
ทหาร-ตร.รวบอดีตทหารอาวุธสงครามอื้อ
จับอดีตทหารการข่าว 1 ใน 8 ผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลทหารสระบุรี ฐานครอบครองอาวุธสงครามจำนวนมาก รองผบ.ตร.ชี้เร่งตรวจสอบเชื่อมโยงป่วนการเมือง
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2557 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท.ผบช.ภ.1 พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. และเจ้าหน้าที่ทหาร กองพันทหารม้าที่ 19 ค่ายสุรสีห์ ร่วมกันแถลงผลจับกุม จ.ส.อ.ภคภูมิ โกศินานนท์ หรือจ่าโก อายุ 58 ปี ทหารนอกราชการ อดีตนายสิบการข่าว สังกัดกรมทหารม้าที่1 ซึ่งเป็นผู้ต้องหา 1 ใน 8 รายที่ถูกศาลทหาร จ.สระบุรี ออกหมายจับ ในข้อหา "ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะการสงคราม ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ไว้ในครอบครอง โดยฝ่าฝืนกฎหมาย
การจับกุมดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นอาวุธสงคราม ที่ผู้ต้องหาครอบครองไว้จำนวนมาก ประกอบด้วย อาวุธปืน เอเค 47 หรืออาก้า จำนวน 2 กระบอก หมายเลขปืน 2925713 และ2506728 , ซองกระสุน 3 ซอง , อาวุธปืน เอ็ม 16 เอ 1 จำนวน 1 กระบอก หมายเลขปืน 4919694 , ซองกระสุน 4 ซอง , กล้องเล็งยิง 2 กล้อง พร้อมเครื่องกระสุนชนิดเอเค 47 ขนาด 7.62 มม. จำนวน 561 นัด ชนิดเอ็ม 16 ขนาด 5.56 มม. จำนวน 235 นัด , กระสุนขนาด 12.7 มม. จำนวน 17 นัด , กระสุนขนาด .45 มม. จำนวน 15 นัด , กระสุนขนาด .32 มม. จำนวน 41 นัด , กระสุนปืนคาร์บิน ขนาด .30 มม. จำนวน 108 นัด , ระเบิดเครโม 2 ลูก พร้อมม้วนสายไฟ 2 ม้วน , เครื่องจุดแม็คนิโต 2 อัน ระเบิดแบบขว้างสังหาร ชนิด อาร์จีดี 5 จำนวน 10 ลูก พร้อมชุดกระเดื่อง 1 กระป๋อง เลขล็อตที่ 58-89 ระเบิดควัน 1 ลูก เชื้อประทุไฟฟ้า 67 อัน เสื้อเกราะกันกระสุนแบบใยแก้ว 1 ตัว , กระเป๋าใส่ซองกระสุน 1 ตัว , แซ่ทำความสะอาดปืน 1 ชุด และหม้อสนาม 1 ใบ โดยจับกุมตัวได้เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา และนำตัวไปค้นพบของกลางทั้งหมดได้ที่ห้องเก็บของลานไนน์ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี คลอง6 จ.ปทุมธานี
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้จับกุมอาวุธสงครามที่อำเภอวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา และผู้ต้องหาที่ถูกจับก่อนหน้านี้ ได้ให้การซัดทอดว่า จ.ส.อ.ภคภูมิ มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ออกหมายจับจ่าสิบเอกภคภูมิ พร้อมพวกรวม 8 คน ซึ่งทั้งหมดถูกออกหมายจับโดยศาลทหาร จ.สระบุรี และการจับกุมครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันระหว่างตำรวจกับทหาร ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งอาวุธสงครามที่ยึดได้ อยู่ระหว่างการสืบสวนว่า เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมทางการเมืองที่ผ่านมาหรือไม่ ส่วนระเบิด อาจีดีไฟว์ พบว่าเลขที่ระเบิด มีความคล้ายคลึงกับที่คนร้ายเคยใช้ก่อเหตุที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหาอ้างว่า อาวุธทั้งหมดซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า หากการสอบสวนขยายผล เชื่อมโยงไปถึงใครที่นอกเหนือจาก 8 คนที่ถูกออกหมายจับไปแล้ว ก็จะดำเนินการขอหมายจับเพิ่มเติม และติดตามตัวมาดำเนินคดี
