ข่าว

'สดศรี'หนุน'ศาลลต.'ลดครหา2มาตรฐาน

'สดศรี'หนุน'ศาลลต.'ลดครหา2มาตรฐาน

08 ก.ค. 2557

'สดศรี' หนุนแนวคิด 'ศาลเลือกตั้ง' เชื่อลดข้อครหา 2 มาตรฐาน ด้าน 'ปธ.กกต.' ชี้ไม่มีรูปแบบลต.ใดเหมาะกับประเทศไทย

 
                          8 ก.ค. 57  นางสดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยถึงกรณีที่ กกต.เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้แก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อนำไปใช้ในสภาปฏิรูป ว่า การแก้ไขปัญหาการเลือกตั้ง ต้องไปแก้ที่ตัวบุคคล ตัวนักการเมือง หรือผู้ลงสมัครเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ ก็ถือว่าดีอยู่แล้วในระดับหนึ่ง อาจต้องปรับปรุงเรื่องการบริหารภายในของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น และระดับชาติ โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ประจำจังหวัด คงต้องมีการอบรมกันมากกว่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองท้องถิ่นเข้าไปมีอิทธิพลกับ กกต.ประจำจังหวัด 
 
                          อย่างไรก็ตามเห็นว่า ขณะนี้ กกต.มีอำนาจ และภาระมากเกินไป เพราะต้องคอยจัดการเลือกตั้งที่มีตลอดทั้งปี และยังต้องคอยพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง หรือพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ซึ่ง กกต.ทำหน้าที่เหมือนเป็นกึ่งผู้พิพากษา ดังนั้นเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของ กกต.จึงเห็นว่า น่าจะมีการจัดตั้งศาลเลือกตั้ง ให้เป็นศาลพิเศษ ที่คอยพิจารณาคำร้องคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการพิจารณาคำร้อง อีกทั้งหากมีศาลเลือกตั้ง ซึ่งแยกตัวออกมาจาก กกต.ก็น่าจะทำให้ กกต.พ้นจากข้อครหา ว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะขณะนี้น่าจะมีการปฏิรูปเรื่องกระบวนการยุติธรรม แยกแยะอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน จะได้ไม่มีข้อกล่าวหาว่าสองมาตรฐาน
 
 
 
ปธ.กกต. ชี้ไม่มีรูปแบบเลือกตั้งใดเหมาะกับประเทศไทย
 
 
                          นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงข้อสรุปการแก้ไขปัญหา และข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตามโจทย์ที่ได้ทางคณะทำงานด้านการปฏิรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ว่า ภายหลังจากเสนอข้อสรุปของ กกต. ไปยัง คสช.แล้วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะมอบหมายให้ กกต.เข้าไปร่วมเป็นกรรมการปฏิรูป หรือสภาร่างกฎหมายหรือไม่นั้น เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่หากมีการขอข้อมูลหรือเชิญไป ก็พร้อมให้ความร่วมมือ เพราะ กกต.พร้อมทำงานสนองนโยบาย คสช. ตามเจตนาที่จะทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ ด้วยการปฏิรูปกฎหมายที่คิดว่าเป็นอุปสรรค ที่เปิดช่องให้คนทุจริตเข้าสู่อำนาจนิติบัญญัติ หรืออำนาจบริหาร แต่ทั้งนี้ คิดว่าข้อเสนอที่สรุปให้นั้น มีการตอบคำถามที่ชัดเจนไปทุกประเด็นแล้ว แต่ทั้งนี้ ปัญหาของการเลือกตั้งและปัญหาของบ้านเมืองมันยังมีอีกมาก ในการเสนอครั้งนี้คงยังแก้ไม่หมด เพราะมันละเอียดอ่อน และหลายจุดมันยังไปโยงกับฝ่ายอื่น จึงต้องค่อยๆ แก้กันไป ซึ่งหลังจากที่ตอบคำถามไปแล้ว กกต.ก็จะเสนอการแก้กฎหมายลอตใหญ่ว่าควรจะทำยังไงต้องแก้ตรงไหนต่อไป
 
                          นายศุภชัย กล่าวต่อว่า สำหรับแนวคิดในการให้คนดีเข้าไปบริหารบ้านเมือง กกต.ได้เสนอในส่วนของคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งให้เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะคนเคยทุจริตการเลือกตั้ง เคยค้ายาเสพติด และเคยหมิ่นสถาบัน จนศาลตัดสินความผิดถึงที่สุดแล้ว เราต้องกำจัดคนเหล่านี้ให้พ้นจากวงการเมืองไป  ซึ่งจะทำได้แค่ไหนอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ส่วนการส่งเสริมคนดีเข้าสภานั้น ก็จะให้ช่วยสนับสนุนในเรื่องของการหาเสียง ให้ผู้สมัครที่มีเงินหรือไม่มีเงินก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการหาเสียง เพราะคนมีความรู้ความสามารถหลายคนก็ไม่ได้ร่ำรวย กกต.ก็มีแนวคิดว่าอาจจะจัดสถานีที่ปิดป้าย จัดสถานที่หาเสียงเหมือนญี่ปุ่น ไม่ใช่ปล่อยให้คนมีเงินติดป้ายได้มากกว่า ติดได้ทุกที่ เหมือนอย่างที่ผ่านมา 
 
                          "ถ้าถามว่ารูปแบบการเลือกตั้งของประเทศไหนดี ก็ต้องบอกว่ายังไม่มีของประเทศไหนที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย เราจึงต้องเอาวิธีของเรามาใช้ เพียงแต่เอาบางส่วนของต่างประเทศมาประกอบ เพราะที่ผ่านมา เราปฏิรูปกันมาตั้งแต่ปี 2475 มาถึงปี 2540 และปี 2550 หยิบของประเทศนั้นประเทศนี้มาใช้ ที่สุดก็ยังต้องมาปรับแก้ให้เข้ากับวัฒนธรรมของบ้านเราอยู่ดี"
 
                          ด้านนายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า เนื้อหาของข้อสรุปการแก้ไขปัญหาและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของ กกต. ที่จะเสนอไปยัง คสช. มีทั้งหมด 10 หน้า โดยในรายละเอียดจะเป็นการแสดงความเห็นถึงข้อดีข้อเสียของกฎหมายแต่ละฉบับว่าควรมีการปรับปรุงอย่างไรบ้าง ไม่ได้มีการฟันธงชัดเจนลงไป รวมถึงได้มีการเสนอข้อดีข้อเสีย ของการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ทั้งจากการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง และการสรรหานายกฯ ผ่านระบบรัฐสภา เป็นต้น ซึ่งคาดว่าในบ่ายวันนี้ (8 ก.ค.) จะสามารถส่งข้อสรุปทั้งหมดให้ คสช. พิจารณาได้ทันที อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่นอกเหนือจากที่เสนอ คสช.ไป ก็จะอยู่ในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 5 ฉบับ ซึ่งคิดว่าจะมีความชัดเจนในรายละเอียดมากขึ้น โดย กกต.จะเร่งดำเนินการปรับปรุงโดยเร็ว
 
                          "ยืนยันว่า ข้อเสนอที่ประชุม กกต. ที่เพิ่มเติมข้อกำหนดการจัดตั้งพรรคการเมืองที่มีขั้นตอนเพิ่มมากขึ้นนั้น เพื่อให้การจัดตั้งพรรคทำได้ยาก เพราะ กกต. เห็นว่าพรรคการเมืองยังต้องมีอยู่ เพื่อทำให้ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง แต่ต้องมีระบบที่ทำให้พรรคการเมือง เป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นพรรคของนายทุน อย่างไรก็ตาม กกต. ได้ศึกษาข้อดี ของระบบพรรคการเมือง การจัดการเลือกตั้ง การได้มาซึ่ง ส.ส. และ ส.ว. ของหลายประเทศรวมถึงประเทศเยอรมันมาพิจารณาด้วย แต่ก็คงต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมกับประเทศไทยที่สุด แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. ต่อไป"