ข่าว

สลาก 80 บาท...โควตาปราบ 'มาเฟียลอตเตอรี่'

สลาก 80 บาท...โควตาปราบ 'มาเฟียลอตเตอรี่'

06 ก.ค. 2557

สลาก 80 บาท...โควตาปราบ 'มาเฟียลอตเตอรี่'

 
                          หลังจาก คสช.มีคำสั่งให้คืนความสุขประชาชน โดยขายสลากกินแบ่งราคา 80 บาทตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคมเป็นต้นไป ใครขายเกินสั่งจับให้หมด ผู้ซื้อลอตเตอรี่กว่า 19 ล้านคนทั่วประเทศเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ...
 
 
สลาก 80 บาท...โควตาปราบ 'มาเฟียลอตเตอรี่'
 
 
                          แต่ในที่สุดความฝันก็สลาย เพราะเย็นวันที่ 2 กรกฎาคม พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รีบตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ขอเลื่อนนโยบายขาย 80 บาท ไปก่อน ยังไม่ต้องจับพ่อค้าแม่ค้า และให้ขายได้ไม่เกิน 90 บาท เพราะกองสลากยังมีภาระสัญญาผูกพันกับผู้ได้รับอนุญาตเดิม ในอนาคตจะพยายามควบคุมราคาใหม่ 
 
                          เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ทีมข่าวเนชั่นออกสำรวจตลาดแถวคลองเตย พบว่าบางแผงยังไม่มีสลากมาขาย มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่วางขายพร้อมป้ายติดราคา 90 บาท 
 
                          "เพิ่งไปเอามา ตอนนี้ขาย 90 บาท พอขายได้ เพราะเรารับจากยี่ปั๊วมาก็ 80 บาทแล้ว บางคนผ่านซาปั๊วหรือร้านใหญ่ๆ ก็ต้องขายแพงกว่านี้ ตอนที่ คสช.บอกให้ขาย 80 บาท วันที่ 2 กรกฎาคม ยี่ปั๊วตั้งราคาที่ 76 บาท ไม่มีใครอยากซื้อมาขาย เพราะได้กำไรคู่ละ 4 บาท ลงทุน 1 แสน ได้กำไร 4,000 บาท เอาเงินไปปล่อยกู้กินดอกดีกว่า" 
 
                          แม่ค้าแผงสลากบ่นให้ฟังว่า ถ้าต้องขายแล้วได้กำไรแค่ใบละ 10 บาท ถือว่าอยู่ยาก เพราะแต่ก่อนกำไรใบละ 20-25 บาท ตอนนี้สั่งให้คนในครอบครัวต้องประหยัด เหลือกินข้าววันละ 2 มื้อพอ เพราะรายได้นับจากวันนี้ไปจะไม่เหมือนเดิม
 
 
สลาก 80 บาท...โควตาปราบ 'มาเฟียลอตเตอรี่'
 
 
                          สำหรับมุมมองของผู้ขายรายย่อยนั้น วิธีแก้ปัญหาคือ กองสลากต้องเพิ่มส่วนลดให้มากกว่าเดิม จากต้นทุน 74.40 ต้องลดลงมาให้เหลือ 70 หรือต่ำกว่านั้น แม่ค้าถึงอยู่ได้ และต้องให้รายย่อยได้โควตาซื้อตรงด้วยไม่ต้องผ่านคนกลางอย่างน้อย 3-4 ชั้นแบบนี้ โดยเฉพาะคนเร่ขายที่อยู่ต่างจังหวัด 
 
                          ใครได้โควตากองสลากมากที่สุด?  
 
                          หากดูตัวเลขข้อมูลการกระจายสลากกินแบ่งในแต่ละงวดที่ตีพิมพ์ขายกว่า 72 ล้านฉบับหรือ 36 ล้านคู่นั้น ทั้งหมดถูกแบ่งเป็น 6 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนที่ 1 กระทรวงมหาดไทยได้ร้อยละ 35 ของสลากทั้งหมด ส่งผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ก่อนจะมีรายใหญ่มารับไปขายจากศาลากลางจังหวัด 2 หมื่นกว่าราย 
 
                          ส่วนที่ 2 และ 3 เป็นของ "มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่ง" 1,702 ราย และกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง จำนวน 2,388 ราย ประมาณร้อยละ 6.5 เท่าๆ กัน รวมเป็น 13 เปอร์เซ็นต์
 
                          ทั้งนี้ส่วนที่ 1, 2 กับ 3 รวมกันเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของสลากทั้งหมดในท้องตลาด ส่วนนี้จะมีพ่อค้าคนกลางรายใหญ่มารับซื้อเหมาต่อในราคา 83-85 บาท กำไรทันทีไม่ต่ำกว่าคู่ละ 9-10 บาท เพื่อนำไปจัดชุดเลขสวยขายแผ่นละ 110-120 บาท 
 
                          ส่วนที่ 4 เป็นของผู้พิการและผู้ค้าสลากรายย่อย ประมาณเกือบหมื่นราย คิดเป็นร้อยละ 26 พวกเขารับตรงจากกองสลาก ส่วนที่ 5 เป็นขององค์กรการกุศลต่างๆ อีกประมาณ 1.2 หมื่นราย คิดเป็นร้อยละ 19 
 
                          สำหรับส่วนสุดท้าย เป็นกลุ่มที่ถูกสังคมจับจ้องมากที่สุดว่าเป็นตัวผูกขาดราคา นั่นคือ "กลุ่มนิติบุคคล" ที่ต้องไปทำสัญญาซื้อขายโดยตรงกับกองสลาก ส่วนนี้มีรายใหญ่ 5 ราย หรือที่นิยมเรียกกันว่า 5 เสือ และรายเล็กอีกกว่า 1,000 ราย แต่ถ้าดูเปอร์เซ็นต์แล้วจะได้โควตาแค่ร้อยละ 6 ของจำนวนสลากทั้งหมด
 
                          อดีตผู้บริหารรายหนึ่งของกองสลากให้ข้อมูลว่า กลุ่มบริษัทเอกชนหรือนิติบุคคลทั่วไปได้โควตาจริงๆ แค่ 6 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 3-4 หมื่นเล่มเท่านั้น ขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนเล่ม ดังนั้นกลุ่มมาเฟียจึงมุ่งเป้าไปเหมาซื้อต่อที่ข้าราชการในจังหวัดกับกระทรวงการคลังและมูลนิธิสลากฯ
 
                          "สลากมาส่งประตูขวา คนที่ได้โควตาจ่ายเงินซื้อเสร็จก็เลี้ยวออกทางประตูซ้ายมือ ส่งขายต่อให้มาเฟียที่ยืนรอจ่ายเงินสดทันที กำไรเล่มละพันกว่าบาท ไม่ต้องเหนื่อยแรง คนหนึ่งได้ 5-10 เล่ม กำไรแล้วงวดละ 5,000-10,000 บาท แม้แต่องค์กรการกุศลก็จะมีพวกเจ้าพ่อเจ้าแม่คนพิการที่ไม่ได้ขายเอง แต่รับมาขายส่งต่อให้พวกมาเฟียพวกนี้" 
 
                          ผู้บริหารข้างต้นเล่าต่อว่า ทหารหรือตำรวจหากไปวิ่งไล่จับคนขายเกินราคาคงยาก เพราะสลากกระจายไปสู่ผู้ค้ารายย่อยที่ต้นทุน 90 กว่าบาทแล้ว พวกเขามีไม่ต่ำกว่า 1 แสนคนทั่วประเทศ อาศัยอยู่ทุกอำเภอ ถ้าบังคับให้ขาย 80 บาท แปลว่ากำไรแค่ 4-5 บาท ก็ไม่มีใครมาขาย คสช.ต้องกลับลำ "สั่งยกเลิกคำสั่งจับ" ไม่งั้นเดือดร้อนทั้งคนซื้อและรายย่อย
 
                          ด้านนักวิชาการ สมาคม เครือข่ายผู้บริดโภค ฯลฯ พยายามเสนอทางเลือกแก้ปัญหาสลากเกินราคา โดยสรุปได้เป็น "นโยบาย 4 เพิ่ม" คือ
 
