ข่าว

ทภ.1สืบจาก'อาวุธสงคราม'ทลายทีมนายพลป่วนเมือง

ทภ.1สืบจาก'อาวุธสงคราม'ทลายทีมนายพลป่วนเมือง

03 ก.ค. 2557

ทภ.1สืบจาก'อาวุธสงคราม' ทลายทีมนายพลป่วนเมือง : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน

               กรณีที่ศาลทหารอนุมัติหมายจับ นายจักรภพ เพ็ญแข กับพวกรวม 4 คน ในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดฯ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นับว่าสร้างความฮือฮาได้มากแล้ว

               แต่นั่นก็ยังไม่น่าสนใจเท่ากรณีที่สายการข่าวทางทหารพบว่า มีนายทหารระดับ "นายพล" แห่งกองทัพบกเข้าไปเกี่ยวข้อง

               บทบาทของนายพลแห่งกองทัพบกผู้นี้ เป็นที่ยอมรับในฐานะ นายทหารผู้เชี่ยวชาญด้านงาน "ข่าวกรอง" ทั้งยังมีความเชี่ยวชาญงานด้านกิจการชายแดน โดยเฉพาะชายแดนภาคเหนือ

               จึงไม่แปลกที่ชื่อของเขาจะถูกโยงเข้ากับการ "ฝึกอาวุธ" ของคนบางกลุ่มตั้งแต่ปี 52-53 เป็นต้นมา ก่อนจะนำมาสู่เหตุปะทะที่แยกคอกวัว และระหว่างการกระชับพื้นที่แยกราชประสงค์เมื่อปี 53 ที่มี "ชายชุดดำ" โผล่ขึ้นเป็นครั้งแรก

               สาเหตุประการหลักที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจับตาโดยกองทัพ คือ การมีจุดยืนเคียงข้างระบอบทักษิณอย่างเข้มข้น เช่น การแถลงร่วมกันระหว่าง ตท.5 และตท.10 เพื่อต่อต้านความเคลื่อนไหวของ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ "เสธ.อ้าย" เมื่อปลายปี 55

               นายทหารระดับปฏิบัติการในกองทัพเผยถึงที่มาในการจับกุมอาวุธสงครามอย่างต่อเนื่องว่า อาวุธสงครามที่ยึดได้มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบนับตั้งแต่อาวุธสงครามที่ใช้โจมตีการชุมนุมของ กปปส.

               จากนั้นจึงมีการขยายผลเชื่อมโยงไปถึงการจับกุมอาวุธได้ที่รีสอร์ทที่ จ.นครนายก เรื่อยมาจนถึงการตรวจยึดอาวุธสงครามลอตใหญ่ที่ จ.ลพบุรี แล้วขยายไปจนเจอคลังแสงย่อมๆ ที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ซึ่งซัดทอดไปถึงกลุ่มยิง กปปส.ตราด ที่ จ.จันทบุรี และตราด

               การลุยจับกุมอาวุธสงครามอย่างต่อเนื่องเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ที่มอบหมายให้ พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) เป็นผู้รับผิดชอบ

               “พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสนใจเรื่องการจับอาวุธสงครามเป็นอย่างมาก โดยให้ กกล.รส.เกาะติดการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับเหตุรุนแรง และมีการซ่องสุมในแต่ละพื้นที่จนมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่า นางมนัญชยา เกศแก้ว หรือเมย์ อยู่บ้านเลขที่ 9/74 หมู่บ้านบางแสนมหานคร ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ฉายาว่า เมย์ แดงทักษิณ ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ดูแลท่อน้ำเลี้ยง และแจกจ่ายให้กลุ่มต่างๆ ทั้งในพื้นที่ภาคตะวันออก และภาคอีสาน”

               อย่างไรก็ตาม หลังคสช.เข้ายึดอำนาจ นางมนัญชยาได้เดินทางไปประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของสามี ก่อนที่ทหาร-ตำรวจจะไปตรวจค้นที่บ้าน แต่โชคดีที่ยังเจอ น.ส.เกศสุดา คุณะเสน ซึ่งเป็นเลขาฯส่วนตัวของนางมนัญชยา และรู้ข้อมูลลึกๆ ไม่แพ้กัน

               เบาะแสที่ได้จากบ้านนางมนัญชยาทำให้ทหาร-ตำรวจสามารถขยายผลจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาพร้อมอาวุธได้ที่ ต.สำโรงเหนือ และ ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นหลักของกลุ่มอำนาจเก่า

               นายทหารระดับปฏิบัติการยังเผยถึงการคลี่คลายอีกคดีที่เกิดขึ้นหลังการ "ยกเลิกเคอร์ฟิว" เป็นคืนแรก คือ คดีคนร้ายปาระเบิดแยกพระราม 9 ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า หนึ่งในคนร้ายได้แปลงรูปพรรณสัณฐานด้วยการ "โกนหัว" หลบไปอยู่ที่ อ.คลองหาด จ.สระแก้ว เจ้าหน้าที่จึงสอบสวนขยายผลไปยังแกนนำระดับต้น คือ "ชาติ พระรามเก้า" หัวหน้าวินมอเตอร์ไซค์ในละแวกนั้น

               ต่อมาจึงมีการซัดทอดไปยัง "แกนนำระดับกลาง" ซึ่งถูกสอบเค้นจนยอมซัดทอดไปจนถึง "แกนนำระดับบน" ที่ทำให้จิ๊กซอว์ของเจ้าหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์ว่า ใครกันที่กล้า "ลองของ" นโยบายคืนความสุขของ คสช.

               "แกนนำระดับบนที่ถูกควบคุมตัวได้พาเราไปยังบ้านหลังหนึ่งที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเขาบอกว่า มีทหารยศนายพลนอกราชการคนหนึ่ง ซึ่งใกล้ชิดกับขั้วอำนาจเก่าเป็นผู้ดูแล โดยบ้านหลังนี้เป็นแหล่งซ่องสุมอาวุธสงครามที่ถูกลักลอบนำมาจากประเทศเพื่อนบ้าน นายพลคนนี้จ้างให้ขบวนการค้าอาวุธสงครามนำมาเก็บไว้เป็นปีแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมือรับเอาอาวุธมาจากแถวเลียบทางด่วนนำมาเก็บไว้ที่บ้านหลังนี้ และนำออกแจกจ่ายขบวนการเพื่อนำไปใช้ก่อเหตุรุนแรง"

               นายทหารคนเดิมให้ข้อมูลอีกว่า กลุ่มที่ "ร่วมปฏิบัติการ" กับนายพลคนนี้มีอยู่ 4-5 กลุ่ม หนึ่งในนั้นพักอาศัยอยู่ในย่านคลอง 6 จ.ปทุมธานี แต่หนีไปที่ จ.กำแพงเพชร ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้

               "แนวร่วมคนนี้ให้ข้อมูลสำคัญว่า นายพลคนดังกล่าวมีหน้าที่ประสานงานกับบุคคลระดับวีไอพีของประเทศเพื่อนบ้าน นำอาวุธสงครามเข้ามาเพื่อก่อเหตุในประเทศไทย โดยอาวุธที่จับกุมได้มีทั้งของเก่าและของใหม่ รวมทั้งอาวุธที่ชายชุดดำใช้ก่อโจมตีทหารและผู้ชุมนุมน ปช.เมื่อปี 2553 ก่อนจะนำมาใช้ก่อเหตุกับผู้ชุมนุม กปปส. และเตรียมไว้ต่อต้านการทำรัฐประหาร ซึ่งมีนางมนัญชยาเป็นผู้คุมการเบิกจ่ายเงิน และนัดจ่ายกันที่ห้างดังย่านลาดพร้าว ขณะที่นายพลจะเป็นผู้ที่ควบคุมปฏิบัติการทั้งหมด"
 
               นายทหารระดับปฏิบัติการย้ำว่า กลุ่มที่ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็น "กลุ่มเดิม" ที่เคยก่อเหตุเมื่อปี 53 และได้รับการ "ประกันตัว" ไปสู้คดี แต่ยังคงซ่องสุมกำลังก่อเหตุความรุนแรง และเตรียมการต้านรัฐประหารด้วย

               เขาย้ำว่า ความเคลื่อนไหวทั้งหมดอยู่ในสายตาของ กกล.รส.ทั้งหมด โดยแกนนำระดับ "หัวกะทิ" ยังหารือกันในทางลับอยู่ตลอด โดยใช้เซฟเฮ้าส์ย่าน "รัชดาฯ" เป็นที่สุมหัว สำหรับการจับกุม จ.ส.อ.ภคภูมิ โกศินานนท์  หรือ "จ่าโก" อดีตทหารการข่าวสังกัดกรมทหารม้า ซึ่งเป็น 1 ใน 8 ผู้ต้องหาที่พัวพันกับอาวุธสงครามที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเพียงแกนนำระดับรองๆ เท่านั้น

               "ขณะนี้ตำรวจเตรียมจะแถลงข่าวการจับกุมตัวสำคัญที่เชื่อมโยงกับนายพลคนดังกล่าว โดยขณะนี้ถูกควบคุมตัวไว้แล้ว แกนนำคนนี้เป็นผู้นำระดับเขตงานในระดับของอดีตพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเคยเป็นนักศึกษาที่หนีเข้าป่า ก่อนจะมาเป็นครูในพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อแฝงเข้าไปเผยแพร่อุดมการณ์ตามหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกล ปัจจุบันแม้กลุ่มคนดังกล่าวจะถูกสลายไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่บางส่วนก็ยังรวมตัวอยู่ในนามผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ซึ่งต่างคนต่างมีแนวคิดกันไปคนละอย่าง"

               เขาระบุว่า ซ้ายอกหักคนนี้กับนายพลต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน โดยนายพลหวังพึ่งคอนเนกชั่นเรื่องอาวุธของผู้นำซ้ายอกหัก ขณะที่ซ้ายอกหักก็หวังใช้กำลังของนายพลสานฝันที่ยังทำไม่สำเร็จ และพยายามสร้าง "ขอนแก่นโมเดล" ขึ้นมา แต่แผนเกิดแตกเสียก่อน

               นายทหารระดับปฏิบัติการคนเดิมยังแสดงความเป็นห่วงในเรื่อง "ยอดอาวุธ" ที่กลุ่มคนร้ายแจ้งไว้ต่อ กกล.รส. โดยเฉพาะ "ระเบิดอาร์จีดี 5" ที่ยังถูกซุกซ่อนไว้อีกจำนวนหนึ่ง

               จะเห็นได้ว่า จากยุทธการทลายเครือข่ายกองกำลังใต้ดินของ กกล.รส.จนสามารถจับกุมอาวุธสงครามได้พอๆ กับคลังแสงในกองทัพ แสดงให้เห็นว่า "ชายชุดดำ" เมื่อปี 53 มีอยู่จริง

               หวังว่า คสช.คงใช้เบาะแสตรงนี้ "คืนความเป็นธรรม" ให้แก่ทหารที่ถูกฆ่าตายเมื่อปี 53 เช่น พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีต เสธ.พล.ร.2 รอ. รวมทั้งนายทหารที่ต้องมาขึ้นศาลในเหตุการณ์เมื่อปี 53 และผู้สูญเสียกลุ่ม นปช. ที่กองทัพชี้ว่า เป็นฝีมือของชายชุดดำเช่นกัน
...........................

(หมายเหตุ : ทภ.1สืบจาก'อาวุธสงคราม' ทลายทีมนายพลป่วนเมือง : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)