
ญี่ปุ่นบนจุดเปลี่ยนทางทหาร
06 ก.ค. 2557
เปิดโลกวันอาทิตย์ : ญี่ปุ่นบนจุดเปลี่ยนทางทหาร
ว่ากันว่า หากไม่ใช่เรื่องใหญ่เป็นตายจริงๆ ชาวอาทิตย์อุทัยจะไม่ออกมาอยู่บนท้องถนนเรือนพันเรือนหมื่นให้วุ่นวายผิดวิสัย แต่เมื่อวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน เห็นชาวญี่ปุ่นหลักหมื่นตามการประเมินของผู้จัดชุมนุม แต่ลดลงเหลือหลายพันตามการประเมินของตำรวจ ออกมารวมตัวประท้วงที่หน้าบ้านนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ในกรุงโตเกียว เพื่อคัดค้านการผลักดันให้กองกำลังป้องกันตนเอง (เอสดีเอฟ) เข้าไปมีส่วนร่วมในการปกป้องพันธมิตร ที่อนุมานได้ว่า นั่นคือการปกป้องตัวเองทางหนึ่ง แม้ญี่ปุ่นจะไม่ได้ถูกโจมตีโดยตรงก็ตาม
กระแสความเห็นแตกแยกและคัดค้านในเรื่องนี้ ไม่ส่งผลให้รัฐบาลนายอาเบะหวั่นไหว ไม่ว่าผู้คนจะออกมาชุมนุมเป็นระยะ การทำจดหมายเปิดผนึกแสดงความไม่เห็นด้วยของกลุ่มนักวิชาการ ตลอดจนผลสำรวจความเห็นที่พบว่า คนไม่เห็นด้วยมีมากกว่าซึ่งถึงจะไม่มากไปกว่ากันอย่างเด็ดขาด แต่สัดส่วนของผู้ที่มองว่ารัฐบาลเร่งรีบเกินไป และไม่เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างสูง ตลอดจนการประท้วงด้วยวิธีการจนตรอกของชายวัยกลางคนในชุดสูท ราดน้ำมันจุดไฟเผาตัวเองที่นอกสถานีรถไฟชินจูกุของโตเกียวเมื่อวันอาทิตย์ สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก (แต่สถานีเอ็นเอชเค ไม่รายงานข่าวนี้)
คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นผ่านมติตีความใหม่มาตรา 9 แห่งรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ขยายบทบาทของเอสดีเอฟในการปกป้องตนเองร่วม (collective self-defense) นอกดินแดน โดยมี 3 เงื่อนไขในกว้างๆ คือ 1.เมื่อการโจมตีประเทศนั้นๆ เป็น "ภัยคุกคามชัดแจ้ง" ต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น หรือล้มล้างสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพและการแสวงหาความสุขตามรัฐธรรมนูญของพลเมืองญี่ปุ่น 2.ไม่มีหนทางอื่นใดที่จะป้องกันการโจมตีและปกป้องญี่ปุ่นกับพลเมือง 3.ใช้กำลังจำกัดเท่าที่จำเป็นขั้นต่ำ
การผ่านมติที่ถือเป็นการปรับนโยบายความมั่นคงครั้งใหญ่นับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ มีขึ้นหลังจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของนายอาเบะ เจรจาต่อรองพรรคร่วมรัฐบาล นิวโคเม ที่ยึดมั่นในหลักคิดใฝ่สันติอย่างเหนียวแน่นและคัดค้านสุดตัวในตอนแรก ได้สำเร็จ ขั้นตอนต่อไปคือ การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการขยายสิทธิในการป้องกันตนเองร่วมในขอบข่ายจำกัด เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาที่พรรคร่วมรัฐบาลคุมเสียงส่วนใหญ่ทั้งสองสภา
คาดว่าที่สุดแล้วนโยบายใหม่จะมีผลในทางปฏิบัติภายในปีนี้เป็นอย่างเร็ว เมื่อนั้นหลายฝ่ายก็หวังจะกระจ่างมากกว่านี้ว่า "ภัยคุกคามชัดแจ้ง" ที่จะเป็นเงื่อนไขให้ญี่ปุ่น ประเทศที่ใช้งบทหารสูงติดอันดับ 5-8 ของโลก แต่นักวิเคราะห์ระบุว่า ความทันสมัยของกองทัพอาจเป็นรองแค่สหรัฐกับจีน ส่งลูกหลานซามูไรออกไปใช้กำลังนอกประเทศ คืออะไรบ้าง
เศรษฐกิจกับการดำรงอยู่
การเปิดช่องให้รัฐบาลตีความอะไรคือภัยคุกคามชัดเจน ให้ญี่ปุ่นงัดสิทธิป้องกันตนเองร่วมขึ้นมาใช้ได้ เป็นเรื่องที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง
ตัวอย่างหนึ่งที่ยกมา อาทิ หากเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเข้าใส่ทหารอเมริกันบนเกาะกวม ทหารญี่ปุ่นจะสามารถยิงขีปนาวุธในช่วงที่ข้ามผ่านญี่ปุ่นได้ จากปัจจุบันที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำได้ นอกเหนือจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย
อย่างปฏิบัติการกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซของนานาชาติ ที่นายกรัฐมนตรีอาเบะเคยแสดงท่าทีว่าต้องการให้ญี่ปุ่นมีส่วนร่วม เพราะเป็นเส้นทางเดินเรือบรรทุกน้ำมันส่งให้ญี่ปุ่นร้อยละ 80 แต่พรรคนิวโคเมแย้งว่า ปฏิบัติการที่นั่นไกลจากญี่ปุ่นมาก ไม่ง่ายนักที่จะมีเหตุผลรองรับว่าเป็นการปกป้องประเทศอย่าง "อันตรายชัดเจน" อย่างไร
เจ้าหน้าที่อาวุโสในรัฐบาลเคยเสนอว่า รัฐบาลอาจถือสิทธิป้องกันตนเองร่วมได้ หากช่องทางการเดินเรือของประเทศถูกคุกคาม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การขนส่งน้ำมัน ก๊าซ หรืออาหารที่มุ่งมายังญี่ปุ่นถูกคุกคาม
นายอาเบะ พูดในที่ประชุมสภาสูงเมื่อ 9 เมษายน ว่า น้ำมัน ก๊าซและอาหารจากต่างประเทศมีความสำคัญยิ่ง หากถูกตัดจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อการดำรงอยู่และสวัสดิภาพของญี่ปุ่น แต่เจแปนไทม์ส รายงานว่า นายมาซาฮิดกะ โคมูระ ประธานคณะทำงานนโยบายของพรรครัฐบาล ไม่ได้ตอบคำถามที่ว่า สถานการณ์ฉุกเฉินแบบใดที่หากเกิดในเส้นทางเดินเรือแล้วจะเข้าข่าย กล่าวเพียงว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ภาพสมมุติเหตุการณ์ล่วงหน้า ขึ้นอยู่กับว่าปริมาณน้ำมัน ก๊าซ อาหารมากแค่ไหนที่จะถูกตัด รัฐบาลจะใช้ดุลพินิจต่อเมื่อมีเหตุการณ์จริงเกิดขึ้นเท่านั้น
เพื่อนบ้านเปลี่ยนไป
ในแถลงการณ์มติ ครม. อ้างถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้ไม่มีประเทศใดที่คงรักษาสันติภาพไว้โดยลำพัง ความรับผิดชอบอย่างสำคัญที่สุดของรัฐบาลคือ การดำรงสันติภาพและสวัสดิภาพของญี่ปุ่น และสิ่งจำเป็นที่ต้องมีหากจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ก็คือ การเพิ่มมาตรการป้องปรามอย่างเข้มแข็ง
จากเหตุผลนี้ ไม่ต้องสงสัยว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์หลักที่ญี่ปุ่นอ้างถึงก็คือ การผงาดขึ้นมาของจีน จึงต้องไฟเขียวให้กองกำลังป้องกันตนเองมีอิสระกว่านี้ในการรักษาสันติภาพ เพื่อเป็นมาตรการป้องปรามหนึ่ง โดยที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนเต็มที่
แต่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวนี้ อาจบั่นทอนบรรยากาศความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือหรือไม่ โดยเฉพาะจีนที่ไม่ไว้ใจรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอาเบะเป็นทุนเดิม
หนังสือพิมพ์ฮันคยอเรห์ ในเกาหลีใต้ รายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ ญี่ปุ่นเตรียมพร้อมเผื่อเกิดปะทะกับจีนกรณีหมู่เกาะพิพาทเซงคากุ หรือเตี้ยวอี๋ ตาม โดยญี่ปุ่นส่งทหารชุดใหม่ไปยังเกาะพิพาทนานเซ และโยนากุนิ และหลังมติ ครม. ญี่ปุ่นยังมีแผนจะแก้ไขกฎหมายอนุญาตให้เอสดีเอฟสามารถส่งกองกำลังไปยังสถานการณ์ "สีเทา" ได้ง่ายขึ้น อาทิ หากมีชาวประมงต้องสงสัยขึ้นเกาะเซงคากุ ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่าอาจเป็นสถานการณ์สุ่มเสี่ยงและลุกลามได้
แม้รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่า นโยบายใหม่ไม่ได้หนีไปจากเดิมคือเพื่อป้องกันประเทศ ไม่ใช่เพื่อปกป้องประเทศอื่น ยังมั่นคงกับการเป็นประเทศรักสงบ มุ่งใช้วิถีการทูตแก้ไขความขัดแย้ง นายอาเบะรับประกันด้วยว่า ญี่ปุ่นจะไม่เข้าร่วมปฏิบัติการทหารของสหประชาชาติ อย่างสงครามอ่าว แต่คำพูดของอาเบะสวนทางกับข้อเสนอแนะของคณะทำงานของเขาเอง ที่ระบุในสมุดปกขาวเมื่อพฤษภาคม ว่า ญี่ปุ่นควรมีส่วนร่วมกับภารกิจลักษณะนี้ นอกจากนี้แล้ว การเปิดช่องให้มีการตีความเงื่อนไขในการใช้สิทธิป้องกันตนเองร่วม สร้างความไม่สบายใจให้เพื่อนบ้านจีนและเกาหลีใต้ ที่มองว่านี่เป็นสัญญาณการรื้อฟื้นลัทธิทหารนิยม
ความเป็นจริงในประเทศที่เปลี่ยนไป
ชาวญี่ปุ่นรู้มานานแล้วว่า นายอาเบะต้องการจะปลดล็อกมาตรา 9 และต้องการให้กองทัพมีบทบาทมากขึ้น กระนั้นชาวญี่ปุ่นส่วนมากก็ยังสนับสนุน เนื่องจากความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน ทำให้ยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่คะแนนนิยมดีกว่าผู้นำหลายๆ คนในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่แล้ว ค่อนข้างสนับสนุนความพยายามของนายกรัฐมนตรีที่จะขยายบทบาทกองทัพ เนื่องจากความทรงจำขมขื่นเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เลือนลางไปมาก และจำนวนมากก็รู้สึกไม่สบายใจกับแสนยานุภาพทางทหารของจีน
หากย้อนไปก่อนหน้าคริสต์ทศวรรษที่ 1990 การที่นักการเมืองจะเอ่ยปากพูดเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะทำให้ญี่ปุ่นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามอีก ถือเป็นข้อห้ามที่แทบละเมิดไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้นักการเมืองจำนวนมากพูดและโต้แย้งกันอย่างเปิดเผย ขณะที่พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยที่หนุนรัฐธรรมนูญฝักใฝ่รักสงบอย่างเหนียวแน่น จากที่เคยเป็นพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดก็กลายเป็นพรรคเล็กๆ มี ส.ส.เพียง 5 คนเท่านั้นในสภาล่าง
พล.ร.อ.โคอิชิ ฟูรูโช อดีตประธานเสนาธิการกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล ขานรับความคิดของนายอาเบะ โดยกล่าวว่า ญี่ปุ่นจะได้กลายเป็น "ประเทศปกติ" เหมือนกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติอื่นเสียที
ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวในโลกที่ติดปัญหาเทคนิคและกฎหมาย ไม่สามารถใช้สิทธิป้องกันตนเองร่วมตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้ พล.ร.อ.โคอิชิ ฟูรูโช ยังเห็นว่า ญี่ปุ่นควรเพิ่มการสนับสนุนภารกิจความมั่นคงระหว่างประเทศในด้านปกป้องการขนส่งทางทะเล เพราะสินค้าที่นำเข้า-ส่งออกจากญี่ปุ่นสูงเกือบพันล้านตัน หากการขนส่งสินค้าทางเรือเกิดสะดุดหยุดลง สาธารณูปโภคทั้งไฟฟ้า แก๊สและอาจจะรวมถึงน้ำด้วย ก็จะหยุดชะงัก การดำรงชีวิตปกติคงจะยากแล้วเมื่อถึงเวลานั้น
--------------------------
คนเก่าเล่าความ..สงครามคือนรก
สำหรับผู้รอดชีวิตแบบเฉียดตายในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ 69 ปีก่อน ยากจะเห็นด้วยกับจุดเปลี่ยนประเทศครั้งใหญ่
นายชิสุโอะ มิยาซากิ วัย 86 ปี อดีตทหารญี่ปุ่นที่ตกเป็นนักโทษในค่ายแรงงานไซบีเรีย กล่าวว่า สงครามคือสถานการณ์ที่คนถูกส่งไปฆ่าหรือถูกฆ่า
นายมิยาซากิ เป็นยุวชนอาสาพัฒนาแมนจูเรียและมองโกเลียเมื่ออายุ 15 ปี จากนั้นอาสาไปร่วมรบในแมนจูคุโอะ ในวัย 17 ปี
13 สิงหาคม 2488 สองวันก่อนสงครามปิดฉาก มิยาซากิอาสาไปทำภารกิจพลีชีพที่เมืองฮาร์บิน ในอดีตแมนจูเรีย เพราะรู้สึกหมดหนทาง ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้แล้ว วันถัดไปเขาขุดหลุมซุ่มโจมตีรถถังโซเวียต โดยอุ้มลังบรรจุระเบิดไว้เต็ม ตอนนั้นไม่มีคำว่ากลัวตายในสมอง ซึ่งอาจเป็นเพราะถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าเป็นเกียรติที่จะได้ตายเพื่อชาติ
วันที่ 15 สิงหาคม ตัดสินใจออกมาจากหลุมและได้ยินประกาศของสมเด็จพระจักรพรรดิประกาศยอมจำนนแล้ว หากสงครามสิ้นสุดหนึ่งวันหรืออีกครึ่งวันหลังจากนั้น คงตายไปแล้ว ถึงอย่างนั้นมิยาซากิถูกจับเข้าค่ายแรงงานในไซบีเรียอยู่นาน 4 ปี ทรมานกับความหนาวเย็น หิวโหยและทำงานหนัก เห็นเพื่อนทหารตายไปทีละคน
โตชิโอะ นาคาอิ อดีตทหารผ่านศึกอีกคน ที่สูญเสียแขนหนึ่งข้างในสมรภูมิอ่าวเลย์เต ในฟิลิปปินส์ กล่าวว่า คนธรรมดาๆ คือคนที่จะถูกส่งไปแนวหน้า เพื่อรักษาหน้าตาของผู้นำ การสร้างหลักประกันความสุขของประชาชน จะต้องเป็นหนทางอื่น
อดีตทหารผ่านศึกวัย 94 ปี เล่าว่า อาสาสมัครเป็นทหารเรือตอนอายุ 18 ปี และถูกส่งลงใต้ไปกับเรือรบ
ตุลาคม 2488 กองเรือสหรัฐที่มีกำลังเยอะกว่า ยิงจมเรือญี่ปุ่นเป็นทะเลเพลิงนอกชายฝั่งเกาะเลย์เต จากนั้นเครื่องบินสหรัฐระดมยิงใส่ทหารญี่ปุ่นที่ว่ายน้ำหลบหนีในทะเลที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน ซึ่งนาคาอิ กล่าวว่า มันคือนรก ต่อมา หลังได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับสงครามแปซิฟิก ก็ยิ่งรู้สึกว่าประเทศเล็กๆ อย่างญี่ปุ่น ไม่มีวันชนะสงคราม แต่ผู้นำในเวลานั้นลากคนธรรมดาเข้าสู่สงคราม
ทัตสึโอะ อิเคดะ วัย 85 อดีตนักบินกล้าตายกามิกาเซ่ ปัจจุบันเป็นจิตรกรสร้างสรรค์ภาพวาดต่อต้านสงคราม กล่าวว่า เมื่อคนเราคลั่งและเริ่มมุ่งไปในทางเดียวกันทั้งหมด ยากจะหยุดได้ ซึ่งมันน่ากลัวมาก ความโหดร้ายของสงครามและความทรมานในครั้งนั้น คนรุ่นใหม่ในวันนี้อาจคิดไม่ถึง
อิเคดะ เกิดในเมืองอิมาริ จ.ซากะ ถูกเกณฑ์ไปรับใช้ชาติในหน่วยพลีชีพ แต่โชคดีที่รอดความตายมาหวุดหวิด เพราะสงครามยุติเสียก่อน และเป็นวันเกิดอายุ 17 ปีพอดี
นายอิเคดะ เล่าว่า ถูกปลูกฝังให้เชื่อว่า เกียรติยศสูงสุดคือการอุทิศตนเพื่อสมเด็จพระจักรพรรดิ เมื่อเพื่อนสนิทเสียชีวิตจากเครื่องบินตกระหว่างฝึกซ้อม อิเคดะ ร่ำไห้ ไม่ใช่เพราะโศกเศร้า แต่เพราะเสียใจที่เพื่อนของเขาไม่มีโอกาสพิสูจน์คุณค่าตัวเองที่แท้จริงด้วยการสละชีพเพื่อชาติ
อดีตนักบินแห่งกองทัพญี่ปุ่น กล่าวว่า "การปฏิบัติภารกิจทางอากาศเป็นการชิงไหวชิงพริบ ไม่ฆ่าศัตรู คุณก็ถูกฆ่า ดังนั้น จึงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องโหดร้าย สงครามทำให้เรื่องผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้มีความเป็นไปได้ที่เอสดีเอฟอาจจะต้องออกไปถูกฆ่าอีกครั้ง ผมสงสัยว่า นักการเมืองและสังคมญี่ปุ่นพร้อมรับจริงหรือ"
--------------------------



