ข่าว

ขยายผลจับคนค้ายาบ้าให้มือฆ่าด.ญ.13ปี

ขยายผลจับคนค้ายาบ้าให้มือฆ่าด.ญ.13ปี

08 ก.ค. 2557

'พงศพัศ'ขยายผลจับคนค้ายาบ้าให้มือฆ่าด.ญ.13ปี ผู้ว่าการรถไฟร่วมพิธีรดน้ำศพ สภาทนายความจี้เร่งปกป้องคุ้มครองเด็ก

               8ก.ค.2557 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.รับผิดชอบดูแลการป้องกันปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่า ได้ประสานข้อมูลในเบื้องต้นกับ พล.ต.ต.ธเนษฐ สุนทรสุข ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ หลังทราบว่า ผู้ต้องในคดีฆ่าด.ญ.อายุ 13 ปีบนรถไฟ ให้การรับสารภาพว่า ซื้อยาบ้ามาจากผู้หญิงคนหนึ่งที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟ จ.นครศรีธรรมราช โดยได้บอกตำหนิรูปพรรณมาค่อนข้างชัดเจน จึงได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด จัดกำลังลงไปในพื้นที่ติดตามจับกุมตัวผู้ขายยาบ้ารายนี้มาดำเนินคดี พร้อมทั้งขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะได้ดำเนินการกวาดล้างโดยด่วนต่อไป

 

ผู้ว่าการรถไฟร่วมพิธีรดน้ำศพ


               เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ศาลา 4 วัดทินกรนิมิต ถ.ประชาราษฎร์ ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี ทางญาติได้นำร่าง ด.ญ.อายุ 13 ปี  ทำพิธีรดน้ำศพโดยมีนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย เดินทางมาเป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ  โดยมีครูอาจารย์เพื่อนนักเรียนและญาติๆต่างมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก หลังจากแม่ได้เดินทางมาจาก อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขัน ซึ่งเป็นจุดที่พบศพ  โดยมีการนิมนต์พระสงฆ์เชิญวิญญาณให้กลับมาที่วัด 

               สำหรับกำหนดการสวดอภิธรรมศพนั้นทางญาติได้กำหนดให้มีการตั้งสวดเป็นเวลา 3 คืนนั้บตั้งแต่คืนนี้ไปจนถึงวันที่ 10 และจะมีการฌาปณกิจในวันที่ 13 ก.ค. เวลา 16.00 น.


สภาทนายความจี้สตช.หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งปกป้องคุ้มครองเด็ก


               ขณะเดียวกันสภาทนายความได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 15/2557 เรื่อง การคุ้มครองสิทธิของเด็ก โดยระบุว่า จากกรณีที่มีข่าวการทำทารุณกรรมกับเด็กหลายครั้งหลายครา และในรายล่าสุดเป็นการฆาตกรรมข่มขืนเด็กนักเรียนขณะเดินทางบนรถไฟเมื่อสองวันนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่สรุปได้ว่าสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องของการปกป้องและคุ้มครองเด็กยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะปกป้องสิทธิเด็กและการบำบัดเยียวยาผู้ถูกกระทำคือเด็กกับครอบครัว รวมถึงการล่วงและละเมิดสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัวของเด็ก สภาทนายความจึงขอแถลงการณ์มาเพื่อขอให้บุคคล หน่วยงานราชการ ตลอดจนองค์กรอิสระต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้องคุ้มครองและช่วยเหลือเยียวยาเด็กทั้งหญิงและชายให้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามข้อกำหนดของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และเพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน ดังนี้

               1.ในทุกครั้งเมื่อเกิดภยันตรายต่อเด็กไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำร้ายร่างกาย เรื่องการฆาตกรรม ผู้มีหน้าที่เช่นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนควรที่จะต้องรีบเข้ามาตรวจสอบและพิเคราะห์ข้อเท็จจริงของการกระทำผิดกฎหมายหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยจะต้องคำนึงถึงการปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นชื่อของเด็กหรือครอบครัวของเด็กที่ถูกทำร้ายที่ ที่จะส่งผลร้ายต่อไปภายภาคหน้าเกี่ยวกับเด็กและครอบครัวของเด็กด้วย

               2.หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็กจะต้องจัดสรรงบประมาณและดำเนินมาตรการต่างๆ สร้างความปลอดภัยให้กับเด็กอย่างจริงจังเพื่อให้ภยันตรายทั้งหลายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กหมดสิ้นไปโดยเร็ว โดยเฉพาะเรื่องของสิ่งเสพติด สถานบันเทิง และภัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ ความปลอดภัย และการเจริญวัยของเด็ก

               3.กรณีมีการประทุษร้ายไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายถึงแก่ชีวิต การข่มขืน หรือการทำทารุณอย่างอื่นใด ขอให้สื่อมวลชนทั้งหลายได้ตระหนักถึงหน้าที่ที่จะต้องทำอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นส่วนตัวของเด็ก ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้ถูกกระทำแล้ว เด็กควรจะได้รับการคุ้มครองในเรื่องชื่อครอบครัวและความเป็นส่วนตัวจากการเผยแพร่ข่าวสารของสื่อมวลชนทุกแขนง

               4.กรณีที่มีการทำร้ายทำทารุณกรรมต่อเด็กในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการละเมิดทางเพศและฆาตกรรม พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่เกิดเหตุควรรีบรวบรวมพยานหลักฐานทุกอย่างให้พร้อม เพื่อการฟ้องร้องเอาผิดกับผู้กระทำความผิดมาลงโทษทางกฎหมายอย่างสูงสุดโดยเร็วตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และการดำเนินคดีทางศาลยุติธรรมในกรณีนี้ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วเช่นกัน การใช้ดุลยพินิจลงโทษตามความรุนแรงของการกระทำความผิดเป็นสิ่งที่เหมาะสม

               อนึ่ง ในการทำแผนประทุษกรรมซึ่งสภาทนายความเคยออกแถลงการณ์ไปแล้วครั้งหนึ่งว่าไม่ควรจะยึดถือเป็นหลักฐานในการรับสารภาพของผู้กระทำความผิด พนักงานสอบสวนควรจะงดเว้นการกระทำดังกล่าวเสีย เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ในทางรูปคดีแล้ว ก็จะเป็นการประจานพฤติกรรมที่เป็นผลทำให้เกิดความเสียหายเป็นรอบที่สองแก่เด็กและครอบครัว

               5.รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องเร่งดำเนินนโยบายการคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของเด็กขององค์การสหประชาชาติ และตามกรอบกฎหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยกำหนดให้มีมาตรการการปฏิบัติให้เป็นที่ชัดเจนและให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถออกไปกำกับดูแลอย่างทั่วถึง ไม่ให้กระจัดกระจายงานเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็กจนขาดระบบการบริหารงาน และขาดบุคลากรที่ดี