                          1."เพิ่มส่วนลดให้ผู้ซื้อ" จากเดิมกองสลากให้ส่วนลดผู้พิการ 72.80 และคนทั่วไป 74.40 นั้น ต้องลดให้มากกว่านี้ ผู้ขายจะพอมีกำไรอยู่ได้ 2."เพิ่มโควตา" ให้ผู้ค้ารายย่อย และไปยกเลิกส่วนของกระทรวงการคลังและมูลนิธิกองสลากฯ เพราะเป็นส่วนที่ไม่ได้กระจายให้ผู้ขายโดยตรง 3."เพิ่มจำนวนรางวัล" โดยเฉพาะเลขท้าย 2 ตัว จากเดิมมีเพียงรางวัลเดียว อาจเพิ่มให้มีหลายรางวัล ช่วยแม่ค้าที่มีลอตเตอรี่เหลือแล้วขายไม่ออก มีโอกาสถูกรางวัลได้ง่ายมากขึ้น 
 
                          และสุดท้ายคือ 4."เพิ่มพบลงโทษขายเกินราคา" ปัจจุบันผู้ขายสลากเกินราคาถือว่าทำผิด พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หากเพิ่มบทลงโทษปรับให้มากขึ้นอาจทำให้ผู้ขายไม่กล้าขายเกินราคาอีกต่อไป 
 
 
สลาก 80 บาท...โควตาปราบ 'มาเฟียลอตเตอรี่'
 
 
                          ล่าสุด เว็บไซต์ https://www.change.org รณรงค์ล่ารายชื่อกดดันผู้บริหารกองสลากให้ขายสลากแบบโปร่งใส ไม่ขายเกินราคาและนำเงินมาพัฒนาสังคม โดยรายละเอียดในเว็บไซต์ระบุว่า
 
                          "ที่ผ่านมา สำนักงานกองสลากฯ ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง กรรมการหรือบอร์ดบริหาร 8 ใน 9 คน เป็นข้าราชการประจำ หรือมาจากการแต่งตั้งของฝ่ายการเมือง มีตัวแทนจากภาคสังคมแค่ 1 คนเท่านั้น ทุกวันนี้รายได้จากการขายสลากที่เราเชื่อกันว่าเป็นการทำบุญ ถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือสังคมแค่ 500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3% เท่านั้น ที่เหลือเกือบ 20,000 ล้านบาท เข้ากระเป๋ารัฐ โดยไม่มีรายละเอียดว่านำไปใช้อะไรบ้าง ยิ่งกว่านั้นอีกประมาณ 10,000 ล้านบาท ที่มาจากการขายสลากเกินราคาไหลเข้าสู่กระเป๋าผู้มีอิทธิพลที่ล้วนโยงใยกับฝ่ายการเมืองทั้งสิ้น"
 
                          ดังนั้น เราขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจปฏิรูปกองสลากตั้งแต่ต้นทาง โดยพิจารณา 
 
                          1.แก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ให้มีเจตนารมณ์เพื่อพัฒนาสังคม โดยเปลี่ยนชื่อเป็น พ.ร.บ.กิจการสลากเพื่อสังคม 
 
                          2.เปลี่ยนสัดส่วนการจัดสรรรายได้ ให้เน้นพัฒนาสังคมแทน รวมถึงการตั้งกองทุนรับซื้อสลากคืน เพื่อแก้ปัญหาสลากราคาแพงด้วย 
 
                          3.เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการสำนักงานสลากฯ เป็น 3 บอร์ด คือ บอร์ดบริหารกิจการ บอร์ดกำกับและตรวจสอบ และบอร์ดจัดสรรเงินรายได้จากการขายลอตเตอรี่ ให้ที่มาของบอร์ดทั้ง 3 ชุด โปร่งใส ถ่วงดุล และตรวจสอบได้ ปลอดจากการครอบงำของฝ่ายการเมือง 
 
                          ล่าสุดมีผู้ร่วมลงรายชื่อแล้ว 1.5 หมื่นคน