
ตัดสินแล้วคดีแรก!ต้านยึดอำนาจคุก2เดือน
ตัดสินแล้วคดีแรก!ต้านยึดอำนาจคุก2เดือน ปรับ6พันลดโทษรอลงอาญา-ปรับ3พัน ศปป.สรุป11แนวทางปฏิรูปเสนอคสช.เดือนนี้
3ก.ค.2557 ที่ศาลแขวงปทุมวัน ถ.พระราม 4 ศาลมีคำพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการศาลแขวง 6 (ปทุมวัน) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวีระยุทธ คงคณาธาร อายุ 49 ปี อาชีพรับจ้าง ที่ได้ร่วมชุมนุมประท้วงต่อต้านการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เป็นจำเลย ในความผิดฐาน กระทำผิด พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.) ฉบับที่ 7/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค.57 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ซึ่งห้ามมั่วสุมหรือชุมนุม ณ ที่ใด ๆ ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 23 พ.ค.57 มีผู้ชุมนุมรวมตัวประท้วง ต่อต้านการยึดอำนาจของ คสช. ที่บริเวณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน โดยเจ้าาหน้าที่ทหาร ควบคุมตัวจำเลยได้ ขณะรวมตัวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านการควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ของ คสช. ซึ่งต่อมาได้มีการส่งตัวแจ้งความดำเนินคดี
โดยคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ภายหลังมีการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 พ.ค.57 ศาลจึงมีคำสั่งให้สืบเสาะประวัติและพฤติการณ์จำเลยก่อนมีคำพิพากษา
ขณะที่ศาลพิเคราะห์คำฟ้อง ประกอบกับรับสารภาพ แล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลย เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ฯ มาตรา 8 และ 11 และประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 จึงพิพากษาให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณามีเหตุควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกเป็นเวลา 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท เมื่อพิจารณาการสืบเสาะประวัติจำเลยแล้ว โทษจำคุกเห็นควรให้รอการลงโทษเป็นเวลา 1 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขัง แทนค่าปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าวถือเป็นสำนวนแรก ที่ศาลได้มีคำพิพากษา ภายหลังเจ้าหน้าที่ทหารได้มีการจับกุมตัวผู้ฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. และได้มีการส่งตัวแจ้งความดำเนินต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้รวบรวมหลักฐานและยื่นฟ้องเป็นคดี โดยนายวีระยุทธ คงคณาธาร ถูกจับกุม พร้อมกับ นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารและสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และ จ.ส.อ.อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในส่วนของ จ.ส.อ.อภิชาติ พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องฝากขังไว้ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีฝ่าฝืนประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 ห้ามการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองใด และขัดคำสั่งเจ้าพนักงานที่ให้เลิกมั่วสุม , นำข้อมูลเข้าสู่ระบบความคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ราชอาณาจักร และหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กรณีที่มีโพสต์ข้อความ มีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน ฯ ในเฟสบุ๊กส่วนตัวเมื่อช่วงปี 2553
ศปป.สรุป11แนวทางปฏิรูปเสนอคสช.เดือนนี้
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยแนวทางตามขั้นตอนการรวบรวมและรายงานของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฏาคมนี้ เพื่อรายงานคสช.ผ่านสำนักงานคณะกรรมการปรองดองและการปฏิรูปว่า
ภายหลังจากศปป.กอ.รมน.ภาค และจังหวัด ได้ดำเนินกิจกรรมการปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปในรูปแบบต่างๆ มาระยะหนึ่งแล้ว
ข้อมูลที่ได้รับจะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มภาคประชาชน กลุ่มข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ กลุ่มภาคแกนนำทางการเมือง กลุ่มภาคธุรกิจเอกชน กลุ่มภาคประชาสังคมและอื่น ๆ โดยแต่ละกลุ่มจะสะท้อนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะอย่างอิสระ กำหนดเป็นแนวทางได้ 11 ประเด็น คือ 1.แนวทางการปฏิรูปทางการเมือง 2.แนวทางการสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้บริหารประเทศ 3.แนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 4.แนวทางการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน 5.แนวทางการปฏิรูปการทุจริตคอร์รัปชั่น 6.แนวทางการปฏิรูปการศึกษา 7.แนวทางการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ 8.ด้านข้อมูลข่าวสาร 9.ด้านความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม 10.การจัดสรรทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ และน้ำ 11.ด้านอื่นๆ เช่น ระ บบพลังงาน เป็นต้น ซึ่งแต่ละแนวทาง ศปป.จะรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับภาค โดยเป็นข้อมูลดิบ ไม่มีการสรุป ไม่มีการชี้ถูกชี้ผิด ส่งตรงต่อสำนักงานคณะกรรมการปรองดองและการปฏิรูปต่อไป
อดีตส.ว.ชี้ต้องปฏิรูปพรรค-นักการเมือง
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวภายในงานเปิดตัวหนังสือ “รัฐธรรมนูญกลางแปลง : แนวทางการปฏิรูปเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย” ที่จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า ช่วงวิพากษ์หนังสือว่า มองว่ารากเหง้าของความขัดแย้ง มาจากพรรคการเมืองและนักการเมือง รวมถึงการขาดการสื่อสารด้านการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่ถ่องแท้ให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ที่อำนาจจะอยู่กับประชาชนตลอดเวลา
นายสุรชัย กล่าวด้วยว่าตนมองว่ามีปัญหาใหญ่อยู่ในระบบสังคมไทย คือ เงินกับการเมือง ที่ส่งผลให้เกิด 2 ปัญหาใหญ่ ได้แก่ 1.การทุจริตคอร์รัปชั่น ในพรรคพวกของนักการเมือง และ 2. ระบบเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เพื่อหวังผลเข้าสู่ตำแหน่ง นอกจากนั้นยังพบว่าแม้สังคมไทยจะมีผู้ที่บังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่บุคคลดังกล่าวนั้นไม่ได้ทำหน้าที่และไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้นตนคาดหวังว่าสถาบันพระปกเกล้าจะมีรายละเอียดเพื่อสะท้อนสิ่งดังกล่าวเพื่อนไปสู่แนวทางแก้ไขด้วย
ส.พระปกเกล้า”เปิดตัวหนังสือรธน.กลางแปลง
ทั้งนี้ที่อาคารรำไพพรรณี พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือ รัฐธรรมนูญกลางแปลง: แนวทางปฏิรูปเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยเพื่อนำเสนอข้อมูลที่เป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 รวมถึงปัญหาด้านสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมสู่สาธารณะ เพื่อให้บุคคลที่มีบทบาทต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นำผลการศึกษาไปประกอบการพิจารณา ตัดสินใจยกร่างรัฐธรรมนูญ
เนื้อหาของหนังสือเรื่องดังกล่าว ได้แบ่งหมวดหมู่ออกเป็น 14 บท โดยมีสาระเชิงวิเคราะห์และข้อเสนอเพื่ออนาคตพร้อมเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ได้แก่ 1. สภาพปัญหาของสังคมไทยที่พบสภาพความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและการเข้าถึงทรัพยากร มีทางเลือกเพื่อนำไปสู่การพัฒนา อาทิ สร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชน, ทำให้ประชาชนมีรายได้ที่มั่นคง รวมถึงคนจนมีหลักประกันด้านสิทธิขั้นพื้นฐาน ลดช่องทางทางสังคม, สร้างอำนาจหรือพลังของประชาชนตามวิถีประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง ที่จะทำให้เกิดความรับผิดชอบต่อหน้าที่พลเมือง บ้านเมือง รวมถึงการแสวงหาทางออกเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา
2.การร่างรัฐธรรมนูญและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในกระบวนการยกร่างควรกำหนดกรอบหรือหลักการของรัฐธรรมนูญ โดยให้คู่ขัดแย้งที่เข้าร่วมเจรจาเป็นผู้กำหนดหลักการของรัฐธรรมนูญและสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการเคารพหลักการที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่างการร่างรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เมื่อ ค.ศ.1997 ประกอบ นอกจากนั้นแล้วการร่างรัฐธรรมนูญควรให้ประชาชนเข้ามามีสวนร่วมโดยตรง เช่น การลงประชามติ หรือมีส่วนร่วมทางอ้อม เช่น การทำประชาพิจารณ์
3. ระบบรัฐสภาและการปรับตัวของรัฐสภาไทย ที่ถือเป็นหัวใจของสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน แต่มีความบอบบางที่สุดและสามารถถูกล้มเลิกได้ด้วยการรัฐประหารหรือลัทธิเผด็จการ ทั้งนี้ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปรัฐสภาให้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การแยกบทบาทฝ่ายบริหาร ออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ผลสรุปนั้นทำให้ฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็งขณะที่โครงสร้างของรัฐสภามีความอ่อนแอ ทำให้มีการแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการส่งเสริมให้บทบาทของฝ่ายตุลาการ, องค์กรอิสระเข้ามาแต่กลับถูกวิจารณ์และเป็นข้อถกเถียงว่าองค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาทอย่างมากในทางการเมือง และเป็นส่วนทำลายโครงสร้างขอรัฐสภา
4. พรรคการเมือง พบความไม่เข้มแข็ง เนื่องจากโครงสร้างพรรคการเมืองไทยเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ผู้นำหรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลภายในพรรค รวมถึงพรรคการเมืองมีปัญหาเรื่องการรักษาวินัย ระเบียบข้อบังคับ และการลงโทษทางวินัยกับสมาชิกพรรคทำ นอกจากนั้นภายในพรรคการเมือยังยึดผลประโยชน์ทางการเงิน ดังนั้นแนวทางปฏิรูปพรรคการเมืองไทยให้เข้มแข็ง ต้องเพิ่มมาตรการที่เป็นการส่งเสริมบทบาทของสาขาพรรคการเมือง ด้วยการกำหนดเป็นกฎหมาย ให้สาขาพรรคจัดโครงสร้างเพื่อเป็นกลไกของการทำกิจกรรมทางการเมืองระดับท้องถิ่น อาทิ มีบทบาทคัดเลือกตัวแทนของพรรคเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง
5. องค์กรตุลาการกับการตีความรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเนื้อหาได้ยกตัวอย่างของต่างประเทศเกี่ยวกับการอำนาจวินิจฉัยความชอบและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยช่วงท้ายผู้เขียนได้เสนอแนะให้มีการทบทวนเรื่องการควบคุมอำนาจองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รวมถึงทบทวนกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยองค์กรที่เป็นผู้แทนของประชาชน ด้วยการเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันการถือเสียงข้างมากของตัวแทนไปแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่าฝืนเจตนารมย์ของประชาชน
6. ว่าด้วยองค์กรอิสระ อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ผลการศึกษาพบว่าบางหน่วยงานมีการทำงานที่ซ้ำซ้อน จนเป็นเหตุให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณ รวมถึงองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบ ไม่พบการถ่วงดุลอำนาจ ดังนั้นแนวทางในอนาคตควรเปิดโอกาสให้ได้รับการตรวจสอบจากภาคประชาชนเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อประชาชนและสังคม รวมถึงยึดหลักธรรมภิบาลโดยเคร่งครัด
7. พลเมือง ต่อการมีส่วนร่วมด้านต่างๆ โดยที่ผ่านมาพบพลเมืองยังไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพราะหลายปัจจัย อาทิ ความไม่พร้อมของระบบรัฐ, กฎหมายที่ไม่เปิดโอกาส, วัฒนธรรมทางการเมือง,ความไม่พร้อมของประชาชน ดังนั้นผู้จัดทำจึงเสนอแนะแนวทางการพัฒนา ได้แก่ เปิดกลไกภาครัฐให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่กลไกการพัฒนาระดับท้องถิ่น , เสริมสร้างความเป็นพลเมืองผ่านกระบวการกล่อมเกลาทางสังคม โดยเริ่มต้นที่เยาวชน ด้วยการให้การศึกษาทางการเมือง การฝึกปฏิบัติในสถาบันทางการศึกษา และปฏิรูปกฎหมายเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า เนื้อหาในหนังสือดังกล่าวไม่ได้ชี้ถูก หรือ ชี้ผิดต่อการศึกษาในหัวข้อต่างๆ แต่เป็นเนื้อหาของการศึกษารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ



