
เงินทองต้องรู้ : อาร์ต ออฟ ไลฟ์
04 ก.ค. 2557
เงินทองต้องรู้ : อาร์ต ออฟ ไลฟ์ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ส่วนหนึ่งของคำนำสำนักพิมพ์ที่ปรากฏในหนังสือ “Bookstore Style เสน่ห์ของร้านหนังสือที่ซีกโลกใต้” หนังสือเล่มล่าสุดที่เพิ่งแวะซื้อและขอลายเซ็นจากผู้เขียน บอกไว้ว่า “หนุ่ม หนังสือเดินทาง ผู้เชื่อว่า ‘ชีวิตเป็นแค่การผ่านมาช่วงสั้นๆ (ก่อนจะจากไปอย่างถาวร) อยากใช้ชีวิตแบบไหน ไม่ควรลังเลใจที่จะลงมือทำ เขาลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านหนังสือชื่อ ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ (Passport Bookshop) ที่อยู่มาได้อย่างสบายดี กว่า 10 ปีแล้ว กลายเป็นทั้งต้นแบบของร้านหนังสืออิสระอย่างแท้จริง และเป็นร้านแห่งแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมายอยากเปิดร้านหนังสือ”
เงยหน้าจากคำนำ อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ เพราะนึกย้อนถึง “สาวแบงก์” วัยเลยสี่สิบกะรัต ที่เพิ่งพบกันในร้านทำผมเล็กๆ ของหมู่บ้าน กับการขอคำปรึกษาจากช่างทำผมว่า เธออยากลาออกจากงานประจำ มาทำธุรกิจของตัวเอง เพราะคิดว่า ด้วย “วัยสี่สิบ” ของเธอ เธอควรหลุดพ้นจากงานประจำ และมี “อะไร” เป็นของตัวเองเสียที แต่ปัญหาคือ เธอไม่รู้ว่า “อะไร” นั้นคือ “อะไร”
“แล้วพี่ทำอะไรเป็นบ้างล่ะ” เสียงช่างทำผมถามลูกค้า คำตอบคือ “นั่นสิ… นึกไม่ออกเหมือนกันว่าทำอะไรได้บ้าง”
เช่นเดียวกับผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” อีกคนหนึ่งที่ส่งข้อความมาถามในรายการถึง ‘หลักคิด’ ในการตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำธุรกิจของตัวเอง มีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากคุณวีระ ธีรภัทร ที่คิดว่า คุ้มค่ากับการบอกต่อ หากว่าใครไม่ได้ฟังรายการในวันนั้น
“ลองสำรวจสิ่งที่คุณเป็นอยู่ อย่างรอบคอบก่อน อย่าเพิ่งรีบกระโดด”
คุณวีระ ขยายความว่า สำรวจสิ่งที่เป็นอยู่ ก็คือ การที่คนจำนวนไม่น้อย “ไปไม่ถึงดวงดาวในสายงานที่ตัวเองทำ” เป็นเรื่องของความอึดอัดคับข้องที่ไม่ได้ดังใจ ดังนั้น ต้องสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วนว่า ที่คิดแบบนั้น เพราะแค่อยากเปลี่ยนงาน เปลี่ยนที่ทำงาน หรือเปลี่ยนสายงาน แล้วถามตัวเองว่า ที่เราทำงานมา 20 ปีนั้น “ได้มรรคได้ผลแล้วหรือยัง”
เพราะในวัย 40 กว่าๆ เป็นช่วง ‘คอขวด’ ของชีวิตการงาน ที่ ‘ผ่านยาก’ แต่ถ้าผ่านไปแล้วหรือทะลุคอขวดทางการงานไปแล้ว คนจำนวนมากจะคิดว่า การตัดสินใจทิ้งงานประจำ อาจจะเป็นการตัดสินใจผิด และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อย
เมื่อสำรวจอย่างรอบคอบกับ “ปัจจุบัน” ของตัวเอง และคำตอบก็ยังเหมือนเดิม คือ ไม่ว่าอย่างไร ก็จะลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวแน่ๆ หลักคิดแรกก่อนการตัดสินใจ คือ “ทำเรื่องที่เราถนัด”
“ไม่ต้องพูดเรื่องเงิน เพราะถ้าจะทำธุรกิจ ต้องมีเงินแน่ๆ หรือไม่ต้องพูดเรื่องทำเล เพราะก็ต้องมีแน่ๆ เหมือนกัน แต่ถ้าคุณจะเปิดร้านอาหาร คุณก็ต้องทำอาหารเป็น ถ้าคิดว่า เราเป็นแค่ผู้บริหาร ไม่ต้องทำเอง จ้างเขาทำแล้วเราดูแล มันก็ไปไม่รอด เพราะต้องไม่ลืมว่า รายได้ของเราก็คือสิ่งที่เราลงทุน มันเป็นเรื่องของการ ‘จ้างตัวเองทำงาน’ ที่สำคัญ เราต้องเตรียมตัวรับความผิดหวังระดับหนึ่ง เพราะมันไม่ง่ายที่จะทำธุรกิจเล็กๆ ให้ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว”
เคยมีโอกาสถาม “วิศวกร” ในวัยสี่สิบต้นๆ ที่ตัดสินใจทิ้งงานประจำ ซึ่งเป็นงานที่ดี รายได้ดี แล้วหันมาเปิด “สตูดิโอขัดเคลือบแก้วรถยนต์” ภายใต้ชื่อ “คาร์ เฟติช สตูดิโอ” (Car Fetish) ว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ผลักดันให้เปลี่ยนเส้นทางชีวิต เจ้าของ “คาร์ เฟติช” บอกว่า “ทำเรื่องที่ถนัด” แบบที่คุณวีระบอก ก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญ ก็คือ เขามีความสุขกับสิ่งที่ทำ หลังจากที่ทำในสิ่งที่ควรจะทำกับวิชาชีพ “วิศวกร” อย่างเต็มที่แล้ว
“ผมโชคดีที่ทำได้ และมีความสุข เพราะเรามีความรู้ความสนใจเรื่องรถเป็นต้นทุนเฉพาะตัวของเราอยู่แล้ว งานขัดเคลือบแก้วรถยนต์ มันเป็นงานคาร์ ดีเทลลิ่ง ที่มีรายละเอียดมาก และบางที เราไม่อาจเรียกมันว่า ‘ธุรกิจ’ เพราะมันเป็นศิลปะมากกว่า เราไม่สามารถหารายได้จากใครก็ได้ แต่มันต้องเป็นคนที่ชอบเหมือนกัน และเป็นคนที่เข้าใจตรงกันว่า การดูแลรถเป็นศิลปะ ลูกค้ามีความสุขกับรถสวยๆ ส่วนผมก็มีความสุขกับการดูแลรถของลูกค้าให้สวยได้อย่างที่เขาต้องการ”
นอกจากทำเรื่องที่ถนัดและมีความสุขแล้ว แรงผลักดันสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้วิศวกรหนุ่มรายนี้ตัดสินใจเปิด ‘คาร์ ดีเทลลิ่ง สตูดิโอ’ ยังมาจากการที่เขามองว่า ทุกวันนี้ หลายคนกระโดดเข้าสู่ธุรกิจขัดเคลือบแก้วรถยนต์ เพราะมองเห็นเป็นแฟชั่น ที่สุดท้ายแล้ว ไม่ใช่ “ของจริง” แต่กลายเป็นแค่ “ของปลอม”
“อย่างที่ผมบอกว่า งานคาร์ ดีเทลลิ่ง มีรายละเอียดมาก ทั้งการทำงานที่ไม่ใช่ให้ใครก็ได้ทำ เพราะมันเป็นงานฝีมือจริงๆ หรือเรื่องของน้ำยาขัดเคลือบที่ใช้ ซึ่งต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่อะไรก็ได้อีกเหมือนกัน วันที่ผมตัดสินใจเปิด ‘คาร์ เฟติช สตูดิโอ’ ผมคิดแค่ว่า เราเป็น ‘ของจริง’ จริงๆ และที่สำคัญ คือ สเราต้องการทำให้เห็นว่า เราแตกต่าง ท่ามกลางของมากมายที่มีอยู่ในตลาด”
เมื่อถามประโยคสำคัญว่า แล้ว ‘รายได้’ ล่ะ เจ้าของคาร์ เฟติช หัวเราะ ก่อนจะบอกว่า “เรากำลังทำงานศิลปะ”
คงไม่แตกต่างกันกับเจ้าของ “ร้านหนังสือเดินทาง” อย่าง “คุณหนุ่ม” ที่ตัดสินใจทิ้งงานประจำมาเปิดร้านหนังสือเล็กๆ ของตัวเอง เขาเขียน ‘คำนำ’ ในหนังสือเล่มใหม่ของเขาว่า ผู้คนไม่น้อยอยากเป็นเจ้าของร้านหนังสือ แต่ครั้นถามว่าแล้วทำไมไม่ลงมือทำ หลายคนกลับบอกว่า รอให้เกษียณก่อน หรืออยากให้พร้อมมากกว่านี้ พูดราวกับว่าสิ่งอื่นที่ทำอยู่นั้นมีความสุขมาก ทั้งที่พวกเขายืนยันว่า การมีร้านหนังสือเป็นความฝันของตัวเอง
"ทำไมต้องรอ รู้ได้อย่างไรว่า เมื่อปลดเกษียณแล้วจะทำหนังสือได้ดี หรือว่าลึกเข้าไปในความรู้สึก เอาเข้าจริง เรายังมองไม่ออก ตลอดจนไม่มั่นใจว่าการเป็นเจ้าของร้านหนังสือจะเลี้ยงดูเราได้” ถึงเจ้าของร้านหนังสือเดินทางจะไม่ได้บอกถึง ‘รายได้’ แต่ร้านหนังสือที่อยู่ได้อย่าง ‘สบายดี’ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็คงจะพอบอกอะไรได้บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นคาร์ ดีเทลลิ่ง สตูดิโอ อย่าง “คาร์ เฟติช” หรือร้านหนังสืออิสระอย่าง “ร้านหนังสือเดินทาง” ที่แตกต่างกัน แต่กลับมี ‘จุดร่วม’ เดียวกัน นั่นคือ อาร์ต ออฟ ไลฟ์ หรือศิลปะในชีวิตทางการงาน
อาจจะจริงอย่างที่คุณวีระกล่าวไว้ในรายการ “เงินทองต้องรู้” ว่า การก้าวข้ามจากลูกจ้างประจำเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น ต้องใช้ “แรงผลักดัน” หรือ “แรงบันดาลใจ” มากมาย
เราจึงอาจจะต้องคิดทบทวนอย่างรอบคอบว่า แรงผลักดันนั้นมากเพียงพอหรือไม่ หรือเป็นเพียงเพราะเราต้องการหลุดพ้นจากเรื่องไม่ได้ดังใจในชีวิตการงาน ที่สุดท้ายแล้ว ก็เป็นแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น
---------------------------
(เงินทองต้องรู้ : อาร์ต ออฟ ไลฟ์ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



