ข่าว

ภาคเกษตรยิ้ม-ค้าปลีกฟื้นหนุนต่อยอดปรับโครงสร้าง-กระจายรายได้

ภาคเกษตรยิ้ม-ค้าปลีกฟื้นหนุนต่อยอดปรับโครงสร้าง-กระจายรายได้

30 มิ.ย. 2557

ภาคเกษตรยิ้มร่า-ค้าปลีกฟื้น หนุนต่อยอดปรับโครงสร้าง-กระจายรายได้ : อนัญชนา สาระคูรายงาน

                ผ่านมา 1 เดือนเศษกับการจัดตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผลงานเด็ดที่เข้าตาประชาชน เห็นจะเป็นเรื่องการเร่งจ่ายเงินให้แก่ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกแต่ไม่ได้รับเงินจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มานานหลายเดือน ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านอื่นๆ ที่มีออกมาต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากข้าวแล้ว ยังมียางพารา อ้อย และผลไม้

                อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการที่ออกมาจะยังเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่หลายฝ่ายก็เห็นว่าเดินมาถูกทางแล้ว เพราะจะส่งผลให้มีเงินเข้าสู่ระบบฐานราก และหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เป็นการเข้ามาฟื้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้าหลังจากซบเซามานาน แต่ระยะยาวมีข้อเสนอให้ใช้วาระพิเศษของประเทศในครั้งนี้ เพื่อการพัฒนาภาคเกษตรให้ยั่งยืน ตลอดจนการมุ่งกระจายรายได้ ลดสังคมแบบทุนนิยมที่เอาเปรียบผู้ที่ด้อยกว่า

อัดฉีดเงินหมุนเวียนเกษตรกร

                ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เดินหน้าจ่ายเงินค้างจ่ายให้ชาวนาได้ครบทั้งหมดกว่า 9 หมื่นล้านบาท พร้อมออกมาตรการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่จะเข้ามาทดแทนโครงการจำนำข้าว คือการลดค่าใช้จ่ายด้านปัจจัยการผลิตต่างๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนให้แก่ชาวนาได้ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าเช่าที่นา ค่าจ้างรถเกี่ยวข้าว ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ตลอดจนความช่วยเหลือในด้านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจาก ธ.ก.ส. เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ระยะ 6 เดือน

                ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางในการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกภายในประเทศ ซึ่งราคาคร่าวๆ ที่พูดถึงกันนั้นอยู่ระหว่างราคาตันละ 8,500-9,000 บาท

                ไม่เฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเท่านั้นที่ได้รับการแก้ปัญหาในทันที ภายในเดือนที่ผ่านมา คสช. ยังได้อนุมัติวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ประสบปัญหา คือ โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา 1 แสนราย วงเงิน 6,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากของเดิมที่มีการช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่กรีดยาง ไม่เกิน 25 ไร่ ตามพื้นที่เปิดกรีดจริงอัตราไม่เกินไร่ละ 2,520 บาท แต่ยังมีเกษตรกรอีก 1 แสนรายที่ยังไม่ได้รับเงิน

                นอกจากนี้ ยังได้อนุมัติโครงการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติที่ตกค้างมาตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบันทั้งสิ้น 5.84 แสนราย วงเงินงบประมาณรวม 5,498 ล้านบาท แบ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย 4.85 แสนราย วงเงิน 4,722 ล้านบาท, ดินโคลนทับถม 49 ราย วงเงิน 5.25 แสนบาท, เกษตรกรผู้ประสบภัยแล้ง 3,284 ราย วงเงิน 44.19 ล้านบาท, วาตภัย 7,122 ล้านบาท วงเงิน 24.92 ล้านบาท, ภัยฝนทิ้งช่วง 7.19 หมื่นราย วงเงิน 511.88 ล้านบาท, ศัตรูพืชระบาด 1,841 ราย วงเงิน 17.08 ล้านบาท, โรคพืชระบาด 4,167 ราย วงเงิน 15.21 ล้านบาท, อัคคีภัย 16 ราย วงเงิน 2.45 แสนบาท, ภัยหนาว 10,240 ราย วงเงิน 159.85 ล้านบาท และเกษตรกรผู้ประสบภัยจากพายุและคลื่นลมแรง 33 ราย วงเงิน 3.5 ล้านบาท

                ด้านชาวไร่อ้อยที่รอมานานเช่นกัน ทาง คสช.ได้เห็นชอบกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายของฤดูการผลิตปี 2555/2556 ที่ 999.20 บาทต่อตันอ้อย ที่ความหวาน 10 ซีซีเอส ซึ่งตามปกติจะต้องประกาศราคาตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2556 ขณะเดียวกันได้อนุมัติเงินช่วยเหลือพิเศษ เพิ่มเงินค่าอ้อยของฤดูกาลผลิตปี 2556/2557 อีก 160 บาทต่อตันอ้อย จากเดิมประกาศราคาอ้อยไว้ที่ 900 บาทต่อตันอ้อย ซึ่งจะมีผลให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมากกว่า 3 แสนคน ได้รับเงินรวม 1,060 บาทต่อตันอ้อย

