
จัดระเบียบแท็กซี่ป้ายดำภูเก็ตผลประโยชน์ควรตกกับคนท้องถิ่น
จัดระเบียบแท็กซี่ป้ายดำภูเก็ต ผลประโยชน์ควรตกกับคนท้องถิ่น :: สาลินี ปราบรายงาน
ปัญหาการให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ หรือแท็กซี่ จ.ภูเก็ต ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่เกิดมาค่อนข้างยาวนาน ทั้งอัตราค่าบริการที่สูงเกินจริง การไม่สามารถรับส่งผู้โดยสารได้อย่างอิสระและพฤติกรรมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของการประกอบอาชีพ แม้จะเกิดขึ้นจากคนส่วนน้อย แต่กลับเป็นปัญหากระทบในวงกว้าง ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานพยายามแก้ปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ประสบผลเท่าที่ควร ล่าสุดตำรวจภูธรภาค 8 จัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามกลุ่มแท็กซี่ผู้มีอิทธิพลพื้นที่จ.ภูเก็ต และมีการขอหมายจับกลุ่มแท็กซี่ป้ายดำรวมทั้งผู้สนับสนุนแล้ว 112 หมาย ผู้ต้องหา 119 คน นอกจากนี้ยังมีการตรวจค้นบ้านผู้ต้องหาเพื่อดำเนินการตามมาตรการยึดทรัพย์ด้วย
เกี่ยวกับการใช้มาตรการดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่ง “ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น” หรือ “คุณปราบ” ประธานบริหารบริษัทในเครือพิโซน่ากรุ๊ป และเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนในการจัดระเบียบผู้ให้บริการรถรับจ้างที่อยู่ในความดูแลของ “พิโซน่ากรุ๊ป” ในพื้นที่หาดป่าตอง ในช่วงที่ผ่านมา จนเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานที่รับผิดชอบในระดับจังหวัด บอกว่า จากที่เคยมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการจัดระเบียบแท็กซี่ป้ายดำในพื้นที่หาดป่าตองมาเป็นเวลาร่วมสิบปี ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง ส่วนตัวแม้เห็นด้วยกับการเข้าจัดระเบียบแท็กซี่ป้ายดำของตำรวจภูธรภาค 8 แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะในจำนวนดังกล่าวมีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกันอยู่ โดยเห็นด้วยอย่างยิ่งในการจัดการผู้ขับแท็กซี่ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม มีการข่มขู่หรือทำร้ายนักท่องเที่ยว เพราะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี
“วิธีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดจัดการกับผู้ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมนั้น เป็นวิธีการหนึ่งที่เคยมีการพูดคุยกันนานแล้ว แต่ส่วนตัวมองว่า ไม่น่าจะใช่เวลาที่เหมาะสม เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงของการปรองดองและเป็นการดำเนินการแบบไม่คาดคิดเหมือนกับการเกิดสึนามิ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์มากนัก เพราะหากไม่ดำเนินการช่วงนี้อนาคตก็ต้องมีการดำเนินการอย่างแน่นอน แต่สิ่งสำคัญคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบคำถามชาวบ้านให้ได้ว่า เมื่อมาจับกุมและรื้อคิวที่ตั้งรถแท็กซี่แล้ว กรณีที่เป็นคนท้องถิ่นและเป็นแท็กซี่น้ำ ดีจะให้เขาไปประกอบอาชีพอะไร เพราะภูเก็ตไม่ใช่เมืองเกษตรกรรม ปัญหาของคนขับแท็กซี่มีเหมือนกันคือ ไม่มีพื้นที่สำหรับประกอบอาชีพและทำมาหากิน ขณะเดียวกันคนขับแท็กซี่ที่ถูกจับกุมแล้วก็ควรให้โอกาสในการปรับปรุงตัวเอง เพื่อให้กลับมาให้ความร่วมมือกับภาครัฐ โดยควรมีการเริ่มต้นใหม่ และให้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่สร้างปัญหาอีก เพื่อให้การแก้ปัญหาสำเร็จอย่างแท้จริง เข้าใจว่า การแก้ปัญหานั้นต้องใช้หลายๆ วิธี ทั้งการปราบปราม การป้องกันและป้องปราม”
"ปรีชาวุฒิ" ยังบอกด้วยว่า เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการปราบปรามแล้ว ก็มาใช้กระบวนการป้องปราม ต้องมาสำรวจและกลั่นกรองข้อมูลว่า มีกี่คนที่ต้องการประกอบอาชีพขับแท็กซี่อย่างแท้จริง และมีกี่คนที่ทำแบบฉาบฉวย ซึ่งคิดว่ากลุ่มนี้น่าจะมีประมาณ 5-10% เท่านั้น เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดปัญหาทำตัวเป็นมาเฟียหรือสร้างปัญหาอีก พร้อมกันนี้ก็ต้องมีการพัฒนาศักยภาพให้เป็นมืออาชีพในการประกอบอาชีพนี้อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้ปัญหาการหวงพื้นที่ลดน้อยลงด้วย เพราะขณะนี้ภาพแท็กซี่ถูกเหมารวมว่าแท็กซี่ป้ายดำคือมาเฟียหรือทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ทั้งที่ความจริงแท็กซี่ป้ายดำที่เป็นน้ำดีและต้องทำมาหากินอย่างบริสุทธิ์ก็มีมาก ดังนั้นต้องการประกอบอาชีพนี้อย่างแท้จริงและยั่งยืนต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เริ่มต้นจากสอบใบขับขี่ให้ถูกประเภท เข้ารับการอบรมเรื่องภาษาและการให้บริการแบบมืออาชีพ ส่วนการจัดตั้งคิวในพื้นที่สาธารณะก็ไม่น่าจำเป็นมากนัก โดยให้หันมาใช้เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารเข้ามาช่วยก็สามารถทำได้
“การจัดระเบียบแท็กซี่ป้ายดำด้วยการปราบปรามรอบนี้ ส่วนตัวมองว่าคนที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงควรเป็นคนท้องถิ่น โดยประโยชน์ไม่ควรตกอยู่บริษัทใหญ่ๆ บริษัทใดบริษัทหนึ่งเหมือนที่มีกระแสข่าวอยู่ขณะนี้ หากมีการเชื่อมประสานที่ดี มีการพูดคุยขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงแรมต่างๆ ให้ช่วยรักษาอาชีพของคนท้องถิ่น เพราะการแก้ปัญหาเรื่องทำกินให้ประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมาร่วมคิดร่วมทำ เพื่อทำให้เกิดการยอมรับซึ่งกันและกัน รวมทั้งถือเป็นกฎระเบียบของสังคม นอกจากนี้ก็ต้องทำให้คนขับรถแท็กซี่คิดว่าตัวเองเป็นหน้าตาของเมืองภูเก็ต จะต้องปรับปรุงตัวเองและบริการเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปอย่างกว้าง หากทำได้ก็จะทำให้การท่องเที่ยวของภูเก็ตมีความยั่งยืนแน่นอน”
นอกจากนี้ "ปรีชาวุฒิ" ยังกล่าวอีกว่า การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนตัวคิดว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการแท็กซี่อยากขอความเห็นใจ ขอมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ อยากให้เห็นความสำคัญของคนพื้นที่และขอให้เขามีสิทธิในการทำมาหากิน จากหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจด้านการท่องเที่ยว นำเที่ยว กรณีห้ามให้คนขับแท็กซี่ที่ถูกออกหมายจับกลับไปขับรถในพื้นที่อีกนั้น ส่วนตัวมองว่า หากไม่ให้เขาทำอาชีพนี้แล้วจะให้คนเหล่านี้ไปทำอะไรในหารายได้เลี้ยงชีพและครอบครัว จึงอยากให้ภาครัฐเปลี่ยนมุมมองและให้โอกาสคนเหล่านี้ด้วย เพราะหากยังมองว่าแท็กซี่เป็นมาเฟียก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ควรให้โอกาสปรับตัว แต่หากทำผิดอีกก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย เหมือนกับนักกีฬา เมื่อทำผิดกติกา ครั้งแรกจะแจกใบเหลือง หากผิดซ้ำจึงแจกใบแดง
กับคำถามที่ว่า เมื่อปราบปรามแล้วปัญหาแท็กซี่ป้ายดำจะหมดไปจากภูเก็ตหรือไม่ ปรีชาวุฒิ บอกว่า ปัญหาคงไม่หมดไป 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ลดลงระดับหนึ่ง ซึ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ต้องใช้ยุทธการป่าล้อมเมือง ค่อยเป็นค่อยไป ดึงมวลชนเข้ามีส่วนร่วมและยอมรับแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งส่วนตัวมั่นใจว่า การเข้าปฏิบัติการของตำรวจภูธรภาค 8 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะไม่เสียเปล่าและมีประโยชน์เกิดขึ้นแน่นอน หากทั้งหมดเป็นการทำเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ประเทศชาติ นับว่ามีผลคุ้มค่า แม้จะมีผู้ที่ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ผลดีที่ภูเก็ตและประเทศไทยได้รับคือ การเรียกความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวกลับมา
“สิ่งสำคัญหลังจากภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสร็จสิ้นก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ที่จะเข้ากำกับดูแลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก โดยใช้มาตรการป้องปราม ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากขึ้น เพราะความไว้วางใจที่เคยได้รับจะลดลงแล้ว และต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพื่อสร้างความมั่นใจและทำให้แท็กซี่รุ่นใหม่เป็นอาชีพที่เชิดหน้าชูตาการท่องเที่ยวของภูเก็ต เพราะที่ผ่านมาแท็กซี่น้ำดีก็มีมาก แต่คนมักมองไม่เห็น ขณะที่แท็กซี่ซึ่งทำไม่ดีเป็นเพียงส่วนน้อย แต่กลับเหมารวมทั้งหมด และเป็นเรื่องที่แท็กซี่น้ำดีรับไม่ได้เช่นกัน” ปรีชาวุฒิ กล่าวสรุปในตอนท้าย
...........................
(หมายเหตุ : จัดระเบียบแท็กซี่ป้ายดำภูเก็ต ผลประโยชน์ควรตกกับคนท้องถิ่น : สาลินี ปราบรายงาน)



