดง ข้อหาเกี่ยวกับอาวุธสงคราม เป็นไปตามพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม ทั้งกรณีของนายจักรภพ และการถอนหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต ของกลุ่มเสื้อแดง 6 คน มีข้อจำกัดในการเปิดเผยข้อมูล เพราะทุกอย่างอยู่ในสำนวนคดี ไม่สามารถเปิดเผยให้เห็นถึงขั้นตอนการกระทำความผิดของบุคคลนั้นๆ ได้ อีกทั้ง ไม่ต้องการให้เห็นภาพสังคมเกิดความแตกแยกจากความไม่เป็นธรรมอีกแล้ว
 
                         พล.ต.ปณต กล่าวต่อไป เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คสช.ได้เชิญ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ และนายวีระ สมความคิด ที่ไปจัดกิจกรรมที่เข้าข่ายเป็นกิจกรรมทางการเมืองมาทำความเข้าใจ และได้ปล่อยตัวไปแล้ว จึงขอความร่วมมือบุคคลทั่วไปหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่เข้าข่ายกิจกรรมการเมืองในช่วงนี้ ซึ่งหากตรวจพบว่าไม่ได้ขออนุญาตจาก คสช.ก่อน เจ้าหน้าที่ก็จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาพบต่อไป 
 
                         ทางด้าน พ.อ.วินธัย กล่าวว่า กรณีการออกหมายจับผู้ที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศเป็นไปตามกระบวนการและองค์ประกอบตามกฎหมาย แต่ คสช.ยังให้ความสำคัญกับการโฟกัสในประเทศเป็นหลัก ส่วนพื้นที่ภายนอกประเทศยังไม่เห็นน้ำหนักที่ชัดเจน ทราบแต่เพียงว่าผู้รับผิดชอบโดยตรงคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มีการดำเนินการอยู่แล้ว ทาง คสช.จึงไม่ได้เพ่งเล็งหรือให้น้ำหนักในเรื่องนั้น 
 
                         พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า  ผู้ช่วยทูตทหารยังได้เสนอแนะว่า ที่ผ่านมา คสช.มีการจับอาวุธได้จำนวนมาก หากมีการทำลายอาวุธสงครามเหล่านั้น ก็ขอให้ผู้ช่วยฑูตทหารเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เพราะการทำลายอาวุธสงครามเป็นสิ่งที่ดี ถือเป็นการทำลายอาวุธสงครามนอกระบบ ซึ่งทีมโฆษกคสช.บอกว่า อาวุธสงครามที่ตรวจจับได้ อยู่ในแผนที่จะมีการทำลายอยู่แล้ว รวมถึงสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด เช่น ตู้ม้า และยาเสพติด แต่เรื่องของอาวุธจะต้องมีกระบวนการสืบสวน สอบสวน ที่จะต้องรอให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อน 
 
                         นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยกรณีที่มีการจับกุมกลุ่มบุคคลหน้าสถานทูตสหรัฐฯ และการเชิญบุคคลมารายงานตัว โดยได้ชี้แจงว่า ในปัจจุบันการเชิญบุคคลเข้ามารายงานตัวแทบจะไม่มีแล้ว และผู้ที่มารายงานตัวส่วนใหญ่ก็เป็นการเรียกมาทำความเข้าใจ แต่กลับบ้านกันหมดแล้ว สำหรับผู้ที่ถูกจับกุมในลักษณะที่ชุมนุมในช่วงนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการเรียกมาตักเตือน ทำความเข้าใจ และมีเงื่อนไขร่วมกัน เพื่อไม่ให้ดำเนินการในลักษณะนี้อีก จะมีเพียงส่วนน้อยที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา แต่หากใครมีการชุมนุมอยู่ก็จะต้องถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินการ
 
                         ทีมงานโฆษก คสช. กล่าวอีกว่า ได้มีการสอบถามถึงการควบคุมตัว นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน ได้ชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารของหน่วยในระดับพื้นที่ เนื่องจากผู้ต้องสงสัยรายนี้เคยกระทำผิดในลักษณะรวมกลุ่มต่อต้านมาครั้งหนึ่ง แต่เจ้าหน้าที่ได้ตักเตือน โดยไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่อาจพบการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงต้องเชิญตัว ส่วนรายละเอียดจะมีการตั้งข้อกล่าวหาหรือไม่ เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนเป็นผู้ดำเนินการ ไม่ได้เกิดจากการดำเนินการของ คสช.ในส่วนกลาง

 

'อุดมเดช' สั่งกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเฝ้าระวังสถานการณ์วันเข้าพรรษา

 
                         พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยผลการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวันศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานการประชุมว่า ในส่วนของงานแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชุมเห็นควรให้เร่งทำการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจถึงการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยที่ประชุมได้รับฟังการชี้แจงสถานการณ์จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ
 
                         ทั้งนี้ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แสดงความห่วงใยขอให้หน่วยควบคุมสถานการณ์ในเทศกาลเข้าพรรษา รวมไปถึงช่วงท้ายของเทศกาลรอมฎอน และได้เน้นย้ำให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.พัฒนาการบูรณาการงานด้านการข่าวในระดับยุทธการเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติทางยุทธวิธีให้กับหน่วยปฏิบัติการ รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน ผ่านทางศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ศปก.อ.) โดยให้พยายามต่อไปในการให้ฝ่ายท้องที่ ฝ่ายท้องถิ่น และภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
 
                         พ.อ.บรรพต กล่าวอีกว่า ส่วนการเตรียมการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา จชต. ครั้งต่อไป ซึ่งกำหนด 2 สัปดาห์ต่อครั้ง ขอให้นำเสนอผลการติดตามแผนงานของส่วนราชการต่างๆ ในพื้นที่ จชต. ทั้งการปรับแผนงาน ปี 2557 และการจัดทำแผนงาน ปี 2558 ให้สอดคล้องกับแผนงานรักษาความปลอดภัยฯ ของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. เพื่อจะช่วยกันบูรณาการ ผลักดัน ขับเคลื่อน ในระดับคณะทำงานฯ และเป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้มอบให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข จชต. และได้กำหนดขั้นตอนในขั้นต้น จำนวน 3 ขั้น คือ การสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน การลงนามสัตยาบรรณ และการจัดทำโรดแม็พพร้อมดำเนินการเพื่อนำไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน จึงขอให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.เริ่มดำเนินการในขั้นที่ 1 และต้องมีความคืบหน้ารายงานต่อที่ประชุมคู่ขนานกับการดำเนินงานของ สมช.