ข่าว

ระดมสมอง'การเมืองไทยจะเดินไปแบบไหน?'

ระดมสมอง'การเมืองไทยจะเดินไปแบบไหน?'

03 ก.ค. 2557

กลาโหม-สถาบันพระปกเกล้าระดมสมอง 'การเมืองไทยจะเดินไปแบบไหน?' : ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

               คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย โดย กระทรวงกลาโหม ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า ได้มีการจัดสัมมนาระดมความคิดเห็น เรื่อง การปฏิรูปประเทศไทย : การเข้าสู่อำนาจและการตรวจสอบ ขึ้น ที่ห้องพินิตประชานาถ ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ ภาคเอกชน ภาครัฐและหน่วยงานส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ เยาวชน กลุ่มสตรี เกษตรกร ภาคประชาสังคม กลุ่มคนพิการ นักศึกษาจากสถาบันพระปกเกล้า ประมาณ 300 คน เข้าร่วม

               ในงานดังกล่าวนอกจากจะมีการบรรยายของนักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมงานแล้ว ยังได้จัดกลุ่มเพื่อรับฟังความเห็นจากบุคคลที่เข้าร่วม ด้วยการรับฟังความเห็นแบบกลุ่มย่อยและตอบแบบสอบถามใน 5 ประเด็น ได้แก่ 1.รูปแบบของรัฐสภาควรเป็นแบบใด 2.จำนวนของ ส.ส. และ ส.ว.ที่เหมาะสมกับรัฐสภาไทย 3.วิธีการได้มาซึ่ง ส.ส.และส.ว. 4.ส.ส.และส.ว.ควรสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ และ 5.วิธีการควบคุม ตรวจสอบ ลงโทษ ถอดถอน ส.ส. และส.ว. ควรทำอย่างไร

               ก่อนเริ่มเวทีสัมมนา พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าเพื่อสร้างความปรองดองและปฏิรูป ตามที่ คสช. มอบหมาย กล่าวแสดงเจตนารมณ์ถึงการรับฟังความเห็นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย โดยตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน ได้มีการรับฟังความเห็นและรับข้อเสนอต่างๆ จากภาคส่วนต่างๆ รวมถึงแกนนำนักการเมือง กลุ่มการเมืองภาคประชาชน นักวิชาการ สถาบันการศึกษา ข้อเสนอแนะรวบรวมความเห็นประกอบกับกลุ่มต่างๆ ก่อนหน้านี้ จัดเรียงและแยกประเภท จัดเป็นกรอบความเห็นร่วมของคนไทยทุกคนเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย โดยภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ทางคณะทำงานจะส่งรายงานไปให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคสช. พิจารณาส่งต่อไปยังสภาปฏิรูปต่อไป

               จากนั้น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงการปฏิรูปประเทศที่ถือเป็นความพยายามแก้ไขปัญหาสังคม นับตั้งแต่ปี 2540-2557 มีความเกี่ยวข้องกับภาคการเมือง คือ รัฐสภาที่เป็นองค์กรทางการเมืองที่มาทำหน้าที่ตัดสินใจแทนพลเมืองและประเทศชาติ ดังนั้น ถือประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องเลือกตัวแทนหรือผู้แทนราษฎรเข้าไปตัดสินใจแทนประชาชน เพราะยอมรับว่าไม่มีพื้นที่รองรับสำหรับประชาชน จำนวน 65 ล้านคนเข้าไปยกมือหรือตัดสินใจแก้ปัญหาได้ อย่างไรก็ตามการเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ต้องพิจารณาถึงความเข้าใจสาเหตุของปัญหา, มีความกล้าหาญ และไม่กังวลต่อประเด็นผลประโยชน์ที่อาจจะมีความขัดกัน หากไม่คำนึงถึงเรื่องดังกล่าวอาจจะทำให้การปฏิรูปมีปัญหาได้ ส่วนแนวทางปฏิรูปที่จะเกิดขึ้น มองว่าต้องทำเหมือนครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินการ คือ หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาแล้วหาทางแก้จากต้นเหตุนั้น

               ที่ผ่านมาปัญหาของประเทศมีอยู่ 2 ระดับ คือ ระดับเฉพาะหน้าที่เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน ซึ่งกรณีดังกล่าว คสช.ได้เข้ามาทำเรื่องปรองดองเพื่อให้เกิดสันติสุข หมายถึงการรักษาตามอาการเจ็บป่วย และระดับของความไม่เท่าเทียม เช่น การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม, การกระจายอำนาจ ที่ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนประชากร จำนวน 60 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศเป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติมากถึง 25% ส่วนประชากรไม่ถึง20 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของตัวเลขรายได้ประชาชาติมากถึง  55 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การถือครองทรัพย์สินพบว่ามีประชากรเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ถือครองทรัพย์สินเป็นจำนวน 69 เปอร์เซ็นต์ และคนอีกจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ มีสิทธิ์ถือครองทรัพย์สินเพียงแค่ 36 เท่านั้น

               ด้านเงินฝากในบัญชีธนาคารพบว่า มีบุคคลจำนวนไม่เกิน 5 หมื่นคนเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากที่อยู่ในระบบของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดเกินครึ่งของระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งหมายความว่ามีการพัฒนาแบบรวยกระจุกและจนกระจาย ที่เป็นที่มาของนโยบายประชานิยม และความขัดแย้งระหว่างคนรวยและะคนในชนชั้นต่างๆ ดังนั้น จึงเป็นเหตุปัญหาที่ต้องแก้ไข ด้วยการเข้าไปจัดสรรทรัพยากรและความมั่นคงของชาติใหม่ ด้วยการทำให้คนร่ำรวยไปอุ้มชูคนที่ไม่มี?

               “ถ้าเราพิจารณาถึงสมุฏฐานของปัญหาเกิดจากอะไร แล้วเข้าไปปฏิรูป โดยการปฏิรูปประเทศไทยต้องตั้งโจทย์ว่า 10 ปีที่ผ่านมาอะไรคือสมุฏฐานที่แท้จริงที่ทำให้คนไทยแตกแยก เมื่อได้คำตอบแล้วต้องตั้งคำถามต่อไปว่าเราจะได้รัฐบาล และรัฐสภาที่ดีได้อย่างไรเพื่อเข้าไปเป็นหัวขบวนในการเข้าไปปฏิรูปให้สำเร็จ ประกอบกับต้องมีช่องทางให้ตรวจสอบบุคคลดังกล่าวได้ด้วย ดังนั้น สภาถือมีความสำคัญ ฐานะผู้ตัดสินใจเรื่องการปฏิรูป หลัง คสช.กลับบ้านไปแล้ว ส่วนความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการปฏิรูป ก็อยู่ที่กระบวนการปฏิรูปที่ดึงคนทุกภาคส่วนเข้ามาร่วม”

               ต่อมาคณะนักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ได้นำเสนอผลวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียการเข้าสู่อำนาจของสมาชิกรัฐสภาที่ผ่านมาว่า การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตพวงใหญ่ ที่เคยใช้ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2518-2539 และ 2550 นั้นมีข้อดี คือเป็นวิธีที่เรียบง่าย ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น รวมถึงมีโอกาสได้ผู้แทนจากหลากหลายฐานคะแนนเสียง ขณะที่ข้อเสีย คือ ลดความใกล้ชิดระหว่างผู้แทนและประชาชน เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเขตเลือกตั้งขนาดใหญ่กับเขตเลือกตั้งเล็ก นอกจากนั้นพบว่าบทบาทของพรรคการเมืองลดน้อยลง

               ส่วนการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หรือ เขตเดียวเบอร์เดียว พบข้อดีคือประชาชนมีความใกล้ชิดกับผู้แทนและผู้ที่ได้รับเลือกต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน ขณะที่ข้อเสีย คือ พรรคการเมืองมีบทบาทน้อยลง ไม่มีตัวแทนของพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือตัวแทนคนกลุ่มเชื้อชาติเข้าไปเป็นผู้แทน รวมถึงคะแนนที่ให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่แพ้เลือกตั้งสูญเปล่า

               ขณะที่การเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ พบว่ามีข้อดี คือ คะแนนเลือกตั้งไม่สูญเปล่า, การเป็นตัวแทนที่เป็นธรรมมากขึ้น, ได้คนกลุ่มน้อย หรือผู้สมัครเพศหญิงเข้ามาทำงาน ทำให้มีทางเลือกและสภาได้ผู้แทนที่มีความหลากหลาย รวมถึงพรรคการเมืองมีบทบาทสูง ส่วนข้อเสีย คือ อาจนำไปสู่รัฐบาลผสมที่ไร้เสถียรภาพ สำหรับการเลือกตั้งที่มีทั้งการแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อผสมกันนั้น พบข้อดีคือ เสียงของประชาชนไม่สูญเปล่า, ชนกลุ่มน้อย, พรรคการเมืองขนาดเล็กมีโอกาสที่มีตัวแทนของตนและเพิ่มบทบาทของพรรคการเมืองมากขึ้น ส่วนข้อเสีย คือ เพิ่มภาระในการจัดการเลือกตั้ง เช่น มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเป็นต้น, บัตรเสียมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และไม่มีความแตกต่างในการเลือก

               ในประเด็นที่มาของ ส.ว. ส่วนที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด มีข้อดี คือ ได้ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ไม่มีส่วนยึดโยงกับประชาชน, มาจากการเลือกตั้งโดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ข้อดี คือมีจุดยึดโยงกับประชาชน ส่วนข้อเสียคือมีอิทธิพลของพรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซง และการได้มาซึ่ง ส.ว.จากการสรรหาและเลือกตั้ง พบข้อดีคือ มีส่วนยึดโยงกับประชาชน ขณะที่ข้อเสีย คือ อำนาจของ ส.ว.ไม่สอดคล้องกับที่มา

               ไม่ว่าเนื้อหาของการปฏิรูปจะดีแค่ไหน แต่ถ้ากระบวนการปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนที่แท้จริง การปฏิรูปนั้นก็เหมือนร่างกายที่ไม่มีวิญญาณ ...!!!

...........................

(หมายเหตุ : กลาโหม-สถาบันพระปกเกล้าระดมสมอง 'การเมืองไทยจะเดินไปแบบไหน?' : ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)