ข่าว

'โคทม'ชู'ส.ส.ร.39'ที่มาสภาปฏิรูป

'โคทม'ชู'ส.ส.ร.39'ที่มาสภาปฏิรูป

07 ก.ค. 2557

'โคทม' ชูโมเดล 'ส.ส.ร.39' เป็นฐานที่มาสภาปฏิรูป 'เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป' ชู 5 ประเด็นนำร่อง '8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพ' ร้อง คสช.ปลดบอร์ดองค์การเภสัชฯ ส่อสุจริต

 
                          7 ก.ค. 57  นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ว่า ตนมองว่าวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2539 หรือ ส.ส.ร. 1 ควรยึดเป็นกรอบของการได้มาซึ่งสมาชิกสภาปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากมองว่า วิธีการของ ส.ส.ร. 1 นั้นมีฐานของประชาชนในพื้นที่และกลุ่มต่างๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญของการมีส่วนร่วมต่อการเข้าร่วมการปฏิรูปประเทศ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเป็นผู้ที่คัดเลือกและแต่งตั้งเองนั้น ตนมองว่า ควรสอบถามความสมัครใจของบุคคลที่ คสช.จะเลือกด้วย ว่าอยากเข้าร่วม หรือต้องการทำงานในด้านต่างๆ หรือไม่ ทั้งนี้ตนมองว่า การทำงานด้านปฏิรูป บุคคลที่เข้าเป็นสมาชิก ควรมีคุณสมบัติ คือ มีความรู้ มีความสามารถ และความเชี่ยวชาญ รวมถึงมีจิตสาธารณะที่ต้องการเข้าไปทำงานเพื่อประชาชน 
 
                          "ที่มาของสภาปฏิรูปนั้น ส่วนตัวผมชอบวิธีการได้มาของ ส.ส.ร. ปี 39 คือ อาจจะใช้วิธีให้ผู้ที่สมัครใจเข้ามาสมัคร เพื่อเข้ารับการคัดเลือกในระดับจังหวัด จากนั้นให้ผู้เข้ารับการสมัครคัดเลือกกันเองให้เหลือเพียง 10 คน จะได้คนจำนวน 770 คน ขั้นตอนต่อไปให้คนทั้ง 770 คนนั้นคัดเลือกกันเองให้เหลือ 77 คน ซึ่งใช้ฐานจังหวัดเป็นการตัดสิน ส่วนคนที่สมัครใจแต่ไม่ได้รับเลือก ควรกำหนดบทบาทให้ทำงานในฐานะอนุกรรมการระดับจังหวัด"
 
 
 
'เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป' ชู 5 ประเด็นนำร่อง
 
 
                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการจัดเวทีระดมความเห็นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยครั้งที่ 7 เพื่อระดมความเห็นต่อกลไกและกระบวนการปฏิรูปอย่างมีส่วนร่วม ของเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปนั้น ได้มีการจัดทำเอกสารเพื่อประกอบการหารือดังกล่าว โดยมีประเด็นที่น่าใจในหัวข้อที่ว่าด้วยผลลัพท์ของสภาปฏิรูปในช่วง 1 ปี โดยนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สมาชิกเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป กล่าวระหว่างการนำเสนอประเด็น ว่า การปฏิรูปปัญหาที่สะสมมานานได้มีการเสนอหัวข้อต่างๆ ดังนั้นควรหรือไม่ที่จะจัดลำดับความสำคัญ 
 
                          ทั้งนี้มีตัวอย่างประเด็นการปฏิรูป 5 เรื่องที่สำคัญ โดยพิจารณาจากความเห็นร่วมกันของคนส่วนใหญ่ , ความจำเป็นเร่งด่วน , ฐานของการปฏิรูปปัญหาเพื่อต่อยอดไปสู่ความสำเร็จของการแก้ปัญหาส่วนอื่น ได้แก่ 1. การปฏิรูปการเมืองทุกมิติ ทั้งสถาบันการเมือง , กระบวนการเข้าสู่อำนาจ , การกำกับควบคุมการใช้อำนาจ , การกระจายอำนาจ , การใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงของประชาชนและการปฏิรูปภาคความมั่นคง , 2. การปฏิรูประบบราชการ เพื่อสร้างเสริมระบบธรรมาภิบาล สร้างภูมิคุ้มกันการแทรกแซงทางการเมืองและเป็นกลไกที่สนับสนุนการปฏิรูป , 3. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทั้งในส่วนตำรวจ อัยการ และศาล , 4. การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และ 5. การต่อต้านการคอร์รัปชั่น
 
 
 
ทำข้อเสนอปฏิรูปฉบับปชช.เสนอสภาปฏิรูป
 
 
                          นายบัณฑูร กล่าวว่า มีข่าวที่ออกมาจากสื่อมวลชนถึงที่มาและจำนวนของสภาปฏิรูป ที่ระบุว่า จะมาจากฝ่ายทหารครึ่งหนึ่ง ที่เหลือจะมาจากภาคส่วนต่างๆ ตนเป็นห่วงถึงการทำงานแบบมีส่วนร่วม เพราะหากจะยกมือเพื่อสนับสนุนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถนำเสียงของฝ่ายทหาร ผสมกับเพียง 1 เสียงของภาคส่วนต่าง ก็ทำให้เรื่องนั้นๆ ผ่านได้แล้ว นอกจากนั้นการแสดงความคิดเห็นในหลากหลายแง่มุม จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะปัจจุบันคำสั่ง คสช.ที่ควบคุมความคิดเห็นที่แตกต่างกับการยึดอำนาจยังคงมีอยู่
 
                          "ในการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมตั้งใจทำศูนย์ข้อมูลเพื่อการปฏิรูปสาธารณะขึ้นมา ทั้งนี้ก่อนการยึดอำนาจผมได้เคยรวบรวมความคิดเห็นไว้ได้กว่า 3,000 ข้อมูล และหลังจากนั้นมาก็มีข้อมูลอีกจำวนมาก ดังนั้นผมมองว่าหากเราทำข้อมูลด้วยความโปร่งใส มีการเก็บข้อเสนอของภาคประชาชนไว้เป็นข้อมูล เราจะได้เห็นผลงานของ คสช.ด้วยว่าจะสามารถคืนความสุขให้ประชาชนได้ตามความต้องการนั้นหรือไม่"
 
 
 
สภาการสาธารณสุขฯ ชงคสช.ปฏิรูประบบสาธารณสุข 
 
 
                          นายไพศาล บางชวด เลขาธิการสภาการสาธารณสุขชุมชน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 สภาฯได้ยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สอดคล้องและสนับสนุนแนวทางการปรองดองเพื่อการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะงานด้านสาธารณสุขเพื่อปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมสาธารณสุขที่มีอยู่สูง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะแรก 1. ให้ คสช. เร่งแก้ไขปัญหากำลังคนด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้วยการกระจายอำนาจ โดยให้หน่วยงานของแต่ละพื้นที่จัดการแก้ไขปัญหาด้านกำลังคนทางสุขภาพของตนเอง และให้เป็นไปตามความต้องการของพื้นที่อย่างเหมาะสม โดยที่ไม่ควรไปยึดโยงกับวิธีการเดิมตามกรอบอัตรากำลังของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และโครงสร้างเชิงอำนาจของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ยังคงรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง รวมถึง การกำหนดสัดส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ผูกโยงกับงบประมาณรายหัวของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
 
                          2. ให้ คสช.เร่งรัด สธ.และสปสช.ร่วมมือกันหาทางออกในการกระจายงบประมาณลงไปยังหน่วยงานและสถานบริการสาธารณสุขในทุกระดับที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยให้พื้นที่มีส่วนรับผิดชอบบริหารจัดการและดูแลกันเองให้เป็นไปตามความต้องการของพื้นที่อย่างเหมาะสม        
 
                          ระยะที่สอง 1. ให้ คสช.เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมสาธารณสุข การกำหนดกรอบความก้าวหน้าในตำแหน่งทางราชการสำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไม่ควรจำกัดเฉพาะ รพ.สต.แห่งใด แห่งหนึ่งเท่านั้น โดยอ้างอิงกรอบวงเงินและกรอบอัตรากำลังของ ก.พ. ที่มีจำกัดและเม็ดเงินงบประมาณที่ไม่เพียงพอ 
 
                          และระยะที่สาม มาตรการระยะยาว ช่วงเวลานับจากนี้ถึง 3 ปี เป็นการปฏิรูประบบสาธารณสุข 1. ให้ คสช. สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. 2556 อย่างจริงจัง 2. ให้ คสช. และคณะรัฐบาลชุดใหม่ เร่งจัดให้มีการจัดตั้งและพัฒนากองทุนขึ้นมาใหม่ เป็นรูปแบบของกองทุนสุขภาพเขตพื้นที่ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของจำนวนประชากร ตั้งแต่จำนวน 150,000 คน ถึง 200,000 คน โดยให้มีกลไกในการจัดการของพื้นที่แบบมีส่วนร่วม และให้มีองค์กรทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล  
 
