ข่าว

วันนี้ต้องดีกว่า'เมื่อวาน'

วันนี้ต้องดีกว่า'เมื่อวาน'

04 ก.ค. 2557

วันนี้ต้องดีกว่า'เมื่อวาน' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

                ความพยายามของ คสช. ในการแก้ปัญหาหลายๆ เรื่อง พร้อมกันในเวลานี้ ถือเป็นสิ่งท้าทายและอยู่ในความคาดหวังอย่างสูงยิ่งของประชาชนพลเมืองในทุกภาคส่วน แต่ความสำเร็จในการแก้ไขสิ่งที่มีความหมักหมมเป็นปัญหาสืบเนื่องมานานนับแรมปี จะต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติอย่างพร้อมเพรียงกันเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายของการแก้ปัญหาต่างๆ สำเร็จได้อย่างสัมฤทธิผลและมีประสิทธิภาพ

                เมื่อไม่นานมานี้มีผลสำรวจจากมูลนิธิ "คนไทยดอทคอม" ต่อลักษณะความเป็นคนไทย ได้ปรากฏผลชัดเจนในหลายเรื่องที่สะท้อนตัวตนความเป็นคนไทยทั้งที่เป็นข้อสนับสนุนและข้อน่ากังวลต่อการแก้ไขฟื้นฟูสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคต บนพื้นฐานความโอบอ้อมอารีให้อภัยให้กันและกันของคนไทยเป็นสิ่งที่ดีและมีคุณค่าเฉพาะตัวซึ่งมักไม่ปรากฏอยู่ในสังคมอื่นๆ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้แม้จะมีความขัดแย้งรุนแรงแต่คนไทยก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้ และสามารถผสมกลมกลืนทางความเชื่อวัฒนธรรมและยังไม่ร้าวลึกถึงขั้นเป็นปัญหาลุกลามบานปลายเหมือนในหลายสังคม ประการหนึ่งอาจเป็นเพราะการเข้ามาแก้ไขปัญหาของหลายๆ ฝ่าย เช่น คสช. และกลุ่มผู้มีความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมืองหลายๆ กลุ่มได้มีส่วนทำให้ปัญหาที่เหมือนจะหนักกลายเป็นเบาและสามารถก้าวผ่านความยากและอุปสรรคสำคัญที่ทดสอบกำลังใจคนไทยอยู่หลายครั้งในหลายเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ในที่สุดสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเกือบทุกครั้งไป

                แต่สิ่งที่ผลสำรวจระบุว่าเป็นปัญหาอยู่เรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามและคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก คือ การที่คนของเราส่วนใหญ่ยังขาดความริเริ่มมุ่งรอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐมากว่าให้ข้อคิดเห็นเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์หรือเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน เรียกว่า "โยนภาระทุกเรื่องให้กับผู้มีอำนาจตัดสินใจ" เกือบจะเป็นธรรมชาติของคนส่วนใหญ่ในสังคม

                พฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ทำให้สอดคล้องกับผลสำรวจที่ว่า คนไทยนับหน้าถือตากันที่เปลือกนอกและยังคงให้ความสำคัญกับ  งง"วัฒนธรรมเชิงอำนาจ" ที่ส่งผลให้คนไทยขาดความเป็นตัวของตัวเอง จึงถูกนักการเมืองหรือผู้ไม่หวังดีสามารถใช้กลอุบายชักนำให้หลงเชื่อหรือบางครั้งกลายเป็น "เหยื่อ หรือ เครื่องมือ" ของผู้ไม่หวังดีเหล่านั้น

                การได้เห็นความพยายามของ คสช. ในการเร่งรัดจัดระเบียบสังคม และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นมาเป็นเรื่องต้นๆ ทำให้น่ายินดีว่า คสช. เดินมาถูกทาง เพราะทุกผลสำรวจรวมทั้งผลสำรวจโดยมูลนิธิดังกล่าวก็ล้วนแต่สนับสนุนให้สังคมเกิดความตระหนักต่อปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงมาเป็นเรื่องแรกๆ ที่ทุกคนเกือบจะเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ปัญหาอื่นๆ ตามมาดังปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในสังคมไทยทุกวันนี้

                แต่เรื่องที่น่าห่วงจากนี้ไป คือ ภายหลังการถ่ายโอนอำนาจเข้าสู่กระบวนการปกติตามกรอบเวลาของ คสช. ซึ่ง "กฎเหล็ก" ต่างๆ อาจมีการผ่อนคลาย ทำให้เกิดความห่วงใยว่า สิ่งที่ผู้ไม่หวังดีและรอคอยเวลาดังกล่าวอาจรอจังหวะเวลาเพื่อฟื้นคืนชีพกลับมาสร้างปัญหาอีกครั้ง ดังเช่นการแก้ปัญหาที่ผ่านๆ มาของหลายรัฐบาล ที่พบกับสภาพปัญหาคล้ายๆ กัน

                จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องฝากให้ทาง คสช. อาจต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในช่วงของการส่งผ่านหรือ "รอยต่อ" ในระหว่างที่กฎเหล็กต่างๆ ยังมีผลบังคับใช้ ไปกระทั่งถึงวันที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ มากขึ้น จะต้องมิให้มีช่องว่างที่ทำให้กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เข้าแทรกแซงแนวทางการทำงานต่างๆ ได้ ทำให้มองว่า "กรอบเวลา" ที่ทาง คสช. กำหนดขึ้นแม้จะด้วยความกดดันจากด้านต่างๆ แต่สำคัญที่สุด คสช. จะต้องมั่นใจและแน่ใจให้ได้ว่า เมื่อ "ส่งไม้ต่อให้แล้ว" จะต้องช่วยกันประคับประคอง และต้องมีมาตรการเสริมด้านอื่นๆ สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรัดกุม ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพื่อให้ความมุ่งมั่นตั้งใจของ คสช. สามารถบรรลุเป้าหมายในการ "คืนความสุขอย่างสมบูรณ์ให้กับประชาชนทุกๆ คน" ได้ดังที่ต้องการ