ส่วนกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข เผยแพร่ข้อมูลทางโซเชียลมีเดีย ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม และอ้างว่าทางเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาเพื่อขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน นั้น พลตำรวจเอกสมยศระบุว่าไม่เป็นความจริง เพราะเดิมนายจักรภพ มีหมายจับอยู่แล้ว กรณีที่นำมวลชนปิดบ้านสี่เสาเทเวศร์ตั้งแต่ปี 2550 และคดีนี้อัยการสั่งฟ้องแล้ว อยู่ในกระบวนการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน
"ส่วนกรณีครอบครองอาวุธสงครามอยู่ในส่วนของสำนวนคดี หากไม่มีมูลความจริง ทางศาลทหารคงไม่อนุมัติหมายจับ และเจ้าหน้าที่ทำงานตรงไปตรงมา ตามพยานหลักฐาน ไม่ได้กลั่นแกล้งแต่อย่างใด และคดีหลังก็จะทำสำนวนสั่งฟ้อง และยื่นตามกระบวนการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนแนบไปอีกสำนวน นอกเหนือที่มีอยู่แล้ว แต่ขณะนี้คดีครอบครองอาวุธของนายจักรภพ ยังอยู่ในส่วนของสำนวนการสืบสวนสอบสวน" พล.ต.อ.สมยศ กล่าวยืนยัน
'วัชรพล'สั่งให้'สมยศ'คุมทุกคดีความมั่นคง
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีรายงานว่า (ตร.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) ลงนามคำสั่ง ตร.ที่. 320/2557 เรื่องการมอบหมายให้กำกับดูแลงานสืบสวนสอบสวน คดีอาญาเกี่ยวกับความมั่นคง ลงวันที่ 29 มิถุนายน โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.)ด้านความมั่นคง ให้รับผิดชอบกำกับดูแลงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งได้แก่ ความผิดที่เกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร และความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงความผิดอาญาตามประกาศ หรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตลอดจนความผิดที่ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกับคดีดังกล่าว ตั้งแต่การสืบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน การสอบสวนดำเนินคดีการสั่งคดี และการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวน และคณะพนักงานสอบสวน การคุ้มครองพยานในหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งนี้เพื่อให้การสืบสวน สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานความผิดต่างๆที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความต่อเนื่อง รอบคอบ รัดกุมถูกต้องตามหลัก กฎหมาย และสอดคล้องกับคำสั่งกำหนดลักษณะงานและมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้จเรตำรวจแห่งชาติ รองผบ.ตร. หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ(สบ10) ที่ปรึกษา(สบ10) รองจเรตำรวจ ผู้ช่วยผบ.ตร. รองหัวหน้า นรป.
ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวให้ยกเลิกคำสั่ง ตร.ที่ 265/2557 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2557 ที่ พล.ต.อ.วัชรพล มอบหมายให้ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร.ด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รับผิดชอบกำกับดูแลคดีเกี่ยวกับอาวุธปืน อาวุธสงครามและคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วย ซึ่งคำสั่งที่ 265/2557 นี่เอง มีการวิพากษ์วิจารณ์ใน ตร.ว่า เป็นคำสั่งที่มอบหมายงานข้ามสายงาน ทั้งที่พล.ต.อ.เอก คุมงานด้านปราบปราม แต่คำสั่ง 265/2557 ให้รับผิดชอบดูแลงานของสายงานความมั่นคง ซึ่งเหล่าข้าราชการตำรวจจับตามมองว่า คำสั่ง 265/2557 นี้ อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งของ รองผบ.ตร.ทั้ง 2 คน ที่ต่างถูกจับตามว่าเป็นคู่ แคนดิเดต ผบ.ตร. คนต่อไป
ทหารร่วมตำรวจทลายแหล่งรับฝากรถจักรยานยนต์92คัน
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ สภ.เขวาใหญ่ ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ .มหาสารคาม พล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิขย์ ผู้บังคับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม พ.ต.ต.พรเทพ กลิ่นอุดม ผู้กำกับการสืบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ร่วมกันแถลงผลการตรวจยึดรถจักรยานยนต์ จำนวน 92 คัน ที่บริเวณกระท่อมนาไม่มีเลขที่ใกล้กับวัดป่ากู่แก้ว หมู่ที่ 20 ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม
โดยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ต.ท.สุมิตร นันสถิต สารวัตรใหญ่ สภ.เขวาไร่ ได้รับแจ้งจากตำรวจอาสา ว่า ที่บริเวณกระท่อมนาไม่มีเลขที่ มีรถจักรยายนต์จอดอยู่เป็นจำนวนมาก คาดว่าจะเป็นแหล่งซุกซ่อนรถที่ได้รับการโจรกรรมมา จึงประสานมาให้ทำการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขอหมายศาลจังหวัดมหาสารคามเพื่อทำการตรวจค้น
ไปถึงกระท่อมพบว่ามีรถจักรยานยนต์จำนวน 92 คัน จอดเรียงรายไว้ที่บริเวณกระท่อม โดยมีนายพีรศักดิ์ แซ่เลา อายุ 24 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 51 หมู่ 4 ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เจ้าของร้านตี๋น้อย เป็นผู้รับฝากดูแลและนำรถมาเก็บไว้ที่กระท่อมดังกล่าว พร้อมกับยืนยันว่า รถจักรยานยนต์ที่ตนรับฝากมีเอกสารหลักฐานของผู้นำมาฝากครบถ้วนถูกต้องทุกคัน แต่ขณะนี้เอกสารไม่ได้อยู่กับตน จึงขอเวลารวบรวมเอกสารก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ร่วมกันทำการตรวจยึดและนำส่งพนักงานสวบสวน สภ.เขวาใหญ่ เพื่อทำการสวบสวนและตรวจสอบที่มาที่ไปของรถจักรยานยนต์ทั้งหมดก่อน
สำหรับประชาชนที่สงสัยว่าเป็นรถจักรยานยนต์ของตนเองที่ถูกโจรกรรมมา ของกกลางจะเก็บไว้ที่ สภ.เขวาใหญ่ ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย เพื่อทำการตรวจสอบต่อไป
ผู้ว่าฯ-ผบ.มทบ.33มอบนโยบายปราบยาเสพติดหวังเชียงใหม่เป็นพื้นที่สีขาว
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมแกรนด์ภูคำ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับ มทบ.33 จัดโครงการ “ประชุมเร่งรัดปราบปรามและหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติดพื้นที่ 110 หมู่บ้าน จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2557” โดยมีนายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่ และ พล.ต.ศราวุธ รังษี ผบ.มทบ.33 ได้มอบนโยบายการดำเนินงานปราบปรามและหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติด มีเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนเข้าร่วมทั้งสิ้น 628 คน
นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของยาเสพติดได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการลำเลียง การค้า และการเสพ โดยที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหายาเสพติดของจังหวัดเชียงใหม่นับว่ามีการดำเนินการจัดการได้ดีในอันดับต้นๆของประเทศ ในขณะเดียวกันทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือและเร่งดำเนินการตามคำสั่งคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ 41/2557 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างเคร่งครัด โดยไม่ให้เดือดร้อนประชาชนในพื้นที่