                          นายไพศาล กล่าวอีกว่า 3. ให้ คสช. หรือคณะรัฐบาลชุดใหม่ ให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะหน่วยบริการขั้นปฐมภูมิ ที่มี รพ.สต.เกือบหนึ่งหมื่นแห่งทั่วประเทศมีผู้มาใช้บริการมากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับหน่วยบริการในระดับที่สูงกว่า อีกทั้ง ควรมีการพิจารณาทบทวนและแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ในบางมาตราที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นต่อระบบสาธารณสุข และระบบบริการสุขภาพ อาทิ มาตรา 5 สิทธิ์การรับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ และ มาตรา 9 , 10 , 11 และมาตรา 12 เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกองทุนต่างๆ ต้องมีการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ เป็นต้น และ 4. คสช. และคณะรัฐบาลชุดใหม่ ควรสนับสนุนจัดแยกส่วนระบบสุขภาพขั้นพื้นฐาน หรือ Primary Care ทั้งระบบขนานใหญ่ โดยมุ่งการทำงานในด้านหลักการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การควบคุมโรค การตรวจรักษาพยาบาลเบื้องต้น และการอาชีวอนามัยและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ เพื่อสร้างดุลยภาพของระบบการแพทย์และการสาธารณสุข
 
 
 
8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพร้องคสช.ปลดบอร์ดองค์การเภสัชฯส่อสุจริต
 
 
                          ตัวแทน 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพ ประกอบด้วย ชมรมแพทย์ชนบท ชมรมเภสัชชนบท กลุ่มศึกษาปัญหายา กลุ่มคนรักหลักประกันฯ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทยสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนาและมูลนิธิเภสัชชนบท นำโดย นพ.วชิระ บถพิบูลย์ เข้ายื่นหนังสือต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้พิจารณาปลดคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมที่มี นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธาน และมี นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา เป็นผู้อำนวยการ 
 
                          นพ.วชิระ กล่าวว่า เนื่องจากบริหารองค์การฯ จนเกิดวิกฤตด้านยา และมีพฤติกรรมส่อว่าจะดำเนินการให้อภ.อ่อนแอ เพื่อประโยชน์ของธุรกิจยาข้ามชาติ มุ่งหาประโยชน์จาก อภ.และบริหารงานอย่างผิดหลักธรรมาภิบาล นอกจากนี้ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นคณะกรรมการบอร์ด จะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย โดยจะต้องปลดให้พ้นจากบอร์ดและไม่ควรได้รับความไว้วางใจให้กลับเข้ามาเป็นผู้แก้ปัญหาหรือเข้ามาเป็นกรรมการบอร์ดอีก
 
                          ภญ.ศิริพร จิตรประสิทธิศิริ ตัวแทนจากชมรมเภสัชชนบท กล่าวว่า ขณะนี้โรงพยาบาลในต่างจังหวัดจำนวนมากเผชิญภาวะขาดยา เพราะ อภ.ไม่สามารถส่งยาให้ลูกค้าได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลของรัฐถึง 80 ราการ
 
                          "การที่ ผอ.และบอร์ดหวังที่จะแก้ปัญหาภาวะขาดทุนด้วยการงดผลิดตยาจำเป็น เช่น เบาหวาน ซึ่งเป็นผู้ผลิตส่งให้โรงพยาบาลต่างๆ ของรัฐกว่า 80% ของที่ใช้กับคนไข้ทั้งประเทศด้วยเหตุผลว่า กำไรน้อย ทั้งที่พันธกิจของ อภ.ต่อสังคมต้องไม่มุ่งเอากำไรมาก เพื่อให้โรงพยาบาลรัฐ ซึ่งใช้เงินภาษีประชาชนซื้อยาอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อ อภ.ไม่ทำตามพันธกิจ ผู้เดือดร้อนก็อยู่ที่ประชาชน"
 
                          นอกจากนี้ พบว่าการก่อสร้างโรงงานยาที่รังสิตและโรงงานวัคซีนที่ อ.ทับกวาง จ.สระบุรี ได้ดำเนินการอย่างล่าข้าและพบว่ามีการส่อทุจริต โดยเอื้อประโยชน์แก่บริษัทที่เคยมีการยกเลิกสัญญาไปแล้วและดำเนินการไม่เป็นตามกำหนดเวลา
 
                          ด้านนายอภิวัฒน์ กวางแก้ว เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ระบุว่า อภ.ขาดส่งยาไปยังกองทุนยาต้านไวรัสกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มว่าหากไม่มีการแก้ปัญหาต่อไปคนไข้ก็อาจขาดยา