
ชายแก่ (บ้า) ริมคลอง ผู้ก่อตั้งตลาดน้ำคลองลัดมะยม
06 ก.ค. 2557
คุยนอกกรอบ : ชายแก่ (บ้า) ริมคลอง ผู้ก่อตั้งตลาดน้ำคลองลัดมะยม : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์
รู้สึกทึ่งเสมอ เวลาได้ยินคนบอกว่าลาออกจากงานประจำ เพื่อทำตามความฝัน ด้วยรู้ดีว่าต้องอาศัยความกล้าไม่น้อย เพราะต้องเดินออกจากความมั่นคงทางการเงิน สู่ความไม่แน่นอน
แต่ ชวน ชูจันทร์ ผู้บุกเบิกก่อตั้ง และผู้จัดการตลาดน้ำคลองลัดมะยม กลับเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เขาบอกว่า เกิดในครอบครัวชาวนา พ่อแม่เป็นเกษตรกร ส่วนตัวเรียนจบตรีปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ ปริญญาโทรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยทำงานการเมืองกับพรรคพลังธรรม ปี 2540 ออกจากงานประจำมาทำสวนที่บ้านเกิดแถบตลิ่งชัน ขณะอายุ 40 ปีเศษ
“พอทำงานกินเงินเดือนสักพัก มีความรู้สึกว่าไม่ค่อยมีงานอะไรเท่าไหร่ วันๆ นั่งเซ็นหนังสือ 2-3 แผ่น แล้วก็ได้เงินเดือน ทั้งๆ ที่เรามีอะไรในสมองอยากทำเยอะแยะ เมื่อเป็นลูกจ้างก็ทำอะไรไม่ได้มาก ต้องนั่งอยู่กับโต๊ะ มันอึดอัด พอถึงจุดหนึ่ง..เอ๊ะ เงินทองก็พอใช้แล้ว เดิมที่เคยต้องดูแลน้อง น้องๆ ก็จบการศึกษาแล้ว คิดว่าน่าจะทำอะไรที่อยากทำ ชีวิตก็อยู่กับเกษตรตลอด...”
ขณะนั้นครอบครัวมีที่ดิน 2 ไร่ และเช่าทำอีก 10 ไร่ เป็นสวนมะพร้าว ซึ่งพี่สาวดูแลอยู่ ครั้นพี่สาวเสียชีวิต จึงหันมาทำสวนผสมผสานเป็นสถานที่เรียนรู้ของเกษตรกร เมื่อแรกทำสวน เขาตั้งชื่อสวนว่า “เจียมตน” เพื่อเตือนตัวเองให้รู้จักพอเพียง ฝึกความอดทน ความขยัน ต่อมาคิดทำตลาดสำหรับขายผลิตภัณฑ์ในชุมชน เป้าหมายคือ ไม่ส่งพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรต้องรู้จักทำรู้จักขาย เมื่อก่อนเกษตรกรผลิตอย่างเดียว หาตลาดไม่เป็น ขายไม่เป็น อาย ไม่กล้าแนะนำสินค้า เพราะฉะนั้น ปี 2546-2547 คิดทำตลาดน้ำเพราะบ้านอยู่ชายคลอง เกิดปัญหาในชุมชนท้องถิ่น คลองเริ่มเน่า
มีสองทางเลือก คือ หนึ่ง ช่างมัน คลองไหนๆ ในกรุงเทพฯ มันก็เน่า สอง คิดว่าควรทำอะไรสักอย่าง หากทำตลาดน้ำ น่าจะทำให้คนหันมาใช้คลองอีกครั้งหนึ่ง เพราะกรุงเทพฯ ตัดถนนมากขึ้นคนก็เลิกใช้คลองกลายเป็นที่รับขยะอย่างเดียว การทำตลาดน้ำจะเป็นอุบายให้คนใช้น้ำในคลองได้ใหม่ ใช้เงิน-ที่ดินส่วนตัวริมคลอง ไม่ปรึกษาใคร เพราะไม่ได้ขอเงินใคร
“ถึงแม้เราจะประชุมก็คงไม่มีใครเห็นด้วยหรอก ใช้เงิน ใช้ที่ของเรา คนอื่นไม่เดือดร้อนอะไร เขาไม่เห็นด้วยก็อยู่เฉยๆ เนื่องจากมีถนนผ่านอยู่แล้ว เป็นถนนในซอยเล็กๆ เราก็นำป้ายผ้าไปติดไว้ชายถนน แจกใบปลิวว่าจะทำตลาดน้ำ บอกวงศาคณาญาติใกล้ๆ ที่รู้จักกันว่า คุณมาขายขนมครก ขนมจีน ขายผักได้นะ เราจะเปิดตลาด พวกนั้นเขาก็ลองดู เพราะไม่เสียอะไร เราไม่ได้ตั้งหลักว่าต้องจ่ายผมเท่านั้นเท่านี้ ผมลงทุนอาจจะเป็นแสน ถ้าขายได้ก็ให้ ไม่ได้ก็ไม่ต้องให้"
“ถมดินให้รถจอดใช้เงินเป็นแสนอยู่แล้ว แต่ผมไม่ได้กู้เงินใคร เป็นเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้...ที่ดินของเราไม่ต้องเช่า เพียงแต่ทำอะไรบังไว้ไม่ให้แดดร้อน ให้จอดรถได้แล้วก็เชิญมาขายของกัน ขายไม่ได้-ไม่ต้องให้ ขายได้-อยากให้เท่าไรก็ตามใจ ประเด็นนี้สำคัญถ้าเราเริ่มต้นใหญ่ว่าลงทุนไปเท่านี้ คุณต้องจ่ายค่าเช่าสองพันสามพันบาท จะไม่มีใครมาเลย สองสามปีผ่านไปเริ่มรู้แล้วว่าคนเริ่มชอบเริ่มมา จากที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็พอมองเห็นทาง”
ตอนแรกมี 10-20 ร้าน เวลามีรถยนต์มาจอดแม่ค้าก็เล็งกันแล้วว่าจะเดินไปร้านไหน เพราะว่าคนซื้อยังน้อย ยังไม่เป็นที่รู้จัก สิ่งหนึ่งที่คนกรุงเทพฯ ที่มาแล้วพูดเหมือนกันคือ ยังมีอย่างนี้อยู่ด้วยหรือ
“ภาษาเราคือ เป็นบ้านนอกในกรุงเทพฯ ก๋วยเตี๋ยวกินที่ไหนก็ได้ ความอร่อยต่างกันก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ที่นี่ไม่มีความวุ่นวาย คนยังพายเรือกันบ้าง อยู่ใต้ต้นไม้ เดินเข้าไปในสวนมีต้นไม้เต็มหมด คนก็เริ่มบอกต่อ ทีนี้พอรู้ว่าอยู่ได้ ชาวบ้านที่มีที่ดินอยู่ติดกับเรา เขาก็เริ่มขอทำกับเรา เงื่อนไขง่ายๆ คุยกันก่อนว่า ที่มันได้ตังค์ไม่เยอะ แต่มีปัญหาเยอะ ผมบอกอย่างนี้เลย ถ้าทำคุณต้องลงทุนเอง..."
“ห้ามขายบุหรี่เหล้าเบียร์เด็ดขาด คุณจัดการเอง จัดเก็บรายได้เอง ผมเก็บประมาณนี้ คุณก็อย่าเก็บสูงกว่านี้นะ จากผมนับหนึ่งก็มีสองสามสี่ห้า”
ชาวบ้านที่ลงทุนทำเพราะคิดว่าที่ดินก็ยังอยู่ รายได้ก็มีเข้ามาเรื่อยๆ หากทำสวน รอขายอย่างเดียว ปีหนึ่งไม่ได้กี่บาท แต่พอมีตลาด รายได้เริ่มมีมากขึ้น ของที่ปลูกก็ขายได้ดีขึ้น ที่ดินเดิมทำสวนมะลิก็ไม่ทำ ให้แม่ค้ามาขายของบ้าง เป็นที่จอดรถบ้าง ทำให้เห็นเงินหลักแสนได้ไม่ยาก
ตลาดมีพื้นที่ประมาณ 20-30 ไร่ รวมที่จอดรถ ใครไม่ทำตลาดก็ทำที่จอดรถ รายได้อาทิตย์ละเป็นหมื่น และก็มีเครือข่ายสวนกล้วยไม้ มีกิจกรรมให้นั่งเรือไปเที่ยวตลาดน้ำวัดสะพาน 20-30 นาที เดินเที่ยว ซื้อของ หรือกลุ่มโฮมสเตย์ก็มีเรือให้นั่งไปชมสวน ไปซื้อขนมกินที่บ้านเขา จะพักก็ได้ เป็นเน็ตเวิร์ก ตอนนี้มีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องพลังงาน เรื่องปุ๋ย เรื่องขยะ เรื่องการเงินชุมชน เรามีการตั้งธนาคารชุมชน คือตอนนี้มันกลายเป็นชุมชนจัดการตนเอง ตลาดเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้น ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ตลาด ตลาดเป็นแค่เครื่องมือให้คนมารวมกัน หลังจากมารวมกันคงไม่ใช่ว่าเราจะขายกะปิน้ำปลาไปตลอดชีวิต แต่มีภารกิจของมันในชุมชนด้วย
“สิ่งแวดล้อมนี่ต้องดูแลเต็มๆ ในคลองจะเก็บขยะกันยังไง วันไหนเก็บ วันไหนไม่เก็บ คนตลาดไม่มีปัญหา แต่จะมีบางส่วนที่คนยังไม่เข้าใจนัก และยังละเลยอยู่...เรื่องเหล่านี้ชุมชนต้องทำ จากที่ผมพายเรือเก็บขยะคนเดียวในตลาด คนก็ว่าชายแก่บ้าริมคลอง เราก็ทนไป มันมีคำถามว่า เราไม่เก็บใครจะเก็บ ตลาดจะอยู่กับน้ำเน่าไม่ได้ ถ้าผมเก็บโดยไม่มีตลาดเขาว่าบ้าแน่ แต่นี่ผมเก็บเพราะมีตลาด พายเรือเก็บคนเดียวเอากะละมังใส่เรือ หยิบใส่ๆ ตอนนี้มีชาวบ้านมาช่วยแล้ว เมื่อมีทุนก็ให้บอกว่างานนี้มีงบนะ
ตอนนี้ผมเก็บเงินจากคนที่มาทำตลาดกับเรารายละพันบาทต่อเดือน เพื่อเอามาทำตรงนี้ ซื้อน้ำมัน ให้ค่าแรง ไทยไม่เก็บ จ้างพม่าเก็บมั่ง คือมันเป็นลักษณะว่าเป็นการทำที่ต่อเนื่อง ทุกคนเห็นว่า ถ้าเราไม่ร่วมมือกัน ไม่ช่วยกัน ไม่เสียสละ ตลาดไม่มีทางเกิด ทุกคนที่ทำกับผมเขารู้เขาดูอยู่ ก่อนที่จะมาร่วมกับผมว่า ผมทำเพื่ออะไร ทำเพื่อใคร ทำเพราะอยากรวยหรือเปล่า
“มีคนถามว่า คุณชวนมันเป็นแบรนด์ของคุณ ทำไมไม่คิดค่าใช้จ่ายจากเขาบ้าง บางคนมีรายได้เดือนหนึ่งเป็นแสนนะครับ เจ้าของที่ดินเขาเก็บค่าเช่าจากแม่ค้าเอง ทุกคนก็อยากที่จะมาทำ ลึกๆ เลยผมดูแล้วคนกรุงเทพฯ ที่ไปซื้อที่ไว้หลายสิบปีที่นั่น เขาอยากมีเพื่อน คุณอาจจะมีเงิน 50-60 ล้านนะ แต่พอคุณขับรถเข้าบ้าน คุณก็เข้าห้องนอน แต่มาอยู่กับผมนี่ มาจอดรถในที่ผม เดินไปไหนก็ได้ ไม่มีใครว่าห้ามจอด ไม่มีรั้ว เดินเข้าตลาดคนเห็นก็ยกมือไหว้กัน คุณพี่คะ คุณพี่ครับ ผมยังเคยถามเขาเลยว่า ทำไมไม่ขายที่ซะล่ะ เขาบอกว่าที่อื่นยังมีขายเยอะแยะอยู่แล้ว ตรงนี้อยากทำตลาดด้วย"
ผ่านมา 10 ปีก็เห็นอะไรหลายอย่าง นอกจากเป็นที่ดูงาน เป็นที่เรียนรู้ของหลายชุมชน โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการทำตลาด ความเป็นชุมชน
“ผมบอกทุกคนที่มาดูงานว่า ในชุมชนทุกชุมชนควรมีตลาดของตัวเอง เริ่มเล็กๆ ก่อน ตลาดเหมือนโชห่วย คุณมีข้าวต้มมัด มีใบบัวบก 3-4 กำ คุณมาวางได้ ผมถามคุณไปวางคอนวีเนียนสโตร์ได้มั้ย เขาไม่ให้วางหรอก หรือถ้าให้วางกำไรอยู่ที่ใครล่ะ ฉะนั้นทุกพื้นที่ควรจะมีตลาดอย่างนี้ เริ่มจากเล็กๆ ก่อน ยังไม่ขายก็แลกเปลี่ยนกัน สมัยก่อนผมก็อย่างนี้แหละ พรุ่งนี้ผมใช้ผักบุ้ง ผักบุ้งขายเหลือนะ มะพร้าวพรุ่งนี้ผมใช้ ผมก็เอาไว้ เช้าๆ คุณขายกันก่อน ตกเย็นขายไม่ได้แล้วมาดูของใครที่จะใช้กันได้ อาจจะซื้อกันในราคาต้นทุน อยากให้เป็นตัวอย่างของการจัดการตนเองของชุมชน ภารกิจชุมชนมีมหาศาลที่ต้องทำ ไม่มีขอบเขตจำกัด”
ทำไมคนถูกใจกรุงเทพฯ เพราะคนเมืองโหยหาอดีต สินค้าชาวบ้านน่าสนใจ หรืออะไร? ผู้จัดการตลาดตอบว่า มี 2 อย่างประกอบกัน เป็นตลาดชานเมืองกรุงเทพฯ เดินทางง่าย นั่งรถครึ่งชั่วโมง 10 นาที 20 นาทีถึงแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง ไปที่นั่นอยู่ได้ทั้งวัน จะซื้ออะไรไปนั่งกิน จะหิ้วของจากบ้าน จากตลาดตรงไหน เดินไปเจอทำเลเหมาะๆ ที่ผมกับชาวบ้านร่วมกันทำไว้ นั่งกินนอนกินตรงนั้นได้ครึ่งค่อนวัน
ทำเลที่ว่านี้มีต้นไม้ให้ร่มเงา มีพื้นที่ให้ปูเสื่อนั่งเล่น มีลมพัดเย็นๆ มีหลังคาจาก มีที่นั่งชายคลอง ไม่มีเสียงรบกวน มีปลาอยู่ในคลองให้อาหารก็ได้เยอะแยะ ไม่มีคนไปรบกวน มีทั้งบึงบัว เราทำศาลาสายลมจอยให้คนได้พักผ่อนและเป็นที่ประชุม มันเป็นส่วนที่เราเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจได้ ชาวบ้านไม่ได้มาไล่
สรุปแล้วปัจจัยที่ประสบความสำเร็จคือ?
“เป็นชนบทใกล้กรุงเทพฯ คนไม่ค่อยได้ทำอาหารเองส่วนใหญ่ก็ซื้อกิน แล้วถ้าไปเจออย่างนี้เข้า อาหารไม่แพงนัก อัธยาศัยไมตรีของแม่ค้าของชาวบ้าน มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ นั่งเรือเล่นก็ได้ จูงลูกจูงหลานไปเดินเล่น ชมปลา เอามือเล่นแกว่งน้ำในคลอง ถ้ามีบรรยากาศแบบนี้แล้วไม่ช่วยกันรักษาไว้ ต่อไปคุณต้องขับรถไปถึงเมืองกาญจน์ ราชบุรี สุพรรณ ซึ่งไกลกว่าเยอะ
หากให้ประเมินถึงเหตุผลที่ตลาดเติบโตมาได้ขนาดนี้ ชวนตอบว่า ใช้หลักความเสียสละ มีคุณธรรมจริยธรรม ทำอะไรต้องนึกถึงสาธารณประโยชน์ มีจิตสาธารณะ
ตอนที่เริ่มทำคิดว่าจะโตมาถึงขนาดนี้หรือไม่ คำตอบคือ “ไม่ๆ ประเด็นเดียว คืออยากดูแลคลอง เรารักคลองเท่านั้นเอง”
สำหรับรายได้หลักของผู้จัดการตลาดน้ำ มาจากแม่บ้านที่ขายข้าวแกงในตลาด
“งานผมจะเป็นงานสาธารณะส่วนใหญ่ มีญาติกับแม่บ้านหาเงินให้ใช้ ส่วนที่เก็บค่าเช่านำมาใช้ทำความสะอาดคลอง” และว่า
“กำไร” ของเขาคือวิถีชีวิตของชาวบ้าน ชีวิตของแม่น้ำลำคลอง สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส มีรายได้แน่นอน ปลูกผักบุ้ง ปลูกข่าตะไคร้ก็ขายได้ ทำอะไรในชุมชนขายได้ ได้ทำงานร่วมกัน มาพบมาเจอกัน สัปดาห์ละครั้ง"
ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ตั้งอยู่ริมคลองลัดมะยมด้านติดถนนบางระมาด เขตตลิ่งชัน เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ และหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น.
(ขอบคุณภาพตลาดน้ำคลองลัดมะยมจาก (http://www.bing.com/images/search)
--------------------------
(คุยนอกกรอบ : ชายแก่ (บ้า) ริมคลอง ผู้ก่อตั้งตลาดน้ำคลองลัดมะยม : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์)