สำหรับจังหวัดเชียงใหม่จะให้ทุกพื้นที่ปลอดยาเสพติดทุกฝ่ายต้องร่วมกันปราบปรามและยุดการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ตามนโยบายของ คสช. ทั้งนี้ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม 6 มาตรการ คือ การสกัดกั้นปราบปรามจับกุม การจัดระเบียบและเฝ้าระวังสถานบริการหรือสถานประกอบการ การบำบัดฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันเด็กและเยาวชน การยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และการติดตามประเมินผล ซึ่งทุกขึ้นตอนจะเสร็จสิ้นภารกิจภายในกรอบเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. - 8 ก.ค.57
พล.ต.ศราวุธ รังสี ผบ.มทบ.33 กล่าวว่า ปัจจุบันทหารเข้ามามีอำนาจในการช่วยปฏิรูปประเทศและนโยบายการปราบปรามยาเสพติดก็เป็นนโยบายหนึ่งที่ทาง คสช.ให้ความสำคัญ อีกทั้งช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงการประกาศกฎอัยการศึก ทหารมีอำนาจในการเข้าตรวจค้นสถานที่สงสัยและสถานที่ผิดกฎหมายจึงไม่ต้องขอหมายศาล หากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ทุกคนร่วมมือแจ้งเบาะแส ทางเจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจค้นและจับกุมดำเนินคดีได้เลย ซึ่งไม่เหมือนที่ผ่านมาต้องรอผ่านหลายขั้นตอนกว่าจะเข้าบุกตรวจค้นจับกุมคนผิด เขาก็รู้ตัวแล้ว
ทั้งนี้ตนเองเชื่อว่าปัญหายาเสพติดในทุกพื้นที่ ทางผู้ใหญ่ กำนัน และผู้นำท้องถิ่นทุกคนย่อมมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ค้ายาในพื้นที่ของตนเป็นอย่างดีอยู่แล้ว จึงอยากให้ทุกคนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเพื่อช่วยกันปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดและปัญหาอื่นๆ ถ้าหากว่ากลัวผู้มีอิทธิพลและไม่กล้าแจ้งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่โดยตรง สามารถส่งจดหมายมาได้ แต่ถ้าทุกคนเห็นว่าไม่ใช่ธุระของตน ปัญหายาเสพติดที่เป็นปัญหาของชาติก็ยังมีอยู่ ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่ให้เห็นแก่ลูกหลานในอนาคตและเยาวชนทุกคนจะได้ไม่ตกเป็นทาสของยาเสพติด ดังนั้นทุกคนต้องร่วมมือกันปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังเพื่อทำให้สังคมไทยดีขึ้น
ทหารลุยจัดระเบียบวินจยย.ในพื้นอ.หาดใหญ่กว่าพันคัน
ที่โรงแรมบีพีแกรนด์ทาวเวร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พ.อ.วรพล วรพันธ์ เสนาธิการ มทบ.42 ร่วมกับตำรวจสภ.หาดใหญ่ฝ่ายปกครองและเทศบาลนครหาดใหญ่ จัดโครงการฝึกอบรมและจัดระเบียบเครือข่ายรถจักรยานยนต์รับจ้าง โดยเชิญกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่อยู่ในพื้นที่ตัวเมืองหาดใหญ่ทั้งหมดกว่า 1,000 คัน มารับทราบหลักการปฏิบัติตามระเบียบของรถจักรยานยนต์รับจ้าง การบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งวางแนวทางการจัดระเบียบและจัดทำทะเบียนหรือหมายเลขเสื้อวินขึ้นใหม่
เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามแนวทางของ คสช.ที่ต้องการให้วินรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง และป้องกันวินเถื่อนรวมถึงการถูกบังคับข่มขู่ของกลุ่มผู้มีอิทธิพลและคนมี รวมทั้งมาตรฐานการให้บริการโดยเฉพาะเรื่องของราคาค่าโดยสาร
พ.อ.วรพล วรพันธ์ เสนาธิการ มทบ.42 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยจะเร่งจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้างที่อยู่ในพื้นที่ตัวเมืองหาดใหญ่ทั้งหมด ทั้งในเรื่องของวินเถื่อน รถที่ไม่ถูกต้อง รวมเสื้อวินเถื่อน เพื่อให้ทุกอย่างเข้าสู่ระบบสร้างมาตรการให้บริการเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังเหตุร้ายในพื้นที่อ.หาดใหญ่ เนื่องจากเป็นเครือข่ายใหญ่ที่กระจายอยู่ทุกมุมเมือง



