ข่าว

คสช.ล้างบางยาไล่เบี้ยคุก-แบงก์-ดึงทุกภาคส่วนร่วมแก้

คสช.ล้างบางยาไล่เบี้ยคุก-แบงก์-ดึงทุกภาคส่วนร่วมแก้

30 มิ.ย. 2557

เมื่อ คสช.ล้างบางเสพติด ไล่เบี้ยคุก-แบงก์-ดึงทุกภาคส่วนร่วมแก้ : สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผบ.ทบ.ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

                พวกคุณไปตามจับคนเลวพวกนั้นมาเข้าคุก แต่คุณกลับปล่อยให้คนเลวพวกนั้นใช้คุกเป็นที่ทำมาหากินสั่งขายยาเสพติด คนที่ทำอย่างนี้ได้มันเลวกว่าคนสั่งขายยาพวกนั้นเสียอีก"

                น้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่เล็ดลอดออกมาจากห้องประชุมการแก้ไขปัญหายาเสพติด ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมการบริหารประเทศ โดยมอบหมายให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

                ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับการแก้ปัญหายาเสพติด ที่ระบาดในประเทศไทยมานาน เพราะ "สงครามยาเสพติด" ที่ถูกประกาศโดยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ทำได้เพียงแค่ปลุกตลาดการค้ายาเสพติดให้ยกระดับราคาสูงขึ้นเท่านั้น

                นั่นอาจเป็นเพราะปัญหายาเสพติดได้หยั่งรากลึกไปทุกซอกทุกมุมของสังคม ทำให้กลไกรัฐหรือหน่วยงานรัฐหน่วยใดหน่วยหนึ่งยากจะแก้ปัญหาได้เพียงลำพัง การเข้ามาบริหารประเทศของ คสช.ที่จำเป็นต้องเข้ามารับภาระอันหนักหน่วงนี้ ในบางมุมมองก็อาจเป็นจังหวะที่ดี เพราะ "อำนาจพิเศษ" อาจทำให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ อาจไม่ถึงกับหมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย เอาแค่หลบลงไปอยู่ใต้ดิน และเกรงกลัวอำนาจรัฐนั่นก็อาจจะพอแล้ว

                ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีหลายหน่วยงาน ไม่นับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานตำรวจปราบปรามยาเสพติด ก็จะมีทั้งในส่วนของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม การดูแลปัญหานี้ก็แล้วแต่ว่าแนวทางของหน่วยงานนั้นจะเป็นอย่างไร

                "ผมจะเน้นระบบป้องกันและภูมิคุ้มกัน โดยจะมีอยู่ 3 ระบบ คือ การจับกุม ติดตาม และสกัดกั้น แต่งานบำบัดและฟื้นฟู และการป้องกันและภูมิคุ้มกัน โดยการฟื้นฟูผู้ที่ติดยาเสพติดไม่ค่อยมีการติดตามเท่าไหร่ ดังนั้นจะต้องทำการปรับและติดตามให้ชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาระบบที่ว่ามันหายไป" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงแนวทางการทำงาน

                แต่เมื่อเข้าไปสัมผัสกับการทำงานของแต่ละหน่วยงานแล้ว พล.อ.ไพบูลย์ พบว่า งาน "ป้องกัน-ให้ความรู้" นั้น ค่อนข้างซ้ำซ้อน หลายหน่วยงาน แม้กระทั่งเอ็นจีโอ ต่างก็พยายามเข้าไปให้ความรู้ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการนั้น ของบประมาณมาโรงเรียนละ 5,000 บาท เมื่อมาเจอกับเรื่องระบบฐานข้อมูลก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะไม่รู้จะไปทางไหน

                "คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าการดำเนินการจะประสบความสำเร็จ อะไรคือตัวชี้วัด ก็ตอบไม่ได้ โดยตัวชี้วัดที่ดีที่สุดจะต้องดูว่า คนที่กลับมาสู่ยาเสพติดอีกมีกี่เปอร์เซ็นต์ ถึงจะรู้ว่าโครงการดังกล่าวสำเร็จหรือไม่ กลุ่มที่ติดยาเสพติดมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ฟื้นฟู และกลุ่มคดีความที่หมดไป ที่ผ่านมาถือว่าระบบติดตามกลุ่มคนที่ติดยาเสพติดถือว่าล้มเหลว ไม่ได้ทำจริงจัง เพราะไม่มีการจัดทำระบบฐานข้อมูล เมื่อไม่มีก็ไม่รู้ว่าหลังจากบำบัดแล้วปล่อยคนพวกนี้กลับสู่สังคม ก็เลยไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

                ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ พล.อ.ไพบูลย์ ตัดสินใจมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ เพราะเห็นว่า กลไกของกระทรวงมหาดไทยนั้นยาวตั้งแต่จังหวัดไปจนถึงระดับหมู่บ้าน ซึ่งรวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                “ผมบอกเลยว่า ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะผมเชื่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) คนในหมู่บ้านใครจะรู้ดีเท่าผู้ใหญ่บ้าน"

                อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็คือไม่มีการจัดทำระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับผู้ได้ผ่านการบำบัดรักษามาก่อน จึงมอบหมายให้ทั้งกรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่ทำการบำบัดรักษารีบไปรวบรวมฐานข้อมูลทั้งหมด เพื่อมามอบให้ตำรวจ และกระทรวงมหาดไทย แล้วให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการลงไปยังพื้นที่ ไปดูว่าคนเหล่านั้นยังอยู่หรือเปล่า หรือไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่ถ้าทั้งประเทศเข้าระบบนี้ทั้งหมดก็น่าจะแก้ปัญหาได้

                ส่วนเงินสนับสนุน พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า อบต.ทุกแห่งมีโครงการเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว น่าจะรับผิดชอบได้ เพราะแต่ละโครงการที่ทำก็ไม่ได้มