
'ต่างใจไทยเดียว'พื้นที่สื่อสารการอยู่ร่วม
'ต่างใจไทยเดียว'พื้นที่สื่อสารการอยู่ร่วม
อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งของภาคประชาสังคมที่น่าจับตามองในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การแถลงข่าวเปิดตัวงาน “ต่างใจไทยเดียว” ที่มีกลิ่นอายคล้ายๆ การขับเคลื่อนประเด็น “การปฏิรูป”
ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ขณะนี้เชื่อว่าทุกคนในสังคมต่างก็มีความตั้งใจที่อยากจะช่วยกันคิดและลงมือทำ เพื่อนำพาประเทศไปพ้นจากวิกฤติ ซึ่งหลายปัญหามีความซับซ้อน ต้องใช้ทั้งการปฏิรูป เชิงโครงสร้าง ไปจนถึงการสร้างจิตสำนึกใหม่ของคนไทย
นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป (อาร์เอ็นเอ็น) กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศจะสำเร็จได้จะต้องมีส่วนร่วมจากคนทุกภาคส่วน ยิ่งเป็นการปฏิรูปท่ามกลางความขัดแย้งด้วยแล้วยิ่งต้องสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้คนที่เห็นต่างสามารถแสดงความคิดเห็นและร่วมลงมือทำได้ด้วย งานต่างใจไทยเดียว จะเป็นกลไกหนึ่งที่ภาคีภาคส่วนต่างๆ สามารถเปลี่ยนบทเรียนและนำไปต่อยอดงานปฏิรูปได้
ขณะที่ นายวิเชียร พงศธร ประธานมูลนิธิเพื่อ “คนไทย" กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้หมดเวลากล่าวโทษผู้อื่น แต่เป็นสัญญาณเตือนให้คนไทยทุกภาคส่วนช่วยกันจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ชวนกันมีส่วนร่วมในการออกแบบ สร้างกฎ กติกา การอยู่ร่วม และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ท้ายที่สุดจะกลายเป็นระบบนิเวศใหม่ทางสังคมที่ทุกคนเป็นเจ้าของพื้นที่ เป็นเจ้าของปัญหา และพร้อมจะลุกขึ้นมามีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม
“งานต่างใจไทยเดียว เป็นเครื่องมือหนึ่งที่น่าจะสามารถตอบโจทย์ยากๆ อย่างสถานการณ์ตอนนี้ได้” นายวิเชียร กล่าว และว่า คาดหวังว่างานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นการเชื่อมโยงเครือข่ายพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม หรือ Active Citizenship ช่วยกันขับเคลื่อนงานปฏิรูปประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ทั้งนี้ งานดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กรกฎาคมนี้ ที่เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพื้นที่สื่อสารให้ประชาชนเรียนรู้การอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างผ่านนิทรรศการ-กิจกรรม-ฟอรั่ม 4 วัน 4 ธีม ประกอบด้วยธีม “Active Citizenship เราจะมีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวมอย่างไร” “Togetherness ก้าวข้ามความขัดแย้ง" ตามด้วย “Youth รุ่นใหม่ ใจใหญ่" และ “Anti-corruption ทางออกคอร์รัปชั่นกับเยาวชนคนรุ่นใหม่"
4 ธีมดังกล่าวนำมาสู่การเปิดเวทีให้คนที่ลงมือทำเพื่อส่วนรวม ที่เรียกว่า “Active Citizenship” จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งที่เป็นนักวิชาการ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการสังคม แม่บ้าน พ่อบ้าน คนพิการ พระ แพทย์ชนบท นักดนตรี นักไอที นักสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ได้มาบอกเล่าประสบการณ์และการก้าวข้ามปัญหาที่พวกเขาเผชิญ ยกตัวอย่าง เช่น นายประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ ผู้ก่อตั้ง แกะดำธุรกิจ นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา นายปรีดา ลิ้มนนทกุล นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นายศศิน เฉลิมลาภ นายวัลลภ พิชญ์พงศา นางทัศนา นาเวศน์ พระมหานภันต์ สฺนติภฺทโท นพ.นิรันดร์ วิชเศรษฐสมิต นายอรุษ นวราช นายธีระพล เต็มอุดม นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ และพฤ โอโดเชา เป็นต้น
นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับได้ว่าเป็นพลเมืองที่มีความตื่นตัวในการแก้ปัญหาส่วนรวมสูงมาก รวมทั้งเป็นผู้ขับเคลื่อนงานปฏิรูปหลายหมวกหลายประเด็น จะเป็นผู้หนึ่งที่ขึ้นเวทีในงานนี้ โดยเขาบอกว่า การเป็น “Active Citizenship” ได้นั้น จำเป็นที่สังคมต้องช่วยกันปลูกฝังค่านิยม “การเรียนรู้” ให้เกิดขึ้น เริ่มต้นที่ “ครอบครัว”
"ผมคิดว่า การเรียนรู้ของครอบครัวเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความสนุกกับความรู้และความคิด เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้คนที่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างหลากหลายกันในสังคม การเรียนรู้มิได้ช่วยให้เรารู้เท่านั้น ยังช่วยให้เรารับรู้ และรู้สึกกับสิ่งนั้นอย่างจริงจัง จนพร้อมจะทลายกำแพงที่เป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหานั้นได้ในที่สุด"
ส่วน นางปรียานันท์ ล้อเสริมวัฒนา เดิมเป็นแม่บ้านธรรมดา แต่วันนี้เธอคือผู้ก่อตั้งและประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ใช้ประสบการณ์ตรงที่เคยเป็น “เหยื่อ” ของความผิดพลาดมาช่วยผู้อื่น เธอบอกว่ายินดีและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับสังคมให้ดีขึ้น เพื่อความสงบสุขของสังคมไทยต่อไป
ไม่ต่างกันกับ นพ.นิรันดร์ วิชเศรษฐสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมายอ จ.ปัตตานี และเจ้าของรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทคนล่าสุด ที่พร้อมจะขึ้นเวทีเล่าประสบการณ์จากชีวิตจริงกว่า 30 ปี ที่ยืนหยัดสวมเสื้อกาวน์รักษาผู้ป่วยในพื้นที่ที่มีปัญหาการแบ่งแยกดินแดน โดยเขาบอกสั้นๆ ว่า ที่รอดชีวิตมาได้นั้น เพราะ “ความเป็นกลาง” พร้อมจะรักษาผู้ป่วยไม่ว่าคนไข้จะนับถือศาสนาอะไร และไม่ว่าจะเป็นใคร
“ผมใช้ระบบสาธารณสุขสร้างสันติภาพ” เขาบอก
หันมาทางคนรุ่นใหม่ท่ามกลางปัญหาประเทศอย่างนี้ แน่นอนว่า คนรุ่นใหม่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง นายอาชว์ วงศ์จินดาเวศย์ ผู้ก่อตั้ง Social Giver MYSOCIALMOTION และ SocialGiver บอกว่า ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ แต่ถูกสร้างโดยความฝันและการลงมือทำ
“การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดมักเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ณ จุดเริ่มต้น แต่เมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว เราก็จะเข้าใจทันทีว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกลิขิตให้เกิดขึ้นไว้ตั้งแต่ต้น”
นอกเหนือจากเวทีความคิดแล้ว ยังมี กิจกรรมที่ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมได้ ณ ลานเอเทรียม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการรับฟัง โดยธนาคารจิตอาสา จัดเต็มประกอบด้วย Listening Booth, Empathy Poker, เวิร์กช็อปการฟัง และ Cultivating (Inner) Prosperity ส่วนเครือข่ายจิตอาสาและเครือข่ายพุทธิกา ออกบูธแนะนำโครงการจิตอาสาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สิ่งแวดล้อม, ผู้ด้อยโอกาส, การศึกษา, เยาวชน และการพัฒนาชุมชน นอกจากนั้นยังมีศิลปะการรับฟังเพื่อการเยียวยาจิตใจผู้ป่วย โดยเครือข่ายพุทธิกา เวิร์กช็อปทำสมุดบันทึกการเรียนรู้วิถีชีวิตเวิร์กช็อปเย็บตุ๊กตาผ้าและนำไปให้เด็กป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยกลุ่มอาสาสมัคร Happy Dolls ณ ลานอีเดน
อีกทั้งยังมีการนำเสนอกระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาจุดร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคมประเด็นต่างๆ หรือที่เรียกว่า โซเชียลแล็บ เครื่องมือเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยการลงมือทำ จากการร่วมคิด ร่วมทำ ของกลุ่มคนที่หลากหลายความเห็นและมุมมองที่แตกต่าง สู่การกำหนดนโยบายสำหรับการจัดการสถานการณ์ปัญหาที่ซับซ้อนของสังคมไทย ถ่ายทอดกระบวนการจาก อดัม คาเฮน ใน 3 ประเด็น ได้แก่ Active Citizen Young Gen, Anti-corruption โดยมูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย (Scenario Thailand) กิจกรรม ณ อุทยานการเรียนรู้ ทีเค พาร์ค
.......................................
(หมายเหตุ : 'ต่างใจไทยเดียว'พื้นที่สื่อสารการอยู่ร่วม)



