
"สุทัศน์"รับกินข้าวกับ"สมชาย"แต่ปัดไม่คิดย้ายรัง
อภิสิทธิ์ ชี้เหตุที่ไม่ลงพื้นที่เหนือ-อีสาน เพราะไม่ต้องการเป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง ยอมรับไม่แปลกใจพท.ชนะเลือกตั้งซ่อมทั้ง 2 ครั้ง "กอปศักดิ์"แนะ"ทักษิณ"หยุดเคลื่อนไหวก็ทำให้เศรษฐกิจชาติเดินหน้าได้แล้ว "สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์"ค้านแนวคิดยื่นถวายฎีกานำ"
(29มิ.ย.) นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวถึงการไปรับประทานอาหารกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จนกลายเป็นประเด็นว่า อาจจะมีการย้ายพรรคเกิดขึ้นว่า โดยส่วนตัวสนิทกับนายสมชาย และโทรหากันบ่อย แต่การที่ไปรับประทานอาหารด้วยกัน เพราะนายสมชาย ได้เดินทางมาช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่จ.ศรีสะเกษ และมาลงเครื่อง จ.อุบลราชธานี เลยได้มีการโทรนัดทานข้าวกัน และขอยืนยันว่า ไม่มีการย้ายพรรคตามที่มีกระแสข่าวอย่างแน่นอน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีจากการชุมนุม เลื่อนเป็นการขับไล่รัฐบาล นายสุทัศน์ กล่าวว่า เชื่อว่า เป็นอีกวิถีทางหนึ่งของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่รัฐบาลมาโดยชอบธรรม จากเสียงข้างมากของรัฐสภา และอยู่ในกระบวนการในการแก้ปัญหาของประเทศ เพื่อให้สร้างให้เกิดความสมานฉันท์ โดยรัฐบาลได้ตั้งอนุกรรมการสมานฉันท์ฯทั้ง 3 คณะ เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ
ส่วนการที่กลุ่มเสื้อแดง จะรวบรวมรายชื่อให้ได้ 1 ล้านรายชื่อ เพื่อยื่นถวายฎีกาให้อภัยโทษกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุทัศน์ กล่าวว่า เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องทำเรื่องไปยังสำนักพระราชวังก่อน เพื่อส่งต่อไปยังกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณา ก่อนจะส่งกลับไปยังสำนักพระราชวังอีกครั้ง ว่าจะพิจารณาอย่างไรต่อไป
นายกฯชี้ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งจึงไม่ลงพื้นที่เหนือ-อีสาน
ที่สำนักงานก.พ. เมื่อเวลา 12.15 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมการรับมือของรัฐบาลเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง หลังมีการประกาศนัดชุมนุมอีกภายใน 1 เดือน และมีท่าทีที่จะเกิดเหตุรุนแรงซ้ำรอยเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า แนวการชุมนุมหากเป็นการชุมนุมโดยสงบ ก็ไม่มีปัญหา เพราะต้องเป็นการชุมนุมที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย และเมื่อถึงเวลาก็จะมาพิจารณาเพื่อหาทางให้เขาสามารถแสดงออกได้ โดยไม่เกิดความกระทบกระเทือน
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่นายกรัฐมนตรียังไม่ลงพื้นที่เป็นเพราะกลัวใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้กลัว แต่ว่าตนไม่ต้องการเป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง และตนอยากจะบอกไปด้วยว่าจริงๆแล้วถ้าหากยังมีความพยายามใช้ความรุนแรง ทำให้เกิดภาพความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ มันก็เลือกตั้งไม่ได้ แต่ถ้าเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถไปได้ทุกพื้นที่ มันก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งทำได้เร็วขึ้น
เมื่อถามว่าผลการเลือกตั้งซ่อมที่จ.ศรีสะเกษ ที่พรรคเพื่อไทยชนะจะยิ่งทำให้กลุ่มเสื้อแดงฮึกเหิมมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่จะวิเคราะห์ แต่ตนก็ไม่ได้คิดว่าผลมันแตกต่างไปจากความคาดหมายอะไร เมื่อถามว่าจะถือว่าภาคอีสานเป็นพื้นที่สีแดงชัดเจนเต็มที่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อีสานก็เป็นฐานสนับสนุนสำคัญของพรรคเพื่อไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่าส่วนหนึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งซ่อมที่จ.สกลนคร และจ.ศรีสะเกษ เพราะคนอีสานยังรัก พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการสนับสนุนก็มีอยู่ ก็ไม่แปลกอะไร แต่ว่าเขาก็โหมมาก การเลือกตั้งซ่อมทั้ง 2 ครั้งนี้เขาก็โหมมาก ก็เป็นธรรมดา เมื่อถามว่ารัฐบาลมองการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรบ้าง คิดว่ามีผลทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งซ่อมทั้ง 2 ครั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปถามผู้เลือกตั้ง
เมื่อถามว่ามองการเคลื่อนไหวรุกคืบของพ.ต.ท.ทักษิณในขณะนี้ ที่ถึงขั้นจะถวายฎีกาเพื่อขออภัยโทษอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ผมคิดว่าก็ยังไม่ชัดเจน เห็นเป็นการพูดของคนบนเวทีเท่านั้น ” เมื่อถามว่าแต่ก็มีการประกาศจะรวบรวมรายชื่อประชาชน 1 ล้านคน ในขณะนี้รัฐบาลประกาศนโยบายข้อแรกว่าจะรักษาไว้ซึ่งสถาบัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ผมก็ย้ำอีกครั้งว่าปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาเรื่องของกฎหมายกับการเมือง ขอให้แก้อยู่ในกระบวนการนี้ ” เมื่อถามย้ำว่าหมายความว่าแล้วแต่ทางกลุ่มเสื้อแดงจะดำเนินการใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว และเลี่ยงขึ้นรถทันที
สุเทพชี้เลือกตั้งเรื่องธรรมดาที่ต้องมีแพ้-ชนะ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เเละเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ศรีสะเกษเขต 1 ที่พรรคเพื่อไทยชนะพรรคชาติไทยพัฒนา ว่า ไม่มีผลอะไรต่อรัฐบาล เมื่อถามว่าเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งแล้ว คิดว่ารัฐบาลจะต้องมีการทบทวนหรือปรับอะไรหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เป็นธรรมดาของการเลือกตั้งที่ต้องมีแพ้ มีชนะ
ผู้สื่อข่าวถามว่าดูเหมือนกระแสของประชาชนที่เรียกร้องและรักพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่ได้จืดจางไปเลย นายสุเทพ กล่าวว่า ยังมีอีกนาน และยังมีเลือกตั้งอีกเยอะ
"กอปศักดิ์"ชี้"ทักษิณ"หยุดเคลื่อนไหวก็ทำให้เศรษฐกิจชาติเดินหน้าได้แล้ว
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินบอกกับคนเสื้อเเดงที่มาชุมนุมเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ว่ารัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ว่า จริง ๆ แล้วการแก้ปัญหาเศรษฐกิจทำได้หลายวิธี สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอก็เป็นแนวทางหนึ่ง คือ ให้ดูในเรื่องของตลาดส่งออก ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ก็ทำอยู่แล้ว หรือบางคนก็มองว่าทำไมไม่ให้ทำให้ค่าเงินบาทอ่อน เพราะจะได้ช่วยเรื่องการส่งออก
“เราต้องเข้าใจว่าวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นมีหลายมุมมอง และทำได้หลายวิธี ซึ่งวิธีที่คุณทักษิณ เสนอนั้นก็เป็นวิธีหนึ่ง และผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี และกระทรวงพาณิชย์ทำได้อยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญ คือ คุณทักษิณ อย่านำเสนอแต่มาช่วยเลย ซึ่งวิธีการช่วยของคุณทักษิณ ทำได้ง่ายที่สุด ขณะนี้ก็ คือ หยุดสร้างความแตกแยกในประเทศ เพราะหากไม่มีความขัดแย้งในประเทศ หรือประเทศสงบ ก็ถือเป็นการช่วยประเทศแล้ว ถือเป็นวิธีที่ดีและง่ายที่สุดที่คุณทักษิณ จะช่วยให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และสามารถทำได้ทันที แต่สิ่งที่คุณทักษิณ ทำขณะนี้น่าจะเป็นการกังวลและห่วงตัวเองมากกว่า กลัวจะไปตายกลางทะเลทราย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะสามารถกลับประเทศไทยได้ตลอดเวลา แต่สิ่งที่คุณทักษิณ กลัว คือ กลับมาแล้วจะถูกจับ เนื่องจากมีคดีติดตัวอยู่ คุณทักษิณ ต้องการกลับมาโดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว คุณทักษิณ ไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นมานานถึง 6 ปี เป็นอดีตหัวหน้าพรรคการเมือง และปัจจุบันก็ทราบกันดีว่าเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริงของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นถ้าเขาเป็นคนธรรมดาก็คงไม่มีปัญหา” นายกอร์ปศักดิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลด้วยใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า การโฟนอินไม่สำคัญเท่ากับการสร้างความแตกแยกขึ้นในสังคม ขณะนี้ทุกคนต้องการความร่วมมือร่วมใจกัน แต่ต้องยอมรับว่าพ.ต.ท.ทักษิณ กังวลเรื่องของตัวเองมาก เมื่อถามว่า ถ้าคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณ สร้างความแตกแยก แล้วทำไมจึงยังมีประชาชนไปฟังมากมาย นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ก็คงต้องมี เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีคนรักเยอะ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่คิดว่าสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ ควรทำก็คือต้องหยุดเป็นห่วงตัวเอง แต่มาเป็นห่วงประชาชน ถ้าทำอย่างนี้ก็จะช่วยประเทศได้เยอะ ส่วนกรณีที่อดีตนายกฯบอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ก็แล้วแต่มุมมอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่เป็นรองนายกฯที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ เรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดเป็นห่วงตัวเอง แต่รัฐบาลควรต้องให้น้ำหนักในการกลับมาทบทวนตัวเองโดยเฉพาะในส่วนของครม.เศรษฐกิจหรือไม่ เพราะโพลล์ที่ออกมาก็ตรงกันว่ารัฐบาลสอบตก ฉะนั้นครม.ควรจะมีการขันน็อต หรือปรับปรุงการทำงานมากกว่าหรือไม่ นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นโพลล์ว่าสอบได้หรือสอบตก แต่สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงมากที่สุดคือกลัวคนจะตกงาน และว่างงานมากขึ้น หากไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง นักท่องเที่ยวก็จะไม่มา และจะส่งผลให้ประชาชนก็จะตกงานมากขึ้นอีก
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะโยนคำตอบการเเก้ปัญหาว่าต้องขึ้นกับเสถียรภาพของการเมือง ขณะที่ฝีมือหรือความคาดหวังที่ประชาชนมอบให้กับครม.เศรษฐกิจที่อาสามาทำงาน รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ก็คงต้องดูอีกระยะหนึ่งเพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ทำวันนี้ หรือพรุ่งนี้แล้วเบ็ดเสร็จไปหมด เพราะแม้ในต่างประเทศเองขณะนี้ก็ยังมีปัญหากัน และไม่ได้หมายความว่าเราไม่พยายามทำ เราก็ทำกันอยู่อย่างเต็มที่ เพียงแต่ต้องรออีกระยะหนึ่งและคงให้ความเชื่อมั่นได้ว่าในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้เศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวกแน่นอน
"ขณะนี้เงินงบประมาณที่จะเข้าไปในแผนไทยเข้มแข็งก็ดำเนินการกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดการสร้างงานกับประชาชน แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่มีการวิจารณ์ทุกโครงการ"รองนายกฯกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิจารณ์ว่าเงินกู้ 41 เเสนล้านบาทจะสร้างหนี้เพราะสิ่งที่รัฐบาลจะกระทำนั้นยังไม่ชัดเจน รองนายกฯ กล่าวว่า คงไม่จริง เพราะขณะนี้จะเริ่มประมูลกันแล้ว ดังนั้นการวิจารณ์ก็วิจารณ์ไป รัฐบาลก็รับฟัง แต่สิ่งที่รัฐบาลทำขณะนี้คือการนำเงินที่ได้มาจากการระดมทุนครั้งนี้มาสร้างงานให้ประชาชนทั่วประเทศ
เมื่อถามว่า มีการมองกันว่าการออกพันธบัตรไทยเข้มเเข็ง 5 หมื่นล้านบาทของรัฐบาลเป็นเพียงแค่การนำเงินฝากประชาชนมาซื้อเเละบางฝ่ายมองว่า เป็นการแย่งเงินกันระหว่างรัฐบาลกับธนาคาร นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ไม่จริง แต่เพราะขณะนี้ธนาคารยังไม่ปล่อยกู้ สิ่งที่รัฐบาลทำคือเป็นเหมือนตัวกลาง เพราะถึงอย่างไรประชาชนที่นำเงินไปฝากธนาคารก็ได้ดอกเบี้ยน้อย แต่ถ้ามาฝากกับรัฐบาลก็จะได้ดอกเบี้ยมากกว่า และเมื่อรัฐบาลทำตัวเป็นคนกลาง เมื่อรับเงินฝากเสร็จก็ไม่รีรอที่จำเป็นจะต้องไปดูเครดิตว่าใครเป็นใคร ก็คือเอาเงินไปใช้ นี่เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำตัวเหมือนเป็นผู้กู้เสียเอง กู้เสร็จแล้วก็ปล่อยเลย เป็นการปล่อยไปสร้างงาน ซึ่งก็เป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร ประชาชนก็จะมีรายได้จากตรงนี้ เศรษฐกิจก็เดินได้ ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่มีมีวิธีอื่นหรอก
เมื่อถามว่าทำไมที่ผ่านมารัฐบาลเอาใจธนาคารมากเกินไป รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่จริงเลย รัฐบาลมีหน้าที่อย่างเดียวคือทำอะไรที่ใช้เงินน้อยที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการไทยเข้มแข็ง ที่บอกว่าปี 53 มีการตั้งงบไว้หลายแสนล้านบาท แต่ปรากฎว่าโครงการต่าง ๆ ยังไม่มีความพร้อมเลย นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ไม่จริงเลย มีความพร้อม เพียงแต่อาจจะมีบางโครงการที่ยังไม่มีความพร้อม ซึ่งเม็ดเงินที่เตรียมไว้ทั้งหมด 2.3 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งอาจจะมีบางส่วนที่ไม่พร้อม เราก็จะตัดออกไป แต่เงินจริง ๆ มีเพียง 2 แสนล้านบาท แต่เราตั้งเผื่อเอาไว้เพราะเราเชื่อว่าบางโครงการไม่มีความพร้อมจริง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เราไม่มีทางรู้ข้อมูลภายในว่าพร้อมจริงหรือไม่จริง ดังนั้นเราต้องตั้งเผื่อไว้ เป็นเรื่องปกติของการทำงาน ไม่ได้เป็นการเปิดช่องอะไรเลย เราต้องทำให้มากที่สุดในโครงการที่พร้อมที่สุด งานที่ไม่พร้อมก็ผลัดออกไปใช้ในพรบ.เงินกู้ 4 เเสนล้านบาทแทน
ปชป.ค้าน นปช.เคลื่อนไหวนิรโทษกรรมให้ "ทักษิณ"
น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่แกนนำ นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เตรียมล่ารายชื่อถวายฎีกาเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นผิดว่า ความจริงแล้วไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพูดถึงเรื่องนี้ และไม่ได้เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวจากการเมืองในประเทศ แต่เริ่มต้นจากนอกประเทศ ในระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ เจแปนไทม์ และสถานีโทรทัศน์ ซีเอ็นเอ็นโดยพูดถึงการขออภัยทานโทษ
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ดังนั้นจึงอยากให้มีความชัดเจนในการสร้างความสมานฉันท์ภายใต้การปฏิรูปการเมือง ซึ่งคณะกรรมการสมานฉันท์ ได้พูดถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการตัดสิทธิทางการเมือง หากกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองถ้าสามารถหยุดยั้งความแตกแยกในบ้านเมืองได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เคารพดุลพินิจของคณะกรรมการฯ หากจะพูดคุยในกรอบของประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน ไม่มีการแก้ไขความผิดเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง
“พรรคยืนยันมาตลอดว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาไม่ควรใช้กระบวนการหนึ่งกระบวนการใด ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการถวายฎีกาก่อนที่ใครก็ตามที่ถูกฟ้องหรือมีความผิดจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยความสมัครใจ ทั้งนี้ขั้นตอนแรกที่จะนำไปสู่กระบวนการต่างๆ พ.ต.ท.ทักษิณ ควรต้องกลับเข้ามาในกระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะมีการพูดถึงกระบวนการขั้นต่อไป ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม”น.พ.บุรณัชย์
“สุรชัย”ค้านแนวทางยื่นถวายฎีกาจวกไม่เข้าเรื่อง
นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ข้อเท็จจริงในที่ประชุมนั้นไม่เคยคุยเรื่องนี้เลย การประชุมคุยกันในทิศทางการดำเนินการ คือ การสรุปบทเรียน และเมื่อเดินต่อต้องศึกษาสถานการณ์ให้ตรงกับความจริง โดยบางคนได้ไปทำแผนมาด้วยครั้งก่อนหน้านี้นายวีระ มุสิกพงศ์ เคยเสนอไปในเรื่องของราชประชาสมาสัย สังคมไม่ได้ตอบรับเลย และเงียบไปในที่สุด คืนนั้นงงมากนั่งอยู่บนเวทีด้วย จริงๆแล้วมีคิวที่จะพูดด้วย แต่เมื่อนายวีระ เสนอมาในแนวทางนี้ เป็นแนวทางที่ย้อนกลับไป เลยปราศรัยต่อไม่ได้ พูดไม่ออกมันย้อนกลับไปเลย
“ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นด้วยกับแนวทางนี้ของนายวีระ และไม่ใช่เป็นการขอแบบธรรมดาแต่ไปล่ารายชื่อมา การขออย่างนี้การล่ารายชื่อจะถูกมองว่าไปเอารายชื่อมวลชนมาบีบบังคับเสียหายกันอีก อย่างผมเคยต้องโทษประหารชีวิตไม่ต้องล่ารายชื่อแค่ลูกชายยื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำเป็นกระแสอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนั้นเท่ากับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำความผิดจริง "
นายสุรชัย กล่าวว่า ผมพยายามติดต่อกับนายวีระ ถ้าดำเนินการต่อผมจะคัดค้านเลย และจะติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่าจะดำเนินการอย่างไร ถ้ารับอย่างนั้นเท่ากับผิดจริง แล้วถ้าผิดทำไมจึงไม่รับโทษ ส่วนวิธีการนั้นผมจะติดต่อกับบรรดาแกนนำ หรือ ส.ส.ทั้งหลายก็แล้วแต่ และติดต่อนายวีระ ด้วยบอกว่าเราไม่เห็นด้วย อย่าดำเนินการที่พูดไปแล้วไม่เป็นไรจะถือว่ากลอนพาไปไม่ว่ากัน” แกนนำ นปช.กล่าว
แกนนำ นปช.ยังกล่าวต่อว่า การไปขอมติประชาชนจากหน้าเวทีบนเวทีว่าอย่างไรเขาก็ไปตามนั้น เฮไปเฮมาว่าไปตามเพลง แต่หลังจากนั้นต้องคิดต่อว่าเหมาะหรือไม่ ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับ แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในคุกเราขอพระราชทานอภัยโทษแน่นอน แต่ไม่ยอมรับการตัดสินจำคุกต่างหากเป็นเรื่องของการเมือง เมื่อไม่ยอมรับแล้วไปขอพระราชทานอภัยโทษ การขอเท่ากับยอมรับแล้วถามต่อว่าทำไมไม่อยู่ในคุก
"ถ้าถามต่อว่าเกิดทำได้แล้วคดีอื่นๆที่เด็ดขาดแล้วที่สุดแล้วจะทำอย่างไร และคดีอื่นๆที่พิจารณาอยู่ทำอย่างไรจะกล้ากลับ หรือ ไหนจะองคมนตรี ไหนจะทหาร นายธนาคารใหญ่ สื่อใหญ่ เขาจะให้กลับ หรือ ถ้ากลับมาอย่างมีอำนาจ แต่ถ้าบอกว่าขอกลับมาตายในบ้านเกิดแบบนั้นจะยอมหรือหมายว่า ทรัพย์สินต่างๆไม่เอาการเมืองไม่ยุ่ง มาเป็น ทักษิณจะเอาหรือไม่"
นายสุรชัยกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความขัดแย้งเป้าหมายมุ่งหมายยังอยู่ที่เดียวกันไม่ได้ขัดแย้งกับนายวีระ แต่การนำเสนอเช่นนี้ ไม่ได้หารือ มันคือความขัดแย้งของคนเสื้อแดง ที่มาต่อสู้มาเรียกร้อง
ประธานวุฒิแนะ"ทักษิณ"ขออภัยโทษต้องกลับมาทำเรื่องเอง
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นปช.จะล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 1 ล้านชื่อเพื่อถวายฏีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า ตามปกติแล้วคนต้องโทษต้องขอพระราชทานอภัยโทษเองไม่เคยมีคนอื่นมาขอพระราชทานให้ ไม่แน่ใจว่าสามารถทำได้หรือไม่ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมี คนที่ต้องโทษเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ต้องดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษด้วยตนเอง ดังนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องกลับมาดำเนินการเอง
บช.ก.ส่งคดี"ทักษิณ"ให้กองปราบทำ
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศรัตรู ผบช.ก. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ฐานหมิ่นสถาบันกรณีพาดพิงสถาบันตีพอมพ์ในหนังสือไฟแนนเชียลไทม์ ว่า หลังจากคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อสถาบัน ซึ่งมีผบช.ส.เป็นประธานพิจารณาว่าพ.ต.ท.ทักษิณเข้าข่ายหมิ่นสถาบันตามกฎหมายอาญามาตรา 112 จากนั้นก็ได้ส่งเรื่องให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณา ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นตามบช.ส.และส่งเรื่องมาให้ บช.ก.ทำการสอบสวน บช.ก.ได้มอบหมายให้ทางกองปราบปรามเป็นผู้รับผิดชอบทำคดี ซึ่งขณะนี้ได้เชิญทางกองบัญชาการสันติบาลมาร้องทุกข์กล่าวโทษเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
พล.ต.ท.ไถง กล่าวต่อว่า ขั้นตอนตามกฎหมายจะต้องส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในต่างประเทศว่าอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งการจำร่วมทำการสอบสวน หรือมอบให้บก.ป.สอบสวนก็ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการทำเรื่องเสนออัยการสูงสุดพิจารณา คาดว่าการสอบสวนจะใช้เวลาไม่นานก็สามารถเสนอให้คณะกรรมการคดีหมิ่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาได้
“สำหรับบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือไฟแนนเชียล ไทม์นั้นได้ส่งให้ทางกองการต่างประเทศซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแปลของศาลเป็นผู้แปล แต่ละประโยคว่าวรรคไหน ตอนไหนเข้าข่ายหมิ่น ส่วนจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาจากสถาบันอื่นมาแปลหรือไม่นั้นก็แล้วแต่ทางอัยการจะให้สอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่ แต่เบื้องต้นเราก็ให้ทางกองการต่างประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานของตำรวจและผู้เชี่ยวชาญของศาลทำการแปล”พล.ต.ท.ไถงกล่าว
“หน.พท.”ขอบคุณคนศรีสะเกษช่วยส.ส.พท.เข้าสภา
เมื่อเวลา 09.45 น. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงถึงผลการเลือกตั้งซ่อม จ.ศรีสะเกษ ที่พรรคเพื่อไทยได้รัชัยชนะเหลือพรรคชาติไทยพัฒนา ว่า พรรคเพื่อไทยขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ ที่ให้กำลังใจพวกเรามาเสมอ และขอขอบคุณทีมหาเสียงทุกทีมที่ช่วยกันลงพื้นที่หาเสียงอย่างไม่รู้จักเหน็ดไม่รู้จักเหนื่อย สำหรับตัวผู้สมัคร ก็ต้องขอบคุณที่ไว้วางใจอยู่กับพรรคเราและจะมาเป็นกำลังสำคัญของพรรคเราต่อไป สำหรับกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาการโฟน อิน ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมายังเวทีปราศรัยของผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งซ่อมนั้น กกต.ต้องดูตามตัวบทกฎหมายให้เคร่งครัดว่าเขียนไว้อย่างไรก็ต้องวินิจฉัยให้เป็นไปตามนั้น นอกจากนี้ กกต.ก็ต้องพิจารณาการดำเนินการหาเสียงของพรรคการเมืองอื่นๆว่าได้ดำเนินการไว้อย่างไร โดยตนหวังว่า การพิจารณาของ กกต.เกี่ยวกับเรื่องนี้จะเป็นมาตรฐานเดียวกันหมดทุกพรรค
นายยงยุทธ ยังกล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อม 2 เขตที่พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะนั้น จะมีผลต่อการตัดสินใจกลับเข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้งของอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ตีจากพรรคไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่น ว่า ตนไม่ทราบว่าในใจของส.ส.ที่เคยตีจากพรรคเพื่อไทยไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่น ขณะนี้กำลังคิดว่าจะกลับเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหรือไม่ แต่ถ้าส.ส.เหล่านี้จะกลับมาก็ต้องเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะพิจารณาว่าสมควรรับกลับเข้าพรรคหรือไม่ ซึ่งตนนั้นไม่ทราบว่าในระดับส่วนตัวของส.ส.แต่ละคนนั้นได้มีการประสานงานกัน เพื่อชักชวนกันกลับมาอยู่พรรคเพื่อไทย แต่ในระดับของคณะกรรมการบริหารพรรคยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้
“อภิวันท์”เชื่อลต.ซ่อมสกล-ศรีสะเกษปชช.มั่นใจพรรคพท.อยู่
ที่รัฐสภา พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าพอใจที่พรรคเพื่อไทยสามารถเอาชนะการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่ภาคอีสานได้ทั้ง 2 จังหวัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังให้การสนับสนุนนโยบายของพรรคไทยรักไทยเดิม ที่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านได้ และจากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนหลายคนมั่นใจว่า .ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายที่ร่างขึ้นสมัยรัฐประหาร
พ.อ.อภิวันท์ กล่าวอ่กว่า หลังจากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งซ่อมได้มีส.ส.หลายคนที่เคยตีจากพรรค ติดต่อขอกลับเข้ามาสังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งทางพรรคยินดีและเปิดกว้างให้กับส.ส.เหล่านี้ เพื่อหล่อหลอมความเป็นพรรคอีกครั้ง ยกเว้นส.ส.ที่ลาออกในช่วงที่มีการสลับขั้วทางการเมือง ซึ่งผู้ใหญ่ของพรรคยืนยันชัดเจนว่าจะไม่รับเข้าพรรคอย่างแน่นอน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เริ่มปรากฏชื่อบุคคลที่จะเป็นหัวหน้าพรรคเรื่อยๆ พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคยังไม่มีแนวคิดในการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค เพราะเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นรัฐบาลได้อีกนาน และการเลือกตั้งจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ส่วนรายชื่อแคนดิเดตที่ปรากฏมาก่อนหน้านี้อาทิ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร หรือคนอื่นๆ รวมทั้งตนด้วยนั้นเป็นเพียงข่าวลือ ส่วนกระแสข่าวการจับมือระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลนั้น พันเอกอภิวันท์ ปฏิเสธว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในขณะนี้ ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์จะปรับแนวคิดและนโยบายให้ตรงกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็จะมีโอกาสเป็นจริงได้หลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป
พ.อ.อภิวันท์ กล่าวต่ออีกว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีมติจะร่วมกันลงลายมือชื่อ 1 ล้านคน เพื่อถวายฎีกาช่วยเหลืออดีตนายกรัฐมนตรีกลับเข้าประเทศ เนื่องจากพรรคยังไม่มีแนวคิดหรือมีการหารือในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามมองว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นการกดดันสถาบันเบื้องสูง แต่เป็นการหาที่พึ่งพิงของประชาชนทั่วไป
"อภิวันท์”ยันประกวดแบบรัฐสภาใหม่เปิดกว้างไม่มีล็อกสเปค
พ.อ.อภิวันท์ นำคณะผู้เข้าร่วมประกวดแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่จำนวน 60 ราย ดูสถานที่และถ่ายภาพพื้นที่ก่อสร้างบริเวณที่ราชพัสดุ ย่านเกียกกาย พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจถึงขั้นตอนและการกำหนดหลักเกณฑ์การประกวดทั้งหมดให้ผู้ออกแบบรับทราบ ก่อนเดินทางเข้าดูพื้นที่อาคารรัฐสภาในปัจจุบัน
พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้สนใจออกแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่จำนวน 243 ราย โดยเปิดกว้างให้สถาปนิกที่สนใจเข้าร่วมประกวดอย่างไม่มีการกำหนดเงินทุน เพื่อให้ได้ความคิดที่หลากหลายจากทั้งสถาปนิกรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเน้นความเป็นเอกลักษณ์ไทยร้อยละ 40 ก่อนที่การคัดเลือกในขั้นที่สองที่มีความจำเป็นจะต้องกำหนดผลงานของบริษัท เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
"ยืนยันว่าการตัดสินจะเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการล็อคสเปคเอื้อบุคคลหรือบริษัทรายใหญ่อย่างแน่นอน จะใช้ระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 5 ปี ภายใต้งบประมาณ 1.2 หมื่นล้าน "
“พท."ชี้กกต.อย่าใช้สองบรรทัดฐานเอาผิด"ทักษิณ"โฟนอิน
นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่กกต.จะพิจารณาในวันนี้ ตนเห็นว่ากกต.ควรต้องพิจารณาความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยว่า ทั้งอดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และ109 อดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรคนั้นเป็นอย่างไร เพราะล่าสุดในการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเขต 3 จ.ศรีสะเกษ คณะหาเสียงของตนก็ได้พบกับคณะของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทยที่ไปช่วยผู้สมัคร ส.ส.ศรีสะเกษของพรรคชาติไทยพัฒนา ในการเลือกตั้งซ่อมเหมือนกัน
"สุริยะใส"ชี้เลือกตั้งซ่อมอีสานแค่ฉากแข่งกันรัก"ทักษิณ"
นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า ชัยชนะเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนครและศรีสะเกษของพรรคเพื่อไทยเป็นภาพสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการช่วงชิงมวลชน เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์แกนนำรัฐบาลถอดใจจากภาคอีสานไปนานแล้ว เพราะไปคิดว่าไม่มีทางเพิ่มคะแนนนิยมในภาคอีสานได้ แม้กระทั่งภาคเหนือบางพื้นที่ จึงปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยเป็นหัวหอกแทนซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิด เพราะเป็นยุทธศาสตร์ที่บริหารความนิยมและหวังผลเลือกตั้งมากกว่ามุ่งสร้างการยอมรับจากคนอีสานด้วยผลงานที่เป็นรูปธรรม
นายสุริยะใส กล่าวว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทบทวนยุทธศาสตร์ของพรรคในภาคอีสานและภาคเหนือทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นรัฐบาลและมีอำนาจรัฐในมือจะสูญเสียที่นั่งในภาคอีสานและภาคเหนือจนหมด ประการสำคัญความรู้สึกของประชาชนทั้งสองภาคจะโหยหาระบอบทักษิณมากขึ้นกว่าเดิม และเอาเข้าจริง ๆ การเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนครและศรีสะเกษจึงกลายเป็นการแข่งกันเองของกลุ่มคนรักทักษิณ ไม่ใช่การแข่งขันกันจริงอย่างที่คิด เพราะเครือข่ายหัวคะแนนเป็นกลุ่มคนในเครือข่ายเดียวกัน บางพื้นที่เอาข้าวของไปแจกชาวบ้านยังเป็นลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยขอแบ่งปันคะแนนกันเป็นเหมือนจัดฉากเลือกตั้งเท่านั้นเอง
"ผลการเลือกตั้งทั้งสองจังหวัดจึงไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความนิยมต่อตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะผู้สมัครพรรคคู่แข่งของพรรคเพื่อไทยไม่ได้หาเสียงโดยชูความล้มเหลวและพฤติกรรมการคอรัปชั่นของระบอบทักษิณและการทำงานของพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด ที่สำคัญคนที่ไม่เอาระบอบทักษิณในพื้นที่เลือกตั้งไม่รู้จะลงคะแนนให้ผู้สมัครพรรคใด เพราะผู้สมัครทั้งหมดเป็นกลุ่มคนในเครือข่ายระบอบทักษิณพูดง่ายๆ ผู้สมัครต่างก็หาเสียงทำนองแข่งกันรักทักษิณทั้งนั้น"
นายสุริยะใส กล่าวว่า หากพรรคเพื่อไทยจะฉวยโอกาสใช้ผลการเลือกตั้งสองจังหวัดรุกคืบด้วยการกดดันก้าวล่วงพระราชอำนาจให้มีการพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทยอาจตกม้าตายเอาง่ายๆ เพราะเป็นการประเมินงานมวลชนแบบเข้าข้างตัวเองมากเกินไป และอาจถึงขั้นถูกยุบพรรครอบที่สาม เพราะเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายล้มล้างรัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายของประเทศ ทั้งที่รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่เคยมารับผิดหรือรับโทษแต่อย่างใด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้มีจุดหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ วันนี้พรรคเพื่อไทยจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เพราะคนของพรรคคทั้ง สส.และ กรรมการบริหารพรรค เป็นแกนนำม็อบ นปช.
"ปธ.วุฒิ"หวังกกต.ทบทวนมติให้16ส.ว.พ้นสภาพเหตุถือหุ้นฯ
นายประสพสุข กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือจากกกต.ที่มีมติวินิจฉัยให้ 16 ส.ว.ขาดสมาชิกภาพจากการถือหุ้นสัปทาน เนื่องจากกกต.ต้องใช้เวลาในการเขียนคำวินิจฉัย ซึ่งการมีมติที่ผ่านมาเป็นปากเปล่า จากนี้ไปหากมีข้อมูลใหม่เชื่อว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือทบทวนมติใหม่ก็ได้ โดยขณะนี้กกต.กำลังพิจารณาการถือครองหุ้นของส.ส. ซึ่งหากมีข้อมูลใหม่ที่ถือหุ้นมาก่อนว่าไม่ผิดก็อาจจะเปลี่ยนมติของ 16 ส.ว.ได้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในกรณีส.ว.ได้มีส.ว.บางคนบอกกับตนว่ากกต.ไม่เคยเชิญไปชี้แจง ซึ่งบางคนถือหุ้นเพียง 400 บาทแล้วโดนให้พ้นสภาพก็น่าเห็นใจ บางคนถือหุ้นโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่รู้ว่าขัดรัฐธรรมนูญก็แจ้งกับป.ป.ช.โดยไม่รู้กลายเป็นดาบเล่นงานตัวเอง บางหุ้นกกต.ก็ไม่รู้ว่าถือหุ้นไหนขัดรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่าเป็นข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นข้อบกพร่อง แต่เป็นการเขียนไม่ชัดเจน กกต.อาจจะตีตามบทของกฎหมาย อย่างไรก็ตามในกรณีนี้กกต.ควรจะศึกษา และประกาศว่ามีบัญชีรายชื่อบริษัทที่ต้องห้ามไม่ให้นักการเมืองเข้าไปถือหุ้น ไม่เช่นนั้นจะขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากนักการเมืองรู้ก็คงไม่มีใครไปถือหุ้น ทั้งนี้ต้องยอมรับว่ามีส.ว.หลายคนกังวล บางคนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่เกิดกับใครก็ไม่รู้ แต่



