
'ผู้หญิง'เหยื่อกระบวนการยุติธรรม
03 ก.ค. 2557
ไลฟ์สไตล์ : 'ผู้หญิง' เหยื่อกระบวนการยุติธรรม
ปัจจุบันมีผู้หญิงตกเป็นผู้ต้องหาและต้องโทษคดีอาญาเพิ่มสูงขึ้น โดยกว่าร้อยละ 80 เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้ตามกฎหมายหญิงชายจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน หากความเป็นจริงผู้หญิงที่อยู่ในภาวะยากลำบากหรือเปราะบางทั้งฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมยังคงถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะในโลกของอาชญากรรม หรือกระบวนการค้ายาเสพติด เพื่อรวมกันหาทางออก สำนักกิจการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม จึงจัดเวทีระดมความคิดเห็นเรื่อง “ผู้หญิง อิสรภาพที่ถูกจำกัด ภายใต้วาทกรรมยาเสพติด” โดยมีข้าราชการ นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป ร่วมเสนอแนวคิดอย่างกว้างขวาง ที่ห้องเจ้าพระยาบอลรูม โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค กรุงเทพฯ วันก่อน
ก่อนเปิดวงสนทนา จิรภา สินธุนาวา ผู้อำนวยการสำนักกิจการในพระดำริฯ กล่าวรายงานว่า พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเป็นผู้นำเสนอแนวทางเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิงในเวทีสหประชาชาติ และเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติ เป็น “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ” ที่เรือนจำและทัณฑสถานทั่วโลกจะได้นำไปยึดถือและปฏิบัติ จากข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับการกระทำความผิดหญิง มี 2 ประการ คือ 1.ทำอย่างไรถึงจะส่งผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดซึ่งมิได้มีลักษณะของอาชญากร ไปสู่เรือนจำ/ทัณฑสถานให้น้อยที่สุด 2.เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำแล้วทำอย่างไรชีวิตของผู้หญิงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพชีวิตนอกเรือนจำ นอกเหนือจากอิสรภาพที่ต้องถูกจำกัดลงในระหว่างนั้น
ด้าน ศ.พิเศษ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ผู้พิพากษาพิเศษ กล่าวถึงปัญหาผู้ต้องขังหญิง (ยาเสพติด) ล้นเรือนจำ ว่า เมื่อปี 2556 พบตัวเลขผู้ต้องขังทั้งหมด 2.9 แสนคน เป็นชาย 2.5 แสนคน เป็นหญิง 4.2 หมื่นคน แบ่งเป็นคดียาเสพติดชาย 1.7 แสนคน หญิง 3.4 หมื่นคน ที่น่าสนใจเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดหญิงมีถึง 2.6 หมื่นคน จำนวนขนาดนี้ล้นเรือนจำแน่นอน และการคาดหวังว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีนั้นยาก คำถามคือกระบวนการทั้งหมดจะแก้อย่างไร ซึ่งคาดหมายว่า ภายใน 3 ปีคดียาเสพติดจะเพิ่มเป็น 1.8 แสนคดี
“การจับยาเสพติดไม่เหมือนคดีอื่นๆ เพราะมีสินบนนำจับ จึงหอมหวานมาก เงินนำจับมีหลายขั้น นั่นคือต้นทุน พอถึงศาลคดีเหล่านี้ไปบั่นทอนคดีอื่นๆ มีคนบอกว่าศาลลงโทษไม่ได้สัดส่วน คดียาเสพติดตำรวจเป็นโจทก์ ขณะที่ชาวบ้านที่เป็นจำเลยไม่มีอะไรเลย นี่คือจุดอ่อนของกระบวนการยุติธรรม ส่วนตัวคิดว่าถ้าไม่มีผู้เสพคนขายก็ขายไม่ได้ ตอนนี้มีผู้เสพรวม 3 ล้านคน ถ้าตัดผู้เสพลงได้คนผลิตก็น่าจะลดลง ก็ตัดวงจรได้เยอะ” ผู้พิพากษาพิเศษ ให้มุมมอง
ในส่วนของ เมทินี ชโลธร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามองว่า ผู้หญิงทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดคงต้องแยกกลุ่มผู้ที่ตกเป็นเหยื่อรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และผู้ทำผิดที่มีคู่คดีเป็นสามี, คนรัก และลูก ออกมาให้ได้ เพราะผู้หญิงมีมิติด้านหนึ่งที่ต่างจากชาย ศาลต้องวินิจฉัยว่าร่วมกันรู้เห็นการทำผิดหรือไม่ ถึงเวลาต้องทบทวนกระบวนการกันให้ละเอียดในการตีกรอบในกรณีมีคู่คดีอยู่ในครอบครัว อีกทั้งเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราวสำหรับนักโทษหญิงก็สำคัญ เพราะการกักขังผู้หญิงใช่เพียงคนคนนั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่เหมือนเป็นการกักขังทั้งครอบครัวไปด้วย รวมถึงอยากให้มีการสอบสวนมูลเหตุการณ์ทำผิดตั้งแต่ชั้นต้น ซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการพูดถึงแรงจูงใจในการทำผิด การเพิ่มเติมนี้จะช่วยให้ศาลนำมาพิจารณาบทลงโทษที่เหมาะสม ผู้ทำความผิดเดียวกันอาจไม่ต้องลงโทษเท่ากันก็ได้ ถึงเวลาต้องพิจารณาปรับตัวบทกฎหมายให้ได้สัดส่วนกับความผิดมากน้อยเพียงใด
ปิดท้ายที่ อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ พูดถึงความไม่เป็นธรรมทางเพศในการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง “ชายขอบ” เช่น หญิงชนเผ่า, หญิงต่างด้าวและหญิงมุสลิมในชายแดนใต้ เป็นต้น ว่า มีปัญหาในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ในการแก้ปัญหาควรกระตุ้นให้มองมิติความแตกต่างของหญิงและชาย ยกตัวอย่างคดียาเสพติดในสตรีมุสลิมมักไม่มีบทบาทในการต่อรอง ถูกเอาเปรียบจากคนรู้ช่องทางกฎหมาย สุดท้ายกลายเป็นนักโทษแบบจำยอม พร้อมกับฝากความหวังว่า การต้องโทษของผู้หญิงส่งผลกระทบในวงกว้าง ในเรือนจำไม่ได้ออกแบบมาให้ผู้หญิงเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันคิดเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป



