
ผู้ว่าฯปทุมฯร่วมเผาศพหญิงจนป่วยไม่มีเงินรักษา
ผู้ว่าฯปทุมฯร่วมเผาศพหญิงจนป่วยไม่มีเงินรักษา ทีดีอาร์ไอแนะดึงภาษีจ่ายชดเชยคนจน
3ก.ค.2557 จากกรณีที่หญิงจนป่วยเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งบริเวณปริมณฑล แต่ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาจำนวน 26,311 บาท จนกระทั้ง "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" ดารานักสังคมสงเคราะห์ ได้เข้าไปช่วยเหลือ พร้อมกับแจ้งว่า "ตุ๊กกี้ชิงร้อย" ได้ร่วมช่วยเหลือด้วย" ทราบชื่อคือนางอมรรัตน อินทวัฒน์ และได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมาตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดเปรมประชา และมีกำหนดฌาปนกิจศพในวันที่ 3 ก.ค.นี้นั้น
"บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" ได้แจ้งว่า ขณะนี้ได้ประกอบพิธีฌาปนกิจศพนางอมรรัตน์เรียบร้อยแล้ว โดยมีนายพงศธร สัจจชลพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีเป็นประธานพร้อมกับมอบเงินช่วยเหลือสามีของนางอมรรัตน์ ส่วนการช่วยเหลือต่อไปนั้นตนและทางวัดจะซื้อรถเข็นให้สามีจะได้นำไปทำในสิ่งที่เขาต้องการคือเก็บของเก่าขายประทังชีวิต
ทีดีอาร์ไอแนะดึงภาษีจ่ายชดเชยคนจน
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวให้ความเห็นถึงการปฏิรูปภาษีว่ามี 2 วิธีที่สามารถดำเนินการได้คือ การปฏิรูปเพื่อหารายได้เพิ่ม กับการปฏิรูปเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งวิธีหลังนั้นจะทำให้ได้ผลมากสุด ควรนำระบบภาษีติดลบ หรือ Negative Income Tax มาใช้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักคือการจ่ายเงินออกไปสู่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย สามารถทำได้ง่าย เพราะให้คนที่มีรายได้น้อยแจ้งหรือยื่นแบบรายได้มายังกรมสรรพากรว่าในแต่ละเดือนมีรายได้เท่าไร หากต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดก็จะได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐ เหมือนที่ต่างประเทศทำกัน
"แนวทางดังกล่าวก็เหมือนการยื่นแบบภาษีปกติ แต่แทนที่ยื่นแล้วต้องเสียภาษี ก็จะได้เงินชดเชยมาแทน ซึ่งข้อดีของการใช้ระบบภาษีติดลบจะช่วยดึงทุกคนให้เข้าสู่ระบบภาษีได้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปคนที่เคยได้เงินชดเชยภาษีจากการมีรายได้ต่ำ หากในอนาคตมีรายได้ขึ้นอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ก็จะทำให้ระบบการจัดเก็บภาษีของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยที่ผ่านมาเราเสียเงินไปให้คนที่ไม่สมควรได้รับเยอะมาก เพราะโครงการประชานิยมในหลายๆ โครงการและคิดว่าหลายคนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่คนยากจนจริง" นายสมชัย กล่าวและว่าการจะทำเรื่องนี้ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย
ส่วนนิยามของคนที่จะได้รับเงินชดเชยจากการมีรายได้น้อย ก็อาจใช้นิยามเส้นความยากจนที่ทางสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำการศึกษาออกมาที่กำหนดว่าหากมีรายได้ต่ำกว่าเดือนละประมาณ 2,400 บาท ถือเป็นคนจน ซึ่งหากใช้เกณฑ์นี้ก็จะเป็นการจ่ายเงินให้คนที่มีรายได้ต่ำกว่าโดยตรง ประเมินคร่าวๆ น่าจะใช้เงินเพียง 2-3 หมื่นล้านบาท แต่หากจะให้ถึงขั้นมีเงินเหลือเพียงพอนำเงินไปใช้ด้านการศึกษาแก่ลูกหลานซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในอนาคต ก็อาจต้องยอมจ่ายสูงขึ้นกว่าเส้นความยากจนเงินที่ใช้ก็อาจเพิ่มขึ้เป็นปีละ 1-2 แสนล้านบาท
สำหรับการหาเงินเพื่อมาจ่ายชดเชยระบบอัตราภาษีติดลบนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ปรับอัตราภาษีเพียง 2-3 ตัว ก็ทำให้ภาครัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีจากการซื้อขายหุ้น เป็นต้น



