ข่าว

'บิ๊กตู่'ส่งกระเช้าดอกไม้เยี่ยมไข้'ชวน'

'บิ๊กตู่'ส่งกระเช้าดอกไม้เยี่ยมไข้'ชวน'

02 ก.ค. 2557

'บิ๊กตู่'ส่งกระเช้าดอกไม้เยี่ยมไข้'ชวน' คสช.เคาะ11ส.ค.วันหยุดราชการกระตุ้นทท. ขณะที่'สมยศ'ย้ำบังคับใช้กม.เท่าเทียมทั้งกลุ่มหนุน-ต้าน

               2ก.ค.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา ได้มีตัวแทนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.ต. พลภัทร วรรณภักตร์ เลขานุการกองทัพบก ได้มอบกระเช้าดอกไม้เข้าเยี่ยม นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่นายชวนเข้ารักษาตัวเนื่องจาก อาการติดเชื้อในกระแสเลือดจากสาเหตุเกิดการอักเสบจากถุงน้ำดี ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา โดยการส่องกล้องผ่าตัดขยายท่อน้ำดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และแพทย์อนุญาตให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านพักตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งขณะนี้มีอาการดีขึ้นแล้ว และนายชวนได้เดินทางมาทำงานที่พรรคประชาธิปัตย์ตามปกติ
'วินธัยเผยที่ประชุมคสช.ไม่มีถกร่างธรรมนูญชั่วคราว


               เมื่อเวลา16.30น. มีการแถลงข่าวของทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล โดยมีทีมโฆษกคสช. ร่วมแถลง โดยประเด็นในการแถลงเป็นเรื่องเกี่ยวกับมติการประชุมคสช.ชุดใหญ่ครั้งที่4/2557 ที่วาระส่วนใหญ่ที่มีการพิจารณาเป็นเรื่องเกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจ  โดยภายหลังการแถลงข่าวผู้สื่อข่าวสอบถามพันเอกวินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะทีมโฆษกคสช. ว่าวันนี้มีการพิจารณาเรื่องร่างธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่ ซึ่งพ.อ.วินธัย กล่าวว่า วันนี้ไม่มีพิจารณาในเรื่องนี้

 

คสช.ไม่มีนโยบายจับคนขายสลากฯเกินราคา


               พันเอกวินธัยกล่าวว่า เรื่องลอตเตอรี่คสช. มีแนวทางการปฏิบัติในระยะแรก คือให้มีการจัดตั้งจุดขายในราคา80บาท ทั้งในเขตกทม.และในต่างจังหวัด เท่าที่สามารถทำได้ ส่วนที่เหลือให้เป็นไปตามกลไกตลาด

               "พยายามไม่เกิน 90 บาท เพราะเนื่องจากกองสลากฯ มีภาระสัญญาผูกพันคงค้างอยู่กับผู้ได้รับอนุญาตอยู่เดิม แต่ในอนาคตหรือในระยะที่ 2 จะได้ให้คณะกรรมการหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้ราคาจำหน่ายอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ทั้งหมด โดยจะพยายามจัดโควต้าให้กับผู้ค้าระดับกลาง ระดับล่าง รวมถึงผู้ค้าคนพิการที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรให้มากขึ้น " พ.อ.วินธัย กล่าว

               รองโฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า การดำเนินการทั้งหมดก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ โดยได้คำนึงถึงผู้ค้ารายย่อย กับผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้สามารถมีรายได้เลี้ยงชีพได้อย่างเหมาะสม และพอเพียง อย่างไรก็ตามในวันนี้(2ก.ค.)ตามที่มีข่าวจะจับกุม ผู้ขายลอตเตอรี่เกินราคา 80บาท นั้น ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และไม่ใช่นโยบายของ คสช. ที่จะทำให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้ค้ารายย่อย จึงได้มีการประสานไปที่เจ้าหน้าที่กองสลาก และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้ระงับการจับกุมหรือใช้มาตราการบังคับทางกฎหมายในห้วงเวลานี้ไปก่อน

 

เคาะ11ส.ค.เป็นวันหยุดราชการกระตุ้นทท.


               พันเอกวินธัย เปิดเผยว่าวันนี้(2ก.ค.) ในที่ประชุมคสช.ครั้งที่4/2557 เห็นชอบให้วันจันทร์ 11สิงหาคม 2557เป็นวันหยุดราชการ เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว กระตุ้นระบบเศรษฐกิจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในสังคม


'วินธัย'แจง11สิงหาคมไม่ใช่วันเกิดพล.อ.ประยุทธ์


              พันเอกวินธัย กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าที่ประกาศวันที่11สิงหาคม2557 เป็นวันหยุดเพราะเป็นวันเกิดพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา หัวหน้าคสช. นั้น เป็นแค่ข่าวลือที่พูดกันไปเองที่ส่งต่อกันทางแอพพลิเคชั่นไลน์

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับวันเกิดของพล.อ.ประยุทธ์ที่แท้จริงตรงกับวันที่ 21มีนาคม


'ผบ.สส.พม่า'เตรียมเข้าพบ'ประยุทธ์ -ป๋าเปรม'ศุกร์นี้

 

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 4ก.ค.นี้ เวลา 9.30 น. พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมาร์ จะเดินทางเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทย ที่กองบัญชาการกองทัพไทย ตามคำเชิญของกองทัพไทย ซึ่งเป็นไปตามกำหนดการเดิมที่ได้วางไว้ จากนั้นเวลา11.15 น. พล.อ.มิน อ่อง หล่าย จะเดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่เคยเข้าพบ พล.อ.เปรมเมื่อเดือน ม.ค.2555 และ พ.ค.2556 และ ในเวลา 14.00 น.จะเดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่กองทัพบก เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ และหารืออย่างเป็นทางการ


'สมยศ'ย้ำบังคับใช้กม.เท่าเทียมทั้งกลุ่มหนุน-ต้าน


               พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.)ด้านความมั่นคง (มค.)กล่าวถึงกรณีที่มีการกังขาวิพากษ์วิจารณ์ว่าตำรวจและทหารปฏิบัติกับผู้ชุมนุมที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างไม่เท่าเทียมกันและเลือกปฏิบัติว่า ล่าสุดทาง พล.อ.ประยุทธ์ได้กำชับอีกครั้งว่าให้ทหารและตำรวจปฏิบัติกับผู้ต่อต้านและเห็นต่างทุกกลุ่มทุกฝ่ายให้เท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ โดยให้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และต้องบังคับใช้กฎหมายจากเบาไปหาหนัก โดยวิธีที่เคยพูดไปหลายครั้งแล้วคือให้บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวผู้ชุมนุมหรือผู้แสดงการต่อต้านแล้วเชิญตัวมาพบเพื่อพูดคุยและปรับความเข้าใจ ปรับทัศนคติเพื่อให้เกิดความเข้าใจ หากจำเป็นที่จะต้องจับกุมตัวก็ไม่ให้จับกุมในพื้นที่ชุมนุมเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าซึ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกทางลบต่อสังคม และต่อสื่อต่างๆโดยเฉพาะสื่อต่างประเทศและตกเป็นเป้าในการโจมตีได้

               พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ได้สั่งกำชับตำรวจและทหารที่เข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่ทุกครั้ง ให้ปฏิบัติต่อผู้แสดงออกทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมอย่างเช่นกรณีที่มีกลุ่มผู้สนับสนุน คสช.ไปยื่นหนังสือและดอกไม้ที่สถานทูตออสเตรเลีย กับกลุ่มคัดค้านไปนั่งรับประทานแซนวิชที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาฯ ก็สั่งการให้เจ้าหน้าปฏิบัติต่อทั้ง2กลุ่มในมาตรฐานเดียวกัน สำหรับคนที่ยังเป็นเยาวชนและนักศึกษาก็ได้เชิญตัวมาทำความเข้าใจพร้อมเชิญผู้ปกครองมาร่วมทำความเข้าใจมีการตักเตือนผู้ปกครองด้วย ทั้งนี้หากคนใดยังทำพฤติกรรมเดิมๆซ้ำอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออนาคต ต่อด้านการศึกษาของเยาวชนคนนั้นด้วย ทั้งนี้จากการพูดคุยกับเยาวชนและผู้ปกครองก็เข้าใจเป็นอย่างดี เชื่อว่าคงไม่ทำพฤติกรรมดังกล่าวซ้ำ แต่หากใครยังทำพฤติกรรมซ้ำก็จำเป็นต้องจับกุมดำเนินคดี

               รองผบ.ตร.กล่าวถึงการโพสต์ข้อความต่อต้านคสช.ในอินเตอร์เน็ต หรือโซเชียลมีเดีย ว่า หากพบข้อความเนื้อหาที่รุนแรงส่อในทางยุยง ส่งเสริมให้เกิดความแตกแยก ขั้นแรกจะตักเตือนก่อน แต่หากเตือนแล้วยังฝ่าฝืนก็ต้องถูกดำนเนินคดีตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน7ปี)


'กิตติพงษ์'เผยคสช.สร้างปรองดองมาถูกทาง
 

               นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปฏิบัติหน้าที่ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้นำคณะข้าราชการกระทรวงยุติธรรม มาสักการะศาลพระพรหมที่ชั้นดาดฟ้าตึกไทยคู่ฟ้า และลงมาสักการะศาลพระภูมิและศาลตายายประจำทำเนียบรัฐบาล 

               นายกิตติพงษ์ กล่าวถึงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ที่เคยว่า เบื้องต้นที่ดูโรดแม็พของคสช. ก็เข้าใจว่ามีแนวทางที่ตรงกันกับผู้ทำงานด้านการปรองดองอย่างที่เป็นอยู่แล้ว คือในช่วงแรกต้องเน้นในเรื่องปรองดอง ซึ่งทางคณะที่เกี่ยวข้องพยายามให้ข้อเสนอแนะต่อคสช.ว่า เรื่องความปรองดองนั้นมีความสำคัญ เพราะความขัดแย้งมีมาเป็นเวลายาวนาน ดังนั้นการสร้างบรรยากาศการปรองดองในเบื้องต้นนั้น จึงมีความสำคัญ โดยการที่คสช.เน้นจากจุดนี้ ก็ถือว่ามาถูกทาง

               "แต่อย่างไรก็ตามการสร้างความปรองดองก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย การสร้างบรรยากาศให้คู่ขัดแย้งได้มาเจอกัน ในสภาพที่เป็นมิตร การลดเงื่อนไขที่จะกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งหรือความเกลียดชังจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การแก้ไขที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น ซึ่งคสช.กำลังดำเนินการอยู่ คือพยายามทำให้ทุกฝ่ายได้มาเปิดใจและปรึกษาหารือกันถึงปัญหาที่เป็นข้อขัดข้องใจ เพื่อนำไปสู่การหาทางออกร่วมกัน" นายกิตติพงษ์ กล่าว


 

เชียงใหม่หนุนตั้งหมู่บ้านศีล5สร้างปรองดอง


               ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ อ.เมืองเชียงใหม่ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่และคณะสงฆ์ร่วมจัดการประชุมชี้แจงและลงนามข้อตกลงในการขับเคลื่อน “โครงการปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา” โดยมีพระวิสุทธิวงศาจารย์ เจ้าคณะภาค 7 เป็นประธานในพิธีการ นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และมีพระสังฆาธิการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่กว่า 1,600 รูปเข้าร่วมพิธี

               นายสุริยะกล่าวว่า ที่ผ่านมาบ้านเมืองไทยระสบปัญหามากมาย ปัญหาเหล่านั้นเกิดจากการขาดสติ ขาดจิตสำนึกและคุณธรรมจริยธรรม ทั้งนี้ทางคณะสงฆ์มีความต้องการให้พุทธศาสนิกชนมีความสามัคคีกลมเกลียว ต้องการให้เกิดความสงบสุขขึ้นในชาติบ้านเมืองจึงร่วมกันจัดโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ลดปัญหาความขัดแย้ง สร้างความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน  ให้ประชาชนได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข และเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างความตระหนักรักเชิดชูสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประเทศชาติเกิดความสุขร่มเย็น

               “เมื่อผ่านการประชุมชี้แจงโครงการในวันนี้แล้ว ทุกภาคส่วนรวมถึงคณะสงฆ์และพระสังฆาธิการในทุกพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่จะเริ่มทำกิจกรรมสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน ประชาชนได้นำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาไปพัฒนาชีวิต ครอบครัว ชุมชน และสังคม โดยจะเน้นการรณรงค์ส่งเสริมให้มี หมู่บ้านรักษาศีล 5 ขึ้นในทุกพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมกับขับเคลื่อนโครงการเพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนมีความรักและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติต่อไป” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าว

 

กห.ร่วมส.พระปกเกล้าจัดสัมมนาฟังความเห็น


               กระทรวงกลาโหมร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า ได้มีการจัดสัมมนาระดมความคิดเห็น เรื่อง การปฏิรูปประเทศไทย :  การเข้าสู่อำนาจและการตรวจสอบ  ขึ้นที่ ที่ห้องพินิตประชานาถ ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม  โดยมีภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ ภาคเอกชน, ภาครัฐและหน่วยงานส่วนท้องถิ่น, นักวิชาการ, เยาวชน, กลุ่มสตรี, เกษตรกร, ภาคประชาสังคม, กลุ่มคนพิการ, นักศึกษาจากสถาบันพระปกเกล้า ประมาณ 300 คนเข้าร่วม ทั้งนี้ในงานดังกล่าวนอกจากจะมีการบรรยายของนักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า เพื่อให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมงานแล้ว ยังได้จัดกลุ่มเพื่อรับฟังความเห็นจากบุคคลที่เข้าร่วม ด้วยการรับฟังความเห็นแบบกลุ่มย่อยและตอบแบบสอบถามใน 5 ประเด็น ได้แก่ 1.รูปแบบของรัฐสภาควรเป็นแบบใด ,2.จำนวนของส.ส. และ ส.ว.ที่เหมาะสมกับรัฐสภาไทย, 3.วิธีการได้มาซึ่ง ส.ส.และส.ว., 4. ส.ส.และส.ว.ควรสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ และ5.วิธีการควบคุม ตรวจสอบ ลงโทษ ถอดถอน ส.ส.และส.ว. ควรทำอย่างไร

               โดยก่อนเริ่มเวทีสัมมนา พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ฐานะหัวหน้าเพื่อสร้างความปรองดองและปฏิรูป ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบหมาย กล่าวเปิดงาน ว่า เป็นการรับฟังความเห็นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย โดยตั้งแต่วันที่ 4  มิ.ย. ได้มีการรับฟังความเห็นและรับข้อเสนอต่างๆ จากภาคส่วนต่างๆ รวมถึงแกนนำนักการเมือง กลุ่มการเมืองภาคประชาชน นักวิชาการ สถาบันการศึกษา ข้อเสนอแนะรวบรวมความเห็นประกอบกับกลุ่มต่างๆ ก่อนหน้านี้ จัดเรียงและแยกประเภท จัดเป็นกรอบความเห็นร่วมของคนไทยทุกคนเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย  โดยภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ทางคณะทำงานจะส่งรายงานไปให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ฐานะหัวหน้าคสช. ให้พิจารณาส่งต่อไปยังสภาปฏิรูปต่อไป

               จากนั้นนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวปาฐกถาพิเศษ ว่าการปฏิรูปประเทศที่ถือเป็นความพยายามแก้ไขปัญหาสังคม นับตั้งแต่ปี 2540- 2557  มีความเกี่ยวข้องกับภาคการเมือง คือ รัฐสภาที่เป็นองค์กรทางการเมืองที่มาทำหน้าที่ตัดสินใจแทนพลเมืองและประเทศชาติ ดังนั้นถือประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องเลือกตัวแทนหรือผู้แทนราษฎรเข้าไปตัดสินใจแทนประชาชน เพราะยอมรับว่าไม่มีพื้นที่รองรับสำหรับประชาชน จำนวน65 ล้านคนเข้าไปยกมือหรือตัดสินใจแก้ปัญหาได้ อย่างไรก็ตามการเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ต้องพิจารณาถึงความเข้าใจของสาเหตุของปัญหา, มีความกล้าหาญ และไม่กังวลต่อประเด็นผลประโยชน์ที่อาจจะมีความขัดกัน หากไม่คำนึงถึงเรื่องดังกล่าวอาจจะทำให้การปฏิรูปมีปัญหาได้ ส่วนแนวทางปฏิรูปที่จะเกิดขึ้น ตนมองว่าต้องทำเหมือนครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเาจ้าอยู่หัวทรงดำเนินการ คือ หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาแล้วหาทางแก้จากต้นเหตุนั้น

               นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาปัญหาของประเทศมีอยู่ 2 ระดับ คือ ระดับเฉพาะหน้าที่เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน ซึ่งกรณีดังกล่าวทางคสช. ได้เข้ามาทำเรื่องปรองดองเพื่อให้เกิดสันติสุข หมายถึงการรักษาตามอาการเจ็บป่วย และระดับของความไม่เท่าเทียม เช่น การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม, การกระจายอำนาจ ที่ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนประชากร จำนวน  60 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศเป็นเจ้าของรายได้ประชาชชาติมากถึง 25% ส่วนประชากรไม่ถึง20 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของตัวเลขรายได้ประชาชาติมากถึง  55 เปอร์เซ็นต์

               ขณะที่การถือครองทรัพย์สินพบว่ามีประชากรเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ถือครองทรัพย์สินเป็นจำนวน  69 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนอีกจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ มีสิทธิ์ถือครองทรัพย์สินเพียงแค่ 36 เท่านั้น ทางด้านเงินฝากในบัญชีธนาคารพบว่ามีบุคคลจำนวนไม่เกินห้าหมื่นคนเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากที่อยู่ในระบบของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดเกินครึ่งของระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งหมายความว่ามีการพัฒนาแบบรวยกระจุกและจนกระจาย ที่เป็นที่มาของนโยบายประชานิยม และควาขัดแย้งระหว่างคนรวยและะคนในชนชั้นต่างๆ  ดังนั้นจึงเป็นเหตุปัญหาที่ต้องแก้ไข ด้วยการเข้าไปจัดสรรทรัพยากรและความมั่นคงของชาติใหม่ ด้วยการทำให้คนร่ำรวยไปอุ้มชูคนที่ไม่มี​

               “ถ้าเราพิจารณาถึงสมมุติฐานของปัญหาเกิดจากอะไร แล้วเข้าไปปฏิรูป โดยการปฏิรูปประเทศไทยต้องตั้งโจทย์ว่า10 ปีที่ผ่านมาอะไรคือสมมติฐานที่แท้จริงที่ทำให้คนไทยแตกแยก เมื่อได้คำตอบแล้วต้องตั้งคำถามต่อไปว่าเราจะได้รัฐบาล และรัฐสภาที่ดีได้อย่างไรเพื่อเข้าไปเป็นหัวขบวนในการเข้าไปปฏิรูปให้สำเร็จ ประกอบกับต้องมีช่องทางให้ตรวจสอบบุคคลดังกล่าวได้ด้วย  ดังนั้นสภาถือมีความสำคัญ ฐานะผู้ตัดสินใจเรื่องการปฏิรูป หลัง คสช. กลับบ้านไปแล้ว  ส่วนความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการปฏิรูป ส่วนที่สำคัญคือกระบวนการปฏิรูปที่ดึงคนทุกภาคส่วนเข้ามาร่วม นอกจากเนื้อหาต้องดีแล้ว ต้องสร้างส่วนร่วมของจิตสำนึกของประชาชนด้วย ไม่เช่นนั้นการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นก็เป็นเพียงร่างกายที่ไร้จิตวิญญาณ” นายบวรศักดิ์ กล่าว

               ต่อมาคณะนักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ได้นำเสนอผลวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียการเข้าสู่อำนาจของสมาชิกรัฐสภาที่ผ่านมา ว่า การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตพวงใหญ่ ที่เคยใช้ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2518-2539 และ 2550 นั้นมีข้อดี คือเป็นวิธีที่เรียบง่าย ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น รวมถึงมีโอกาสได้ผู้แทนจากหลากหลายฐานคะแนนเสียง ขณะที่ข้อเสีย คือ ลดความใกล้ชิดระหว่างผู้แทนและประชาชน เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเขตเลือกตั้งขนาดใหญ่กับเขตเลือกตั้งเล็ก นอกจากนั้นพบว่าบทบาทของพรรคการเมืองลดน้อยลง ส่วนการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หรือ เขตเดียวเบอร์เดียว พบข้อดีคือประชาชนมีความใกล้ชิดกับผู้แทนและผู้ที่ได้รับเลือกต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน ขณะที่ข้อเสีย คือ พรรคการเมืองมีบทบาทน้อยลง ไม่มีตัวแทนของพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือตัวแทนคนกลุ่มเชื้อชาติเข้าไปเป็นผู้แทน รวมถึงคะแนนที่ให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่แพ้เลือกตั้งสูญเปล่า

              ขณะที่การเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ พบว่ามีข้อดี คือ คะแนนเลือกตั้งไม่สูญเปล่า, การเป็นตัวแทนที่เป็นธรรมมากขึ้น, ได้คนกลุ่มน้อย หรือผู้สมัครเพศหญิงเข้ามาทำงาน ทำให้มีทางเลือกและสภาได้ผู้แทนที่มีความหลากหลาย รวมถึงพรรคการเมืองมีบทบาทสูง ส่วนข้อเสีย คือ อาจนำไปสู่รัฐบาลผสมที่ไร้เสถียรภาพ สำหรับการเลือกตั้งที่มีทั้งการแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อผสมกันนั้น พบข้อดีคือ เสียงของประชาชนไม่สูญเปล่า, ชนกลุ่มน้อย, พรรคการเมืองขนาดเล็กมีโอกาสที่มีตัวแทนของตนและเพิ่มบทบาทของพรรคการเมืองมากขึ้น ส่วนข้อเสีย คือ เพิ่มภาระในการจัดการเลือกตั้ง เช่น มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเป็นต้น, บัตรเสียมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และไม่มีความแตกต่างในการเลือก

              ในประเด็นที่มาของส.ว. ส่วนที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด มีข้อดี คือ ได้ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ไม่มีส่วนยึดโยงกับประชาชน, มาจากการเลือกตั้งโดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ข้อดี คือมีจุดยึดโยงกับประชาชน ส่วนข้อเสียคือมีอิทธิพลของพรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซง และการได้มาซึ่งส.ว.จากการสรรหาและเลือกตั้ง พบข้อดีคือ มีส่วนยึดโยงกับประชาชน ขณะที่ข้อเสีย คือ อำนาจของส.ว.ไม่สอดคล้องกับที่มา


พ่อเมืองชัยนาทจับแกนนำแดงและกปปส.ลงสัตยาบันเลิกขัดแย้ง


              ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดชัยนาท นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผวจ.ชัยนาท ได้เชิญกลุ่มคนที่มีความเห็นไม่ตรงกันใน จ.ชัยนาท มาร่วมประชุมและลงสัตยาบันร่วมกันว่า จะรักสามัคคี เลิกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และจะร่วมกันพัฒนาจ.ชัยนาทให้มีความเจริญรุ่งเรือง  สำหรับ แกนนำกลุ่ม กปปส.มา 5 คน  นำโดย นางวาสนา พานจำปี ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงมา 5 คนเช่นกัน นำโดย นายจีระศักดิ์ เจริญศิลป์ โดยมี พ.อ.ชัยเดช เมฆเฉลิม รอง.ผอ.รมน.ชัยนาท  พล.ต.ต.ภวัต พรหมมะกฤต ผบก.ภ.จ.ชัยนาท รองผวจ.ชัยนาท ปลัดจังหวัด ร่วมเป็นสักขีพยาน และลงสัตยาบันร่วมกัน บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นของทุกฝ่าย

              ทั้งนี้  ระหว่างประชุมทางผวจ.ชัยนาท ได้นำขนมข้าวต้มมัด มาแจกให้ผู้ร่วมประชุมรับประทานกันอย่างอร่อย พร้อมทั้งย้ำให้รักใคร่กลมเกลียวเหนียวแน่น ให้ เหมือนขนมข้าวต้มมัด ก่อนจะจากกันได้ร่วมกันร้องเพลง คืนความสุขให้ประเทศไทย ที่แต่งโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และประธาน คสช. และร่วมร้องเพลงสามัคคีชุมนุมด้วย

              นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า การเชิญคู่ขัดแย้งคือแกนนำกปปส.และแกนนำเสื้อแดง มาร่วมประชุมและลงสัตยาบันครั้งนี้ก็เพื่อยืนยันว่า ทุกฝ่ายจะร่วมมือกับทางราชการเสริมสร้างความรักความสามัคคี ปรองดองสมานฉันท์ ร่วมสร้างสันติและความสงบในหมู่ประชาชน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากคู่ขัดแย้งเป็นอย่างดี โดยรับปากว่าจะร่วมกันพัฒนาจังหวัด ให้มีความเจริญร่วมกันต่อไป

              อย่างไรก็ตาม บ้านเมืองจะเดินต่อไปไม่ได้ ถ้าประชาชนในจังหวัดไม่รักสามัคคีกัน ทางราชการไม่ได้เรียกร้องให้มีความคิดเห็นทางการเมืองเหมือนกัน คิดต่างกันได้แต่ต้องไม่แตกแยก ซึ่งทุกฝ่ายที่ลงสัตยาบันจะร่วมกันดูแลสังคมและนำพาจ.ชัยนาทไปสู่ความสงบสุขในทุกด้าน โดยในวันที่ 4 ก.ค.ทางจังหวัดได้เชิญตัวแทนทั้ง 2 กลุ่มมาประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อให้เสนอแนวทางการปฎิรูปสังคมในทุกมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และพลังงาน หากใครมาไม่ได้ให้เขียนเป็นข้อเสนอส่งมา ทางจังหวัดจะได้รวบรวมข้อเสนอของทุกกลุ่มส่งให้กับทางคสช.ต่อไป
 
ผวจ.ชัยนาท กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มอบหมายให้แต่ละอำเภอไปจัดกิจกรรมสร้างความสมานฉันท์ตามนโยบายคสช.มาแล้วและจัดครบทั้ง 8 อำเภอ 51 ตำบล 505 หมู่บ้าน ซึ่งข้อเสนอหนึ่งที่สำคัญโดยชาวบ้านอยากให้ทางคสช.แก้ปัญหาให้คือ  การจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาลให้จ.ชัยนาทตามจำนวนประชาชน และอยากให้แก้ปัญหาโควต้าฉลากฯที่ไปกระจุกตัวอยู่กับนายทุนบางกลุ่ม อย่างไรก็ตามข้อเสนอเหล่านี้จะรวบรวมเสนอให้คสช.ต่อไป