ข่าว

ปรองดองแบบ'ขอนแก่นโมเดล'

ปรองดองแบบ'ขอนแก่นโมเดล'

05 ก.ค. 2557

ปรองดองแบบ'ขอนแก่นโมเดล' : สุมาลี สุวรรณกรรายงาน

                ชื่อต่างๆ ที่ลงท้ายด้วยคำว่า "โมเดล" ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการจัดการแก้ปัญหา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและเป็นต้นแบบให้ที่อื่นๆ นำไปใช้ แต่สำหรับ "ขอนแก่นโมเดล" กลับกลายเป็นชื่อที่สร้างความหวาดผวาให้แก่ผู้ได้ยิน โดยเฉพาะคนขอนแก่นเอง อันเนื่องมาจากเห็นการณ์เผาศาลากลางและสถานที่สำคัญๆ อีกหลายแห่งใน จ.ขอนแก่น เมื่อปี 2553 กับเหตุการณ์ปี 2557 ที่มีกลุ่มหัวรุนแรงเตรียมจะก่อเหตุวินาศกรรม เผาทำลายสถานที่สำคัญ ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สอบสวนและสรุปเอาไว้ จึงกลายเป็น "โมเดล" ความรุนแรงที่คนในเมืองนี้ไม่อยากได้ยิน

                เพราะความรุนแรงนี้เอง ทำให้เมืองขอนแก่นถูกจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ได้รับเลือกก็เป็นพรรคเพื่อไทยยกจังหวัด ทำให้ คสช. และหน่วยงานทหารในพื้นที่อาจลำบากใจในการจัดการปัญหา และการเข้ามายึดอำนาจ เพราะรู้ๆกันอยู่ว่า ข้าราชการในพื้นที่ทุกกรม กอง หรือแม้แต่ทหารเองก็มีใจสีแดงเกินครึ่ง

                อย่างไรก็ตาม เมื่อ คสช.ประกาศเข้ามาบริหารจัดการประเทศแล้ว เมืองขอนแก่นแห่งนี้ ก็คงต้องปฏิบัติตามคำสั่ง โดยเฉพาะนโยบายปรองดองของกองทัพภาคที่ 2 ที่มี พล.ต.ไชยพร รัตแพทย์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 หัวหน้าศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ กอ.รมน.ภาค 2 ควบคุมดูแลก็จะต้องดำเนินการไปตามครรลอง โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา เวทีปรองดองที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดก็ได้เกิดขึ้น ท่ามกลางการจับจ้องว่า คนเสื้อแดง เสื้อเหลือง และเสื้อหลากสี จะมาร่วมเวทีสักกี่มากน้อย

                งานในวันนั้นจัดกันที่วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผู้จัดคือ มณฑลทหารบกที่ 23 ซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.กาฬสินธุ์ และ จ.มหาสารคาม ได้เชิญทุกภาคส่วน โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา ภาคการเมือง และภาคประชาสังคม ซึ่งมีคนมาร่วมงานมากถึง 300 คน และมีนักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่น พร้อมทั้ง ส.ส.เมืองขอนแก่น มาร่วมงานอย่างคับคั่งเกือบจะครบถ้วน โดย พล.ต.ไชยพร เดินทางมาเป็นประธานในการประชุมด้วยตนเอง และมีองค์กรร่วมจัดอย่าง สถาบันสันติศึกษา เป็นตัวกลางในการดำเนินการเวทีเสวนาภาคบ่าย และจะนำข้อเสนอข้อมูลที่ได้ สรุปผลก่อนจะเสนอต่อกองทัพภาคที่ 2 ต่อไป

                พล.ต.ไชยพร บอกว่า ในการจัดเวทีเสวนาเพื่อนำไปสู่การปรองดองนั้น ได้กำหนดจัดขึ้นทั้ง 20 จังหวัด แต่ขอนแก่น ถือเป็นเวทีใหญ่เพราะเป็นจังหวัดสำคัญ โดยจะนำเอาทุกภาคส่วนมาพูดคุยหารือเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอในการปฏิรูปประเทศไทย โดยการสานเสวนาจะจัดขึ้นในทุกตำบลเพื่อให้ทุกกลุ่มหันหน้ามาคุยกัน โดยเฉพาะ 2 กลุ่มก้อนที่แบ่งฝ่ายกันก่อนหน้านี้ ให้หยุดคิดหยุดเคลื่อนไหวและหันหน้ามาหากัน ตอนนี้ไม่มีรัฐมนตรี ไม่มีนักการเมือง มีแต่ปลัดกระทรวงทำหน้าที่บริหารงาน อนาคตอยากเห็นประเทศไทยก้าวเดินไปข้างหน้า

                "ตอนนี้สิ่งที่คนจับจ้อง คือ "ขอนแก่นโมเดล" เป็นโมเดลที่ไม่น่าอภิรมย์ ถ้าเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นจริงๆ ตามแผนที่เขาวางเอาไว้ จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมาก อีสานเราเคยมีโรคร้อยเอ็ดมาแล้ว เป็นโรคที่ติดตาในการเลือกตั้งทุกระดับชั้น ตอนนี้เราก็มีขอนแก่นโมเดลซ้ำอีก เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันป้องกันและแก้ไข อย่าให้ความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเรา ตอนนี้กำลังมีการขยายผลเพื่อจับกุมขบวนการที่จะมาก่อความรุนแรงนี้ให้หมด" พล.ต.ไชยพร บอก

                สำหรับเวทีเสวนาระดมสมองนั้น ในภาคบ่ายมีการแบ่งกลุ่มกัน 5 กลุ่มใหญ่ๆ เพื่อหารือกันใน 10 ข้อใหญ่ๆ คือ การปฏิรูปการเมือง, การสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้บริหารประเทศ คือนักการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชน, การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ปฏิรูปการบริการราชการแผ่นดิน การกระจายอำนาจ ความซ้ำซ้อนในการทำงานของภาครัฐ, ปฏิรูปการทุจริตคอร์รัปชั่น, ปฏิรูปการศึกษา, ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ, ปฏิรูปด้านข้อมูลข่าวสาร, ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม, การจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ และการปฏิรูประบบพลังงาน

                ผลสรุปของของการหารือน่าสนใจยิ่งนัก เริ่มต้นจากข้อเสนอของ ภาคธุรกิจ ที่มองว่า ควรจะมีการสร้างจริยธรรมของผู้บริหาร เพราะประเทศไทยยังมีปัญหาเพราะระบบยุติธรรม จริยธรรม มีหลายมาตรฐานในการเลือกปฏิบัติของคนในชาติ และที่ผ่านมาผู้บริหารบ้านเมืองได้ปล่อยเวลามานานเนิ่นนานเกินไป รวมไปถึงการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนนั้นความเป็นจริงในสังคมขณะนี้แต่ละคนถือข้อมูลไม่เท่ากัน เลยเกิดการโต้เถียงกัน ประกอบกับขาดคนดูแลข้อมูลที่เป็นจริงและน่าเชื่อถือได้

                การปรองดองควรจะเริ่มกันจากครอบครัว คนในครัวเรือนเดียวกันควรจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เห็นต่างแต่อยู่ร่วมกันได้ ในขณะที่การปฏิรูประบบราชการนั้น ควรจะมีการไต่สวนในกระบวนการศาลยุติธรรม อย่ามองเฉพาะข้อมูลที่เห็น หรือเอกสารที่มี ส่วนการแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยควรจะหันกลับไปมองเมื่อ 30 ปีก่อน หากอันไหนดีก็หยิบมาใช้ ไม่ถือเป็นความล้าหลัง เพราะทุกวันนี้ระบบการศึกษาวุ่นวายไปหมด ทำให้เด็กนักเรียน และผู้ปกครองเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า

                สำหรับประเด็นเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องหลักนั้น ขณะนี้เป็นระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ทุนใหญ่และทุนเล็กต่างกัน มีการปฏิบัติที่ต่างกัน คนท้องถิ่นขอพื้นที่ทำกินไม่ใช่ปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาหากินในประเทศไทย  อยากให้ คสช.ขอพื้นที่ทำกินให้ทุนขนาดเล็กได้ทำกิน และเปิดเป็นระบบเศรษฐกิจเสรีแต่เป็นธรรมเพื่อทุนไทยจะได้อยู่รอด
 
                ในขณะที่ กลุ่มการศึกษา นั้น ได้เสนอว่า การดำเนินการตามแผนปรองดองนั้น ควรจะเร่งทำให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนไม่ควรยืดเยื้อและทำควบคู่กับการปฏิรูป พร้อมกับมีโรดแม็พออกมาพร้อมๆ กัน ซึ่งกลุ่มการศึกษาได้คุยกันเรื่องโครงสร้างระดับชาติ ปัญหาการศึกษามาจากคนขาดคุณภาพ ปฏิรูปการศึกษาล้มลุกคลุกคลานมาตลอด น่าจะเปิดโอกาสให้การศึกษาอิสระจากการเมือง ไม่ต้องมีรัฐมนตรี แต่ใช้สภาการศึกษาดูแลและมีทุกระดับตั้งแต่ระดับประถม อาชีวศึกษา ระดับมัธยม และระดับอุดมศึกษา และในระดับพื้นที่ครูอยากให้ยกเลิกเขตพื้นที่การศึกษา เพราะการศึกษาในระดับนี้ใกล้ชิดกับสถานศึกษาและชุมชนมาก ควรจะจัดการใหม่ เพิ่มการศึกษาทางเลือก การศึกษาวิธีพุทธเข้ามา เพื่อเปิดโอกาาสให้มีความหลากหลาย

