ข่าว

คสช.จัดระเบียบวายุภักษ์ตรวจแถวดวงใครร่วง-ใครรุ่ง

คสช.จัดระเบียบวายุภักษ์ตรวจแถวดวงใครร่วง-ใครรุ่ง

07 ก.ค. 2557

คสช.จัดระเบียบวายุภักษ์ตรวจแถวดวงใครร่วง-ใครรุ่ง

                เพียงแค่ระยะเวลาเดือนเศษที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศและเน้นปฏิรูปการทำงานของภาคราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งกันเกือบทุกกระทรวงแล้วยังรวมถึงการโละบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เกินความคาดหมาย เพราะแน่นอนว่าตำแหน่งสำคัญๆ ในทุกวงการ ทั้งระดับปลัดกระทรวงและอธิบดีล้วนถูกวางตัวโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยแทบทั้งสิ้น ส่วนผู้ที่กลับมาใหญ่ในครั้งนี้ก็ล้วนเป็นกลุ่มที่ถูกดองหรือถูกแขวนในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ โทษฐานที่ไม่ใช่คนของเพื่อไทยแทบทั้งสิ้น

ปลัดคลังยังเหนียวแต่เสี่ยงสูง

                ทุกค่ำๆ ใกล้ละครหลังข่าวต้องคอยจับตาคำสั่งของหัวหน้า คสช.เกี่ยวกับการโยกย้ายและแต่งตั้งบุคคลต่างๆ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด หรือปลัดกระทรวง ที่เวลานี้ถือมีอำนาจบริหารงานแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งที่ผ่านมามีการเด้งปลัดเก่าแล้วไม่น้อยกว่า 7 กระทรวง ทั้งพาณิชย์ คมนาคม แรงงาน พลังงาน วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลาโหมและสำนักนายกรัฐมนตรี

                ส่วนที่ยังรักษาเก้าอี้อยู่ได้มีเพียงน้อยนิด หนึ่งในนั้นคงไม่พ้นปลัดคลังอย่างนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ที่ถูกจับตามองเช่นเดียวกันว่าไม่น่าจะรอดเพราะได้รับแต่งตั้งเข้ามาในช่วงของรัฐบาลเพื่อไทยเช่นเดียวกัน

                สิ่งที่ทำให้ปลัดคลังยังรอดพ้นวิกฤติอยู่ได้ อาจเป็นเพราะการนั่งเป็นบอร์ดของธนาคารทหารไทยมาระยะหนึ่ง ทำให้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้า คสช. จึงถือว่ามีความคุ้นเคยกันดี และภาพของนายรังสรรค์เองก็ไม่ได้มีโลโก้ของพรรคเพื่อไทยติดหราเหมือนปลัดกระทรวงอื่นๆ การนั่งตำแหน่งปลัดมาแบบส้มหล่น เป็นเพราะเวลานั้นเพื่อไทยอยากเขี่ยนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดคลังให้พ้นทาง และหลังจากมีความพยายามอยู่นานสุดท้ายก็ย้ายนายอารีพงศ์ไปนั่งตบยุงในตำแหน่งเลขาธิการ สำนักงานพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้สำเร็จ

                ในเวลานั้นนายรังสรรค์ถือเป็นรองปลัดที่มีอาวุโสสูงสุด ที่สำคัญเหลืออายุราชการอีกเพียงปีกว่าจึงได้รับโอกาสทอง แต่ในช่วงเวลาที่เหลือนี้คงต้องจับตาเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ จึงเป็นตำแหน่งที่ต้องลุ้นกันต่อไป ว่ากันว่างานนี้เจ้าตัวเองก็ยังไม่ค่อยมั่นใจจะเกษียณในตำแหน่งสูงสุดทางราชการนี้หรือไม่จึงหมั่นเดินสายทำบุญเสริมดวงอยู่มิได้ขาด

                ส่วนนายอารีพงศ์ก็กลับมาผงาดในตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานทันที เพราก่อนหน้านี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช. หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ได้ส่งสัญญาณหรือบอกเป็นนัยๆ เมื่อครั้งที่พบหน้านายอารีพงศ์ว่าเดี๋ยวเจอกันหรือมาทำงานร่วมกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้งสองคนเคยทำงานร่วมกันมาก่อนสมัยที่นายอารีพงศ์เป็นบอร์ดการบินไทยนั่นเอง

ศุลกากรได้เวลาฟ้าเปลี่ยนสี

                ส่วนที่มีการสลับสับเปลี่ยนเก้าอี้กันวุ่นวายเห็นจะเป็นตำแหน่งของ 2 กรมใหญ่อย่างศุลกากรและสรรพากร เริ่มจากกรมศุลกากรก่อนที่น่าจะถือเป็นเป้าหมายแรกที่จะโดนเด้ง นายราฆพ ศรีศุภอรรถ เองก็เหมือนจะรู้ชะตากรรมของตัวเองอยู่แล้ว ด้วยความที่มีภาพชัดเจนว่าเป็นคนของเพื่อไทยที่ถูกดันขึ้นมาในตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร เร็วติดจรวดข้ามหัวคนที่อาวุโสกว่าอย่างไม่สนใจเสียงครหา โดยมีอดีตนายกฯ จัดให้ในฐานะที่เป็นคนสนิทของพี่สาวขาใหญ่ที่เล่นการเมือง

                ที่สำคัญช่วงที่ คสช.เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลังนายราฆพกลับไม่ปรากฏตัวให้เห็นแม้แต่เงาแต่ส่งรองอธิบดีมาแทน ทำให้รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจถึงขั้นถามถึงและสืบสาวถึงสาเหตุกันยาวเลยทีเดียว นับแต่นาทีนั้นมาเก้าอี้ก็คงสั่นคลอนจนกระทั่งล่าสุดก็ต้องกระเด็นไปนั่งตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังตามคาดหมาย และยังพลอยโดนริบอำนาจประธานบอร์ดสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลขุมทรัพย์หมื่นล้านตาม พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร อดีตผู้อำนวยการสลากกินแบ่งที่รู้ตัวขอลาออกไปก่อนหน้านี้อีกด้วย

                ส่วนนายสมชัย สัจจพงษ์ ที่โยกจากผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังมานั่งเก้าอี้อธิบดีกรมศุลฯ แทนเป็นดาวรุ่นอีกคนในยุคทหารครองเมือง ทำให้นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สศค.ได้ขยับขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการ สศค.แทน แถมนายสมชัยยังพ่วงตำแหน่งประธานบอร์ดสลากที่ใครต่างก็อยากลองเข้าไปสัมผัสสักครั้ง

                หากตรวจดวงชะตาที่กำลังรุ่งครั้งนี้ก็คงไม่น่าแปลกใจเพราะนายสมชัยถือมีสายสัมพันธ์อันดีกับหัวหน้า คสช. เนื่องจากเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอานาจักร (วปอ.) รุ่นเดียวกัน (รุ่น 50) โดยที่นายสมชัยเป็นฝ่ายวิชาการในรุ่นที่ได้ทำงานคลุกคลีใกล้ชิดกับหัวหน้า คสช.ไม่น้อย ที่สำคัญตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศและเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของชาวบ้าน ก็จะเห็นได้ว่านายสมชัยได้รับความไว้วางใจจาก คสช.ให้ทำงานสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นการการเร่งจัดทำงบประมาณปี 2558 การจัดทำโรดแม็พบริหารงานของ คสช. การพิจารณาด้านภาษีและปฏิรูปภาษีที่ใกล้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ที่สำคัญคงต้องจับตาเส้นทางเดินต่อไปเพราะอธิบดีกรมศุลฯ มักจะเป็นที่สุดท้ายก่อนที่จะถูกวางตัวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเหมือนที่หลายๆ ครั้งที่เกิดขึ้นในอดีต

จับตาผลตอบแทนมหาศาล

                ทำไมใครๆ ก็อยากไปนั่งที่กรมศุลฯ คำตอบคือเป็นกรมที่มีผลประโยชน์ค่าตอบแทนสูงสุด สูงกว่ากรมจัดเก็บภาษีอื่นๆ จึงเป็นกรมที่หอมหวานที่สุด เพราะนอกเหนือจากเงินเดือน ค่าล่วงเวลาหรืออื่นๆ แล้วกรมศุลฯ ยังมีเงินส่วนแบ่งจากค่าธรรมเนียมใบขนสินค้าขาเข้าและขาออกฉบับละ 200 บาทที่เดือนหนึ่งมีใบขนเป็นล้านใบ ซึ่งเป็นเงินส่วนแบ่งที่ข้าราชการกรมศุลฯ จะได้รับกันทั่วถึงตั้งแต่ซีระดับล่างไปจนถึงตำแหน่งอธิบดีบางคนได้หลักพันบางคนได้หลักหมื่นบาท ซึ่งค่าธรรมเนียมใบขนนี้ออกมาเป็นกฎกระทรวงกำหนดไว้ชัดเจน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รับสินบนใต้โต๊ะเพื่อปล่อยใบขนให้เร็วขึ้น

                นอกจากนั้นยังมีส่วนแบ่งจากสินบนรางวัลนำจับสินค้าที่ลักลอบหนีภาษี รวมทั้งรถยนต์ที่จับได้และมีการขายทอดตลาดครั้งหนึ่งๆ ตก 300-400 คันหรือเป็นกว่าเงิน 600 ล้านบาท แต่ส่วนของสินบนนำจับนั้นจะตกเป็นของฝ่ายปราบปราม 25-30% ของมูลค่าราคาสินค้านั้นๆ แล้วแต่มีผู้แจ้งเข้ามาหรือดำเนินการจับกุมเอง หากเป็นสินค้ายาเสพติดที่เจ้าหน้าที่กรมศุลฯตรวจจับได้ก็มีเงินสินบนรางวัลนำจับจาก ป.ป.ส.อีกกิโลละหมื่นบาท ซึ่งทุกส่วนแบ่งตกเป็นของอธิบดีด้วย แว่วกันว่าอธิบดีน่าจะมีรายได้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ล้านบาททีเดียว

                นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดใจที่ได้รับตำแหน่งว่าไม่รได้หนักใจเพราะเคยทำงานนี้มาแล้วเมื่อ 5 ปีก่อนโดยต้องจัดลำดับความสำคัญของงาน โดยจะดูว่างานใดที่เคยทำสำเร็จแล้วก็จะสานต่อ ส่วนงานใดที่ยังก็จะผลักดัน  รวมทั้งการสนองนโยบายของ คสช.เรื่องของการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคของภาคเอกชน การจัดเก็บรายได้ให้ได้ตามเป้าหมาย  แต่เข้าปทำงานวันแรกก็งานเข้าโดยกระแสโจมตีเรื่องของการหิ้วสินค้าติดตัวเข้าประเทศเกินหมื่นบาทโดนกรมศุลฯ ไล่บี้เก็บภาษี งานนี้ทำเอาอธิบดีใหม่ถึงกับเต้นรีบออกมาแก้ข่าวทันควันและเอาตัวรอดไปได้ ที่สำคัญถึงกับเอ่ยปากว่าเป็นความหวังดีของอธิบดีคนเก่าที่อยากให้ข้อมูลกับประชาชนแต่จริงๆ แล้วการประชาสัมพันธ์ทำได้หลายวิธีและดีกว่านี้ หลายคนจึงมองว่างานนี้อธิบดีใหม่คงถูกวางยานั่นเอง

                และช่วงนี้ดูเหมือนว่างานเร่งด่วนอีกด้านที่สำคัยไม่แพ้กันคงเป็นการเข้าไปรับบทบาทประธานบอร์ดสลากฯมากกว่าเพราะต้องเร่งแก้ไขปัญหาหวยแพงตามคำสั่งของคสช. ซึ่งเจ้าตัวลั่นว่าพร้อมลุยเนื่องจากมีทั้งบอรืดและคสช.คอยหนุนหลัง แต่งานนี้คงไม่ง่ายนักเพราะมาเฟียหวยมีทุกวงการและเกาะกินผลประโยชน์มานานเจ้าตัวถึงกับออกตัวว่าคงต้องใช้เวลาเพราะตนไม่ใช่ผู้วิเศษ

ประสงค์มาแรงคว้าสรรพากร 

                มาถึงนายประสงค์ พูลธเนศ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่สามารถเขี่ยนายสุทธิชัย สังขมณี ให้พ้นจากตำเก้าอี้อธิบดีกรมสรรพากรให้ไปนั่งตบยุงในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังได้ ถือว่ามาเหนือเมฆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนายประสงค์เป็นคนตรงข้ามพรรคเพื่อพรรค เพราะก่อนหน้านี้ต้องอกหักโดนเด้งจากอธิบดีกรมศุลฯ มานั่ง สศร.มาแล้วและเจ้าตัวก็เก็บเนื้อเก็บตัวในยุคที่เพื่อไทยเบ่งบาน แต่แว่วมาว่าช่วงนี้ใครมีสายสัมพันธ์อันดีกับทางผู้บริหารคิงเพาเวอร์ที่กลับมามีเพาเวอร์สมชื่อมักได้ดิบได้ดีกันทุกราย และหนึ่งในนั้นก็มีชื่อของประสงค์รวมอยู่ด้วย อีกทั้งตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศและเน้นกำจัดบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่ไม่เข้าตา นายประสงค์ก็สนองงานอย่างกำลังจึงไม่แปลกที่จะถึงเวลากลับมาใหญ่อีกครั้ง ขณะที่นายสุทธิชัยเองก็ถือว่ามาด้วยการเมืองและไปเพราะการเมืองเปลี่ยนตามระเบียบ ซึ่งงานนี้เจ้าตัวถึงกับเก็บข้าวของไม่ทันเลยทีเดียวเพราะไม่คิดว่านาทีนี้จะมาถึงเร็ว

                นาบประสงค์ บอกว่าตนไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน วันที่ได้รับแต่งตั้งยังนั่งทำงานในบทบาทของ สคร.กับผู้ใหญ่ในคสช.อยู่เลย แต่ก็ไม่ได้หนักใจอะไรเพราะเคยทำงานที่สรรพากรมานานถึง 27 ปี ก่อนจะไปนั่งกรมศุลกากร 1 ปีและมาจบที่ สคร.นาน 3 ปี โดยขณะนี้ได้เริ่มศึกษาข้อมูลงานที่คั่งค้างอยู่เพื่อจะได้ผลักดันให้เดินหน้าต่อได้ทันที ทั้งมาตรการระยะสั้งกลางและยาว โดยการปฏิรูปภาษีจะเน้นสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในสังคม

จับตากลุ่งต้องลุ้นชะตากรรม

                ส่วนคนคลังที่ถือว่ามีฝีมือแต่ถูดองอยู่นานอย่างนายกุลิศ สมบัติศิริ ที่สลัดพ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง มาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานสคร.ก็ถือว่าเป็นการวางคนได้ถูกที่ถูกทางมากที่สุด เพราะนายกุลิศเป็นลูกหม้อที่ สคร.มานานและเป็นรองผอ.สคร.มาก่อนที่จะแขวนไว้อย่างน่าเสียดายฝีมือ งานนี้จึงน่าจะเป็นโอกาสได้สร้างผลงานและช่วยงานสคช.อย่างเต็มมที่ แต่การโละบอร์ดรัฐวิสาหกิจและเข้าไปขจัดเหลือบไรที่หาผลประโยชน์ในองค์กรต่างๆก็ถือเป็นงานหินมิใช่น้อย

                แม้นว่าคลังจะมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งมาแล้ว 2 รอบซึ่งข้าราชการส่วนใหญ่เห็นว่าค่อนข้างจะเหมาะสม แต่เชื่อว่าน่าจะมีระรอกสามตามมาอีกแน่นอน เพราะยังมีเก้าอี้รองปลัดคลังว่างอีก 2 ตำแหน่งและยังมีกลุ่มเสี่ยงที่ขาเก้าอี้ไม่ค่อยมั่นคง ต้องรอลุ้นรายชื่อหน้าจอทีวีทุกวัน จนมีผู้ใหญ่บางคนถึงกับเปรยว่าไม่กล้าไปไหนต้องรีบกลับบ้านไปนั่งเฝ้าหน้าจอทีวี และเวลานี้เหมือนไก่ตรุษจีนที่รอเข้าคิวถูกเชือดเลยทีเดียว กลุ่มเสี่ยงที่ว่า เช่น นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ซึ่งได้ชื่อว่ามีความคุ้นเคยอันดีกับบรรณพจน์ ดามาพงศ์ น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่กอดคอรักกันหวานแหววกับอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ซึ่งรายนี้อาจจะรอดเพราะโชคดีที่เรียน วปอ.รุ่น 49 รุ่นเดียวกับหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ และยังมีนายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่ยังต้องลุ้นเหมือนกันแต่ความสัมพันธ์อันดีกับนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และคิงเพาเวอร์ก็อาจจะช่วยให้รอดไปได้