                โดยเงินในส่วนที่เพิ่มนี้กองทุนอ้อยและน้ำตาล จะทำการกู้เงินผ่าน ธ.ก.ส. วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท และจะนำรายได้จากการปรับขึ้นค่าน้ำตาลในประเทศกิโลกรัมละ 5 บาท มาชำระคืนหนี้ดังกล่าวแทน

                นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ล่าสุด ยังได้มีมติอนุมัติงบประมาณ 50.93 ล้านบาท จากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในการแก้ปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ และล้นตลาด โดยจะนำเงินดังกล่าวไปเป็นทุนหมุนเวียนในการจัดซื้อผลไม้และค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อนำไปแปรรูปจำนวน 2.80 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 48.13 ล้านบาท จะจ่ายขาดเพื่อสนับสนุนเงินชดเชยค่าขนส่งและบริหารจัดการผลผลิตในการกระจายผลผลิตสู่ตลาดปลายทางนอกแหล่งผลิต วงเงิน 39.75 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 3 ต่อปีที่กู้ยืมจาก ธ.ก.ส. และเป็นเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องในการซื้อขายผลไม้ วงเงิน 6.54 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการแปรรูปมังคุดและเงาะเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต วงเงิน 0.45 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการติดตามและบริหารจัดการโครงการ วงเงิน 1.39 ล้านบาท

                ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย กล่าวให้ความเห็นว่า การดำเนินมาตรการต่างๆ ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะการจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้แก่ชาวนากว่า 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งตามหลักแล้วจะมีเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบอีกหลายเท่า และจากการติดตามผลในขณะนี้ก็พบว่ากลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่ขายสินค้าอุปโภค-บริโภคมียอดขายกระเตื้องขึ้น ซึ่งเป็นผลดีและมีการขานรับที่ดี

หนุนปรับโครงสร้างภาคเกษตร

                อย่างไรก็ตาม การที่จะติดตามว่ายอดขายสินค้า หรือเศรษฐกิจในพื้นที่เกษตรกรรม หรือตามภูมิภาคต่างๆ กระเตื้องขึ้นจริงหรือไม่ คงต้องรอดูผลการจัดเก็บรายได้ที่ได้รับจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) แต่ก็คาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในครึ่งปีหลังขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 1-2% ซึ่งการขยายตัวในปี 2557 นี้ยังไม่มากเพราะครึ่งปีแรกติดลบค่อนข้างมาก แต่ผลทางเศรษฐกิจที่จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นจะปรากฏในปีหน้า โดยคาดว่าจีดีพีปี 2558 น่าจะเติบโตได้ถึง 4-5% แต่ต้องขึ้นอยู่กับการลงทุนในประเทศด้วย แต่ขณะนี้ทราบว่าทาง คสช. ได้เข้ามาดำเนินการ

                "เขามาถูกทางแล้วในการเข้ามาแก้ปัญหาในภาคเกษตร ซึ่งถือเป็นแม่เหล็กสำคัญของประเทศ แต่อยากเห็นการเดินหน้าในการพัฒนาให้มากขึ้นโดยการที่ไทยเรามีเป้าหมายการเป็นครัวของโลกนั้นถูกทางแล้ว แต่ก็ยังขาดสิ่งที่จะเข้าไปสนับสนุนโดยเฉพาะด้านงานวิจัยและพัฒนา เพื่อต่อยอดหรือเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตรของไทย จึงน่าจะมีการผลักดัน ฟู้ด วัลเล่ย์ ให้เกิดขึ้นให้ได้โดยให้เป็นแหล่งวิจัยและพัฒนา เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร โดยให้มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาสนับสนุนรวมทั้งสถาบันการศึกษา"ร.อ.จิตร์ กล่าวและว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาพูดกันถึงเรื่องกระจายรายได้ และสินค้าเกษตรควรจะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไก หรือมีพัฒนาการอย่างสหรัฐ ที่มีกฎหมายเข้ามาดูแลอย่างชัดเจน ซึ่งหากทำได้จริงจะถือเป็นคุณูปการให้แก่ประเทศ

                ด้านนายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การดำเนินมาตรการกระตุ้นฐานรากที่ คสช.ออกมานั้น ถือว่ามาถูกทางแล้ว ซึ่งการอัดฉีดเงินเข้าไปสู่ระบบจะทำให้เกษตรกรมีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายเป็นทวีคูณ ตลอดจนแนวทางการลดต้นทุน ด้วยการลดปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรถือเป็นเรื่องที่ดี เมื่อเกษตรกรลดต้นทุนได้ก็จะมีเงินเหลือเพียงพอในการใช้จ่ายเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ตนเองได้ ขณะเดียวกัน ประเทศชาติก็จะไม่สูญเสียงบประมาณไปเหมือนที่ผ่านมา อีกทั้งความช่วยเหลือก็เป็นความช่วยเหลือตรงไปยังเกษตรกรตัวจริง ไม่ใช่เจ้าของที่ดี ต่างจากโครงการประกัน คนที่ได้รับประโยชน์กลายเป็นเจ้าของที่นา ซึ่งไม่ใช่เกษตรกรตัวจริง

                "การกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากนี้ถือว่ามาถูกทางแล้ว และปกติเงินที่เมื่อถึงมือชาวนาก็จะมีการนำไปใช่เข้าสู่ระบบ ไม่หายไปได้ และอย่างน้อยก็จะก่อให้เกิดการหมุนรอบของเงินอย่างน้อย 2 รอบ เป็นเงินรวมกว่า 2 แสนล้านบาท" เขากล่าวและว่า

                อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่ายังไม่พอเพียงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งคงจะต้องดูเครื่องยนต์ตัวอื่นๆ ซึ่งเป็นตัวหลัก เช่นการส่งออก หรือการค้าชายแดนที่ยังคงเป็นพระเอกหลัก ตลอดจนการลงทุนในระยะยาวที่จะเกิดขึ้น ในส่วนภาคเกษตรกรรมเอง จำเป็นจะต้องมีการปรับโครงสร้าง จากเดิมที่ภาคเกษตรใช้แรงงานจำนวนมากขณะที่มีสัดส่วนในจีดีพีไม่ถึง 10% เท่านั้น จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโดยใช้เครื่องจักรเข้ามาแทนที่ ซึ่งควรจัดให้เป็นแผนระยะกลางถึงยาวในการดำเนินการเรื่องนี้

                นายสมเกียรติ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางหอการค้าอยู่ระหว่างการทดลองในเรื่องการปรับโครงสร้างภาคเกษตร โดยอยู่ระหว่างการรวบรวมที่นาจากเกษตรกรให้เข้ามาร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 2,000 ไร่ ในพื้นที่จังหวัดชัยนาทและอ่างทอง ในการร่วมทดลองใช้เครื่องจักรเข้ามาแทนที่ ซึ่งคาดว่าผลที่ได้อย่างหนึ่งคือการลดการสูญเสียลงจากเดิมที่จะพบว่าจากระบบเดิมจะมีความสูญเสียมากถึง 30% และหากการทดลองประสบความสำเร็จก็จะนำเสนอในภาคอื่นๆ ต่อไป

 

ค้าปลีก-ส่งรับอานิสงส์ธุรกิจเริ่มฟื้น

                ขณะที่นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีก ไทย กล่าวว่า ในภาคค้าส่ง-ค้าปลีกเองในขณะนี้เริ่มเห็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในภาคเกษตรส่วนของปัจจัยการผลิตที่เริ่มมียอดจับจ่ายใช้สอยสูงขึ้นต่อเนื่องทั้งปุ๋ย และยาฆ่าแมลง โดยในกลุ่มค้าปลีก-ส่งปกติจะมียอดการเติบโตอยู่แล้วไม่ต่ำกว่า 10% ซึ่งก็ยังคงตัวเลขดังกล่าวนี้ต่อไป

                อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่เริ่มขยายตัวขึ้นยังเป็นเพียงบางพื้นที่เท่านั้น เช่นในพื้นที่เกษตรกรรม แต่พื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมกลับซบเซาลงไป เนื่องจากปัญหาแรงงานกัมพูชาที่กลับบ้านไป รวมทั้งในพื้นที่ที่เป็นสีเทา ดำ ก็พบว่ามีความซบเซาลงเช่นกัน เนื่องจากในขณะนี้ทางเจ้าหน้ารัฐได้เดินหน้าปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจัง แต่ในส่วนนี้ถือว่าเงินไม่ได้หายไปไหนและจะกลับเข้ามาหมุนเวียนในระบบเช่นเดิม เช่น เงินจากการพนัน แม้จะซบเซาไปแต่เงินส่วนนี้ก็ไม่ได้หายไป จะยังกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเช่นเดิม แถมจะยังคืนความสุขให้แก่ครอบครัวไทยอีกด้วย

                "ตอนนี้คนไทยต้องถามตัวเองว่า เราต้องการอยู่กันแบบไหน ยังต้องการการเติบโตแบบตัวเลขเหมือนเดิมหรือไม่ หรือขอให้มีความสุขตามอัตภาพ โดยมีบางอย่างที่จำเป็นต้องแก้ไข จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน สร้างกติกาใหม่ หลังจากมีการเอารัดเอาเปรียบกันมานานจากนายทุนใหญ่ ในระบบทุนนิยมกันมานาน ซึ่งผมเห็นว่าขณะนี้ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เวลานี้หมาะที่จะขจัดขวากหนามเหล่านี้ออกไป และทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์โดยปราศจากนายทุนครอบงำ" นายสมชาย กล่าว