                ส่วนด้านคุณภาพการศึกษานั้น อยากได้วิชาหน้าที่พลเมืองและวิชาจริยธรรมกลับมา เพื่อสอนให้เด็กเป็นคนดีก่อนคนเก่ง พร้อมกับให้เด็กไทยมีจิตสาธารณะ และพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ครูควรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นพร้อมภาระงานที่ชัดเจน ไม่ใช่ให้ครูทำผลงานเพื่อประเมินวิทยฐานะ ทำให้ครูไม่มีเวลาสอนนักเรียนเต็มที่

                ส่วนด้านการเมืองนั้น กลุ่มการศึกษาเสนอว่า ควรจะปฏิรูปเรื่องคุณธรรม จริยธรรมนักการเมือง เพราะคนเหล่านี้ทำให้เกิดวิกฤติ เกิดปัญหาแก่บ้านเมืองตลอด พร้อมกับควรมีองค์กรอิสระตรวจสอบความรู้ความสามารถของนักการเมืองด้วย เหมือนกับการตรวจสอบทรัพย์สินของ ส.ส. และ ส.ว. และทำให้พรรคการเมืองเป็นของมหาชน ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่ในมือของกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

                ในขณะที่ข้อของ กลุ่มองค์กรภาครัฐ เสนอว่า ควรจะมีการตรวจสอบนักการเมืองอย่างใกล้ชิด และให้มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ไม่ให้นักการเมือง และพรรคการเมืองสร้างคะแนนนิยมจนทำให้ประชาชนต้องพึ่งพานักการเมืองมากเกินไป เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งจะสามารถสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ได้ทุกฝ่าย และที่สำคัญควรจะกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นได้ 35 เปอร์เซ็นต์ตามที่กำหนดเอาไว้อย่างแท้จริง และ ส.ส. ควรมาจากสหวิชาชีพ มีคุณสมบัติเหมาะสม ส.ส.สามารถสมัครอิสระได้ไม่ต้องมาจากพรรคการเมือง และให้มีวาระเพียง 2 ปี ไม่มีการสืบทอดทางครอบครัว ที่สำคัญที่สุดให้ยกเลิกระบบปาร์ตี้ลิสต์

                ส่วน กลุ่มนักการเมือง เอง ที่ได้เสนอโดย ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ อดีต ส.ส.เมืองขอนแก่น และอดีตรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นพี่ใหญ่ในพื้นที่ ได้เป็นตัวแทนกลุ่มเสนอว่า ความขัดแย้งทั้งหมดเกิดจากผลประโยชน์ เริ่มจากพรรคการเมือง ซึ่งนักการเมืองพร้อมจะทำตามกติกาที่ประชาชนวางเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนด และพร้อมจะถูกตรวจสอบจากภาคประชาชน และที่ผ่านมาทุกคนมองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เกิดจากภาคการเมือง ต้องแก้ที่การเมือง แต่การแก้ต้องมีกติกา หากทุกอย่างพร้อมนักการเมืองก็พร้อมจะเล่นเกมใหม่ และจะออกมาเล่นการเมืองอีกครั้ง

                นี่คือบางส่วนของข้อสรุปเวทีปรองดองที่เกิดขึ้นในเมืองขอนแก่น และหากข้อสรุปต่างๆ นี้ ถูกนำเสนอขึ้นไปถึง คสช.ก็จะกลายเป็น "ขอนแก่นโมเดล" โมเดลที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และนำไปสู่การปรองดอง พร้อมการร่างกติกาใหม่ในการจัดระเบียบบ้านเมือง และถือเป็นโมเดลที่น่าสนใจ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะไม่ใช่ ขอนแก่นโมเดล ซึ่งเป็นโมเดลแห่งความชั่วร้ายดังเช่นที่ผ่านมา

..................................

(หมายเหตุ : ปรองดองแบบ'ขอนแก่นโมเดล'  :  สุมาลี สุวรรณกรรายงาน)