
'สังศิต'ผ่าระบบสลากรัฐแนะเพิ่มผลิตภัณฑ์-ทางเลือก
'สังศิต'ผ่าระบบสลากรัฐ แนะเพิ่มผลิตภัณฑ์-ทางเลือก : สัมภาษณ์พิเศษโดยกชพรรณ สุขสุจิตร์
นักวิชาการ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ที่ศึกษาวิจัยเรื่องการพนันมาหลายสิบปี ได้ให้ข้อเสนอแนะจัดสรรรายได้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตั้ง 4 กองทุนอุ้มผู้พิการ เด็ก คนชรายากไร้ พัฒนาสังคม พร้อมให้ความรู้เยาวชนหลุดจากวงจรพนัน ส่วนการแก้ปัญหาราคาแพงในช่วงระยะสั้น บีบยี่ปั๊วแบกภาระขาดทุน 6 เดือน ส่วนระยะยาว ออกหวยออนไลน์ 2 ตัว 3 ตัวเพิ่มทางเลือก พร้อมเสนอแนะวิธีบริหารเงินให้คนถูกรางวัลใหญ่
นอกจากนี้ รายได้จากการซื้อลอตเตอรี่ของคนไทยต่องวด จะถูกกันเป็นเงินกินเปล่าให้กองสลากใช้ได้อย่างเสรีจำนวนหนึ่ง ถือเป็นแหล่งเงินที่นักการเมืองหลายยุคหลายสมัย หยิบฉวยออกไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว และเมื่อการเมืองอยู่เหนือการบริหารจัดการมาโดยตลอด ทำให้ไม่มีรัฐบาลใดสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ และเมื่อเรื่องนี้ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. หยิบยกขึ้นมาจัดระเบียบ ด้วยการประกาศขายลอตเตอรี่ให้คนไทยในราคาใบละ 80 บาท จึงทำให้มีการรื้อโครงสร้างกองสลากครั้งใหญ่
รศ.ดร.สังศิต กล่าวว่า รายได้ของกองสลากที่ผ่านมาในเชิงโครงสร้างการบริหารรายได้มักจะรั่วไหลไปกับพรรคการเมือง นักการเมือง หาก คสช.จะเข้ามาเดินหน้าปรับตรงจุดนี้ก็อยากเสนอให้เป็นการคืนกำไรให้แก่สังคมในรูปแบบกองทุนช่วยเหลือ
“อำนาจตามกฎหมาย ผอ.กองสลาก มีอำนาจอนุมัติเงินที่ต่ำกว่า 3 แสนบาทได้ทั้งวัน เพราะฉะนั้นก็มี ส.ส.ของฝ่ายรัฐบาลมาขอเงินตลอด ดังนั้นนอกเหนือจากการบริหารจัดการภายใน ก็เอามาช่วยเหลือสังคมที่ดีกว่า และภาพลักษณ์ของกองสลากก็จะดีขึ้นด้วย"
ดังนั้น จึงได้เสนอให้มีการจัดสรรโดยจัดตั้งกองทุน 4 รูปแบบ คือ 1.กองทุนสำหรับคนพิการโดยเฉพาะเพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ให้ความรู้ด้านวิชาชีพซึ่งถือว่าเป็นความสำคัญอันดับแรกสุด เพื่อให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา สามารถทำงานในวิชาชีพต่างๆ ได้ 2.กองทุนเยาวชนผู้ยากไร้ เช่น เยาวชนที่มีปัญหาครอบครัวแตกแยก พ่อแม่เสียชีวิตใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและช่วยเหลือทางการศึกษา 3.กองทุนผู้สูงอายุยากไร้ เพื่อผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง และ 4.จัดตั้งทุนสนับสนุนนักพัฒนาสังคม หรือนักศึกษาเพื่อช่วยกันรณรงค์ไม่ให้เยาวชนสนใจเรื่องการพนัน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย
“อยากให้เอาเงินก้อนนี้เขียนให้ชัดเจนว่าแยกเป็นกองทุนทางสังคม รัฐบาลแต่งตั้งกรรมการที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล มาทำหน้าที่ตรงนี้"
ในส่วนของการจัดการเรื่องราคา รศ.ดร.สังศิตกล่าวว่า ในระยะยาว คือการปรับโครงสร้าง โดยกองสลากต้องมีตัวเลือกให้แก่ประชาชน โดยตลาดของสลากกินแบ่ง ไม่เป็นตลาดผูกขาดและต้องมีผลิตภัณฑ์ที่มาแข่งขันกับลอตเตอรี่ หรือทดแทนกันได้ เช่น การออกสลาก 2 ตัว 3 ตัว ซึ่งสามารถออกในนามกองสลากได้ ประชาชนสามารถเลือกได้ว่าต้องการซื้อสลาก 2 ตัว 3 ตัว ที่ลอตเตอรี่ไม่มี ก็สามารถมาซื้อตรงนี้ได้ ขณะเดียวกันกลุ่มคนที่ต้องการลุ้นรางวัลที่ 1 ก็สามารถไปเลือกซื้อลอตเตอรี่ ก็จะช่วยทำให้ราคาปรับไปตามกลไกตลาด เนื่องจากมีสินค้าชดเชยเป็นตัวถ่วงดุล
"ถ้าหากประชาชนอยากซื้อ 2 ตัว 3 ตัว ไปซื้อลอตเตอรี่ไม่ได้ ก็จะมาซื้อที่ส่วนนี้แทน หรือว่ากลุ่มคนที่อยากได้รางวัลที่ 1 ก็ไปเลือกซื้อลอตเตอรี่ ถ้าอยากได้เงิน 2-3 พันบาทก็เลือกเอาว่าจะซื้อจากลอตเตอรี่ หรือเครื่องออกสลาก เมื่อคุณขายลอตเตอรี่แพง คนก็จะย้ายไปเล่นอีกตลาดแทน”
แต่ในระยะสั้นนี้ ทาง คสช.ขอความร่วมมือกับยี่ปั๊วที่ได้โควตาสลากให้คุมราคาไว้ที่ 80 บาทก่อนเพราะการทำสัญญาโควตานั้นจะมีการต่อสัญญาแบบปีต่อปี เพราะฉะนั้นในช่วง 6 เดือนที่เหลือนี้ ต้องให้ยี่ปั๊วยอมแบกภาระขาดทุนไว้เพื่อให้คนที่ขายปลีกได้ขายราคาใบละ 80 บาท
“คสช.มีอำนาจ ก็ต้องใช้อำนาจบีบยี่ปั๊วไว้ ผมว่ามันเป็นความยุติธรรม เพราะว่ายี่ปั๊วส่วนใหญ่ผูกขาดกันมาคนละ 50-60 ปี คือกำไรเกินไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็มาช่วย คสช.ไม่กี่เดือน ก็จะได้ต่อสัญญาใหม่ แต่ถ้าให้ยั่งยืนต้องทำให้ตลาดเปลี่ยน มีสินค้าทดแทนได้ ซึ่งเป็นการแก้ที่ระบบไม่ได้แก้ที่ตัวคน”
ทั้งนี้ เมื่อหันกลับมาดูที่พฤติกรรมการเสี่ยงโชค ทั้งการซื้อลอตเตอรี่และเล่นหวยใต้ดินของคนไทย ตามข้อมูลของ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2556 นั้น หวยใต้ดิน และสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็น 2 อันดับแรกของประเภทการพนันที่นิยมมากที่สุด โดยหวยใต้ดินมีเงินหมุนเวียนประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปีจากผู้เล่น 19,923,643 คน ขณะที่สลากกินแบ่งรัฐบาลมีเงินหมุนเวียน 76,770 ล้านบาทจำนวนผู้เล่น 19,211,727 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ขณะที่เงินหมุนเวียนระบบพนันของไทยอยู่ที่ 3 แสนล้านบาทต่อปี โดยเจ้ามือจะได้กำไร 90,000-100,000 ล้านบาทต่อปี และโดยเฉลี่ยคนเสี่ยงโชคด้วยลอตเตอรี่จะอยู่ที่ 9,711 บาท ต่อคนต่องวด หรือเดือนละกว่า 2 หมื่นบาท ซึ่งในจำนวนผู้เสี่ยงโชค รศ.ดร.สังศิต บอกว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้หวังว่าจะได้รางวัลที่ 1 หรือรางวัลใหญ่ แต่ต้องการเพียงการเสี่ยงโชคเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น
ขณะที่คนที่ได้รับรางวัลใหญ่ ก็จะไม่สามารถบริหารจัดการเงินได้ถูกต้องนักและมักจะเกิดหนี้สินตามมา จึงเสนอว่า กองสลากควรมีการเข้าช่วยเหลือผู้ที่ถูกรางวัลใหญ่หลักหลายล้านบาท ในเรื่องของการบริหารจัดการเงินให้ถูกต้อง และคุ้มค่ามากที่สุด เช่น จัดหลักสูตรอบรมการบริหารจัดการเงิน แจกคู่มือการบริหารจัดการเงิน แนะนำให้ฝากประจำหรือลงทุนอะไรที่ไม่เกินตัว เพราะคนส่วนใหญ่เมื่อถูกรางวัลก็มักจะนำไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกก่อน อย่าง รถยนต์ บ้าน
พร้อมกันนี้ รศ.ดร.สังศิต ยังบอกด้วยว่า แม้การเสี่ยงโชคจะเป็นกิจกรรมคลายเครียดสำหรับบางคน แต่บางคนเป็นเหมือนความหวังที่จะเปลี่ยนชีวิต ดังนั้นการเข้าถึงการเสี่ยงโชค ทั้งลอตเตอรี่ หรือหวย คนรวยหรือคนจน มีสิทธิที่เท่าเที่ยมกันในการลุ้นโชค แต่ผลการขาดทุนต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น คนมีเงินเดือน 1 แสนบาท ลงทุนซื้อหวย 1 หมื่นบาท กับคนมีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ลงทุน 1 หมื่นบาทเท่ากัน หากโชคไม่ดี แม้คนสองคนไม่ได้เงินเหมือนกัน แต่เงินคงเหลือที่ใช้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่จำเป็นและผลที่จะตามมานั้นต่างกัน
“เมื่อถามว่าคนที่เสี่ยงโชคคิดว่าจะกำไรหรือไม่ ส่วนมากก็จะขาดทุน โอกาสที่จะได้กำไรมันยาก แต่ทำไมถึงไปเล่น เพราะส่วนหนึ่งคนอยากจะรวยเร็ว แต่ส่วนใหญ่เพราะความตื่นเต้นในชีวิต“
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สังศิตกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดเวลานี้ คือ การรณรงค์โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนให้ห่างไกลจากการพนันมากที่สุด ทั้ง ลอตเตอรี่ หวย และโดยเฉพาะการพนันฟุตบอล โดยการตั้งกองทุนให้ความรู้ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม ในระยะยาว โดยผู้ที่ไม่เคยเสี่ยงโชคก็ให้ความรู้และป้องกันไม่ให้เข้าไปสู่วงจรการพนัน
ส่วนผู้ที่ต้องการเยียวยา ก็ให้ความรู้และเลิกเล่น แต่หากต้องการเสี่ยงโชคให้เสี่ยงแบบพอประมาณ รู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง แต่ถ้าไม่เล่นน่าจะดีที่สุด
------------------------------
(หมายเหตุ : 'สังศิต'ผ่าระบบสลากรัฐ แนะเพิ่มผลิตภัณฑ์-ทางเลือก : สัมภาษณ์พิเศษโดยกชพรรณ สุขสุจิตร์)



