ข่าว

นิมนต์พระสงฆ์เทศน์'ลดอคติไม่จองเวร'

นิมนต์พระสงฆ์เทศน์'ลดอคติไม่จองเวร'

30 มิ.ย. 2557

ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดอุตรดิตถ์ นิมนต์พระสงฆ์เทศนา ลดอคติ ไม่จองเวร สร้างรักสามัคคี 'กัมปนาท'ตั้งเป้าศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ 'นายกฯ-รบ.-ฝ่ายค้าน' เดินได้ทุกตารางนิ้ว

               วันที่ 30 มิถุนายน 2557 ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดอุตรดิตถ์ นิมนต์พระครูสุภัทรสันติคุณ เจ้าอาวาสวัดดอยท่าเสา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ พระนักเทศ เทศนาธรรมแนวทางปฏิบัติตนสร้างความรักความสามัคคี แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับประชาชนในหมู่บ้าน ตำบลของตนเอง หนึ่งในแนวทางสร้างความปรองดอง คืนความสุข สู่ประชาชนของจังหวัดอุตรดิตถ์

               พระครูสุภัทรสันติคุณ เทศนาใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง มุ่งเน้นให้กลุ่มผู้นำลดอคติ ไม่จองเวร มีความเมตตา เพื่อนำไปสู่ความรัก ความสามัคคี ท้ายสุดเมื่อตัวเองมีความสุข สังคมรอบข้างจะมีความสุข

               จากนั้นพล.ต.ธัญญพรหม. อัศวจินดา ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ ชี้แจงทำความเข้าใจกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น ถึงการนโยบายของ คสช.และระบุถึงผลการสนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กวาดล้างการกระทำสิ่งผิดกฎหมาย ทั้งอาวุธสงคราม การตัดไม้ทำลายป่า บ่อนการพนัน การค้าและเสพยาเสพติด โดยแยกเป็นจังหวัดแพร่ มีการจับกุมอาวุธสงคราม 10 รายการ ยาเสพติด(ยาบ้า) 70,084 เม็ด  ไม้แปรรูป 8,174 แผ่น ไม้สักท่อน 18 ท่อน ผู้ต้องหา. 24 คน พื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้อาวุธสงคราม 10 รายการ ยาบ้า 30,005 เม็ด ไม้สักท่อน 14 ท่อน ผู้ต้องหา 6 คน            ขอความร่วมมือผู้นำชุมชนในการจัดเวทีประชาคมทุกหมู่บ้าน ชี้แจ้ง ทำความเข้าใจ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเสนอปัญหาความต้องการ

               ขณะที่แพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลค่าพิชัยดาบหัก จังหวัดอุตรดิตถ์  จัดหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่นด้วย

 

เป้าปรองดอง'นายกฯ-รบ.-ค้าน'เดินได้ทั่วไทย


               เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ (ผช.เสธ.ทบ.ฝยก.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของ ศปป.ว่า ศูนย์ปรองดองฯ มีการดำเนินการตามแผนงานที่ได้วางไว้ ซึ่งมีกิจกรรมหลัก 4 ประการ คือ 1.การคืนความสุขให้กับคนไทย ซึ่งจะได้เห็นว่ามีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งดนตรี กีฬา ขนบธรรมเนียบประเพณี 2.การลดหรือยุติความขัดแย้ง โดยได้มีการเชิญบุคคล และกลุ่มดังกล่าวมาพูดทำความเข้าใจ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดองสมานฉันท์ ทั้งที่เป็นรายบุคคล และกลุ่มก้อน ทั้งจัดเวทีสัมมนา และดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามแบบแผน 3.ขยายความร่วมมือไปยังภาคประชาสังคมก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งคนไทยทุกคนต่างเห็นด้วยที่จะให้ประเทศไทยกลับไปมีความรักความสามัคคีเหมือนเดิม และ 4.การเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมกับส่งข้อมูลมายังส่วนกลางตามนโบายของหัวหน้า คสช. และไม่ได้ชี้ถูกผิดเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนงาน คือสิ้นเดือน ก.ค. จะรวบรวมข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่และส่งไปให้กับสภาปฏิรูป ทั้งนี้ ศปป.มีการประเมินผลและอยู่ในเกณฑ์พอใจ ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ ส่วนคลื่นใต้น้ำก็จะต้องอาศัยการพูดคุยและการทำความเข้าใจ ซึ่งเราได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ถ้าหากว่าศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปสำเร็จ เราก็จะได้เห็นว่านายกรัฐมนตรี นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือ ฝ่ายค้าน ทุกคนต้องเดินได้ทุกตารางนิ้วในประเทศไทยนี้ ไม่ใช่เดินได้เฉพาะในภาคใดภาคหนึ่ง ต้องเดินให้ได้ในทุกพื้นที่ นายกรัฐมนตรีต้องบริหารราชการได้ ส่วน ส.ส.ก็จะต้องลงพื้นที่ดูแลประชาชนทุกกลุ่มก้อน นี่คือสิ่งที่เราปารถนา

               พล.ท.กัมปนาท กล่าวอีกว่า การดำเนินการสร้างความปรองดองอยู่ที่ความเชื่อใจ และเราก็มีการตรวจสอบอยู่ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงมหาดไทย หรือ กระทรวงสาธารณสุข ในส่วนกองทัพเองก็มี ซึ่งจะลงพื้นที่ในแต่ละหมู่บ้าน 2-3 ครั้ง ว่ากลุ่มเป้าหมายดังกล่าวมีความจริงใจในการปรองดองหรือไม่ สิ่งที่ทำอยู่เป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดองสมานฉันท์ เพราะเปิดโอกาสให้คนมาพูดคุยกันตั้งแต่กลุ่มเล็กๆ มาจนถึงกลุ่มใหญ่ ซึ่งขณะนี้จะไม่มีการเรียกให้ใครมารายงานตัวอีก เพราะงานทุกอย่างมีความก้าวหน้าไป 60-70 เปอร์เซ็นต์แล้ว และเราพยายามปรับไปตามสถานการณ์ โดยในส่วนของหมู่บ้านเสื้อแดงก็มีการลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจ ซึ่งมองว่าชาวบ้านไม่ได้มีปัญหาแต่ที่สำคัญอยู่ที่แกนนำไปบอกข้อมูลที่ผิดๆ หรือเป็นการฝังชิพในหัวของชาวบ้าน ทำให้เขาเข้าใจบางสิ่งบางอย่างที่คาดเคลื่อนไป ซึ่งจะเห็นได้ว่า 2-3 ปีที่ผ่านมามีการฝังข้อมูลด้านเดียว และปฏิเสธข้อมูลด้านอื่นๆ  ตรงนี้จะต้องเข้าไปชี้แจงกับชาวบ้านเพื่อให้รับข้อมูลข่าวสารในหลายทาง ในส่วนของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็เช่นกันที่จะต้องไปอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจ ว่าประชาธิปไตยที่ถูกต้องคืออะไร ไม่ใช่เฉพาะแค่การเดินไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือต้องเคารพเสียงข้างมาก นี่ถือเป็นเปลือกนอกของระบอบประชาธิปไตย แต่ในส่วนของเปลือกในของระบอบประชาธิปไตยคืออะไร

               “สิ่งเหล่านี้จะต้องให้เขาเรียนรู้เหมือนกับเรื่องสถาบันก็จะต้องเข้าไปชี้แจง ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง ท่านไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง แต่ปัญหาต่างๆ มีคนเอาสถาบัน และม.112 ไปเกี่ยวข้อง และสร้างความเกลียดชังจนทำให้เกิดความขัดแย้ง และจากรับฟังความคิดจากทุกฝ่ายก็ไม่มีใครเสนอให้แก้ไข ม.112  อย่างกรณีของ นายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประเทศอังกฤษ ที่มาสัมภาษณ์ เขาก็ได้สอบถามในประเด็น ม.112  ซึ่งผมได้ถามไปว่าในประเทศของคุณมีกฎหมายที่ปกป้องประธานาธิบดีหรือไม่ ซึ่งทุกประเทศมีกฎหมายที่คุ้มครองผู้นำทั้งหมด แต่พอประเทศของผมมี คุณก็มาว่าซึ่งผมว่ามันไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่ ในแต่ละประเทศก็จะต้องมีศักดิ์ศรีของประเทศเขา ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเป็นแบบนี้หมดมันไม่ใช่การจัดระเบียบโลก บ้านของเราเรามีสติปัญญาคิดเองเป็น แก้ปัญหาเองได้ และเราก็มีความเป็นประชาธิปไตย” พล.ท.กัมปนาท ระบุ

 

สวธ.ตั้งวงมิติวัฒนธรรมสมานฉันท์    

                 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ สมาคมสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จัดเสวนาเรื่อง "วัฒนธรรม : พื้นฐานในการเสริมสร้างความมั่นคงและความสมานฉันท์ของชาติ"  โดยศาสตราจารย์ระพี สาคริก ประธานที่ปรึกษามูลนิธิระพี-กัลยา สาคริก กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาว่า  ทุกวันนี้เราไม่เคยเห็นวัฒนธรรมเกิดขึ้นในสังคมไทยมานานแล้ว แม้กระทั่งคนในครอบครัวก็ยังขาดความเข้าใจและความสามัคคี  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการเสริมสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ดังนั้นการแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจะต้องเริ่มต้นจากครอบครัวถึงจะแก้วิกฤตชาติได้
      
                 ขณะเดียวกันคนในชาติเองก็กำลังเรียกร้องสังคมประชาธิปไตย แต่ก็ยังเกิดคำถามขึ้นว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้วคืออะไร  ซึ่งหากคำว่าประชาธิปไตยต้องเกิดจากการเลือกตั้ง ตนคิดว่ากำลังเข้าใจกันผิด เพราะการเลือกตั้งคือการอวดอ้างสรรพคุณของนักการเมือง ซึ่งการอวดอ้างเหล่านี้คือจุดอ่อนที่ทำให้ชาติเกิดปัญหา ดังนั้นหากสังคมต้องการประชาธิปไตยจริงๆจะต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการเลือกตั้งใหม่
    
                 ศาสตราจารย์ระพี    กล่าวต่อไปว่า  สิ่งสำคัญของการใช้วัฒนธรรมมาเสริมสร้างความปรองดอง คือ เราต้องปลูกฝังให้คนไทยทั้งชาติ รักแผ่นดินถิ่นกำเนิด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นแบบอย่างของการรักชาติ รักแผ่นดินจนเป็นที่ประจักษ์ เห็นได้จากการที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนพสกนิกรในพื้นที่ต่างๆ  เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎร ได้อยู่ดีกินดี  และสอนให้ประชาชนได้ดำเนินชีวิตชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น หากคนไทยทุกคนปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ก็จะทำให้ชีวิตมีความสุข  ส่วนการที่ทุกฝ่ายช่วยกันหาวิถีทางสู่ความปรองดองและปฏิรูปประเทศนั้น ถือเป็นเรื่องดี แต่ก่อนที่เราจะปฏิรูปประเทศได้ เราต้องปฏิรูปใจ และเห็นว่าการปลูกจิตสำนึกให้คนไทยมีคุณธรรมและจริยธรรม
    
                 “ในหลวงมีรับสั่งว่าเอาน้ำดีไล่น้ำเสีย  คือ ไม่ใช่ไล่คนที่ไม่ดีออกแล้ว เอาคนดีมาใส่ เพราะทุกคนต่างมีส่วนที่ไม่ดีกันทั้งนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ปฎิรูปใจของเราให้คิดในแง่บวก  มองในส่วนดีของผู้อื่น ใครทำดีก็ควรส่งเสริมให้กำลังใจ ซึ่งครูและ สถาบันการศึกษามีส่วนสำคัญต่อการปลูกฝังสิ่งดีงามเหล่านี้  อย่างไรก็ตาม อย่าลืมหันกลับไปมองความดีงามของคนร่นหลัง อย่าดูถูกคนโบราณ เพราะคนเหล่านั้น ได้ทำอะไรเพื่อประเทศชาติของเราไว้มากมาย  หวังว่าจะเห็นคนในชาติได้ปฎิวัติตัวเองด้วยการคิดใหม่ ทำใหม่ เพราะจะส่งผลให้การปฎิรูปประเทศประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม” ศาสตราจารย์ ระพี  กล่าว
    
                 นายพะนอม แก้วกำเนิด อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  กล่าวว่า สาระสำคัญของวัฒนธรรมจะเป็นหนทางให้ไปสู่การดำเนินการและการพัฒนาใน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ที่มาของวัฒนธรรม 2. ความหมายของวัฒนธรรม และ 3.แก่นสารของวัฒนธรรม โดยทั้ง 3 องค์ประกอบนี้จะเป็นตัวหลักที่จะขับเคลื่อนให้คนไทยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีคิดใหม่ได้ โดยอยากให้คนในชาติได้ยึดถือปฎิบัติด้านคุณธรรมและจริยธรรมอย่างชัดเจนจนเกิดเป็นวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณ ขณะเดียวกันตนอยากเห็นแต่ละชุมชนได้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้น  เพื่อศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง โดยจะต้องหาแนวปฎิบัติด้านคุณธรรมจริยธรรมขึ้นมาสำหรับการเผยแพร่ให้เด็กและเยาวชนได้ทราบและนำไปสู่การปฎิบัติได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดรากฐานพลังแห่งการขับเคลื่อนความสามัคคี และช่วยสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น
    
                 ด้านนายดำรงค์ ทองสม รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้มีศิลปินแห่งชาติ และผู้แทนสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทยมาร่วมเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ อาทิ การแต่งเพลงเกี่ยวกับ ความสามัคคี และสร้างวัฒนธรรมน้ำใจไทย จัดพิมพ์หนังสือน้ำใจไมตรี 108 แจกจ่ายให้กับประชาชน การจัดตั้งทีวีวัฒนธรรม และเสนอให้บรรจุหลักสูตรวิชาวัฒนธรรมในสถาบันการศึกษา โดยหลังจากนี้ จะนำข้อเสนอที่ได้มาปรับเข้ากับโครงการสร้างความปรองดองต่อไป

 

นครราชสีมาจัดเวทีสรุปผลปฏิรูปเพื่อปรองดอง

                ที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ด้านหลังศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน พล.ต วุฒิ  แสงจักร ผู้บัญชาการมณฑลทหารที่ 21 (มทบ.21 ) กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี ฐานะ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 และ ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดนครราชสีมา พร้อมนายธงชัย  ลืออดุลย์ ผวจ.นครราชสีมา ร่วมทำจัดเวทีเสวนาสร้างความสุขอย่างยั่งยืน “ สรุปผลจากเวทีเสวนาปรองดองสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูประดับจังหวัด ” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนภาคประชาชน ภาคการเมือง ซึ่งมีอดีต สส.บัญชีรายชื่อ และเขตเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ,ชาติไทยพัฒนา และชาติพัฒนา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติม บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทุกคนมีอารมณ์ร่วมกับกิจกรรมอย่างเต็มที่ ส่วนใหญ่ได้เสนอให้แก้ปัญหาสองมาตรฐาน และ ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นที่ที่มีความแตกต่างชัดเจนระหว่างคนเมือง และคนชายขอบ โดยเฉพาะการคอรัปชั่นต้องจัดการให้เด็ดขาด
     
                ต่อมาได้ แยกเวทีเสวนา เพื่อสรุปประเด็นตามที่ คสช. ต้องการรับความคิดเห็น 10 แนวทาง คือ การปฏิรูปการเมือง ,การสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้บริหารประเทศ คือนักการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชน ,การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ,ปฏิรูปการบริการราชการแผ่นดิน การกระจายอำนาจ ความซ้ำซ้อนในการทำงานของภาครัฐ ,ปฏิรูปการทุจริต คอรัปชั่น ,ปฏิรูปการศึกษา ,ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ,ปฏิรูปด้านข้อมูลข่าวสาร,ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ,การจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ และการปฏิรูประบบพลังงาน
     
                นายธงชัย   ผวจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า พื้นที่การปกครองที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมี32 อำเภอ จำนวนประชากรรวมกว่า 3 ล้านคน และเป็นที่ตั้งของหน่วยงานความมั่นคง โดยมีกองทัพภาคที่  2กองบิน 1 สำนักงานตำรวจภูธรภาค 3 และสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง ที่มีอำนาจในการบริหาร จัดการ พื้นที่ 20  จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความหนาแน่นของประชากรที่หลากหลายวัฒนธรรม ทำให้มีปัญหาค่อนข้างมาก จึงเปิดโอกาสให้ตัวแทนทุกฝ่ายได้เสนอแนวคิดที่กำหนดให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางอำนาจ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยสงบสุขโดยเร็ว จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ซึ่งถือเป็นฉันทามติโดยชอบ เสนอต่อเวทีเสวนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7-9 มิถุนายน เพื่อพิจารณากำหนดนโยบายที่เหมาะสมต่อไป
     
                นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย อดีต สส.เขต 14 จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ฐานะ ตัวแทนภาคการเมือง กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งที่สะสมนานหลายปี ไม่ควรสืบค้นหาสาเหตุ ย้อนรอยเหตุการณ์ต่างๆ มิเช่นนั้นกิจกรรมปรองดอง สมานฉันท์ ก็ไม่บรรลุผล เนื่องจากแต่ละกลุ่มต้องอ้างความถูกต้องชอบธรรมของตนเอง ความยุติธรรมต้องมาก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง การเลือกตั้งคือคำตอบสุดท้าย เพื่อให้นานาประเทศยอมรับ พวกเรายินดีปฏิบัติตามแนวทาง คสช. โดยให้ความร่วมมือในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อให้ประเทศกลับคืนสู่ความเจริญรุ่งเรือง และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
     
                ด้านนายประเสริฐ  เฉยพุดซา กำนันตำบลพุดซา ฐานะตัวแทนกำนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นนิมิตหมายที่ดี คสช.ให้ความสำคัญของทุกภาคส่วน โดยให้ตัวแทนชาวบ้านในเขตชายขอบ หรือคนชนบท ที่มีความน้อยเนื้อต่ำใจมาตลอด ได้แสดงความคิดเห็นสิ่งแรกขอให้เร่งแก้ไขปัญหาความยากจน เศรษฐกิจ การเกษตร เสริมศักยภาพนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และขจัดสิ้นปัญหาสองมาตรฐาน คสช. ต้องมีความจริงใจในการประสานรอยร้าวความเห็นต่างทางการเมือง โดยกำหนดเงื่อนไขการดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้มีความชอบธรรม และเป็นไปตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยสะสางปัญหาตามที่เสนอแนะ จากนั้นควรจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว ทุกอย่างจะเข้าสู่โหมดสงบสุข ไร้แรงต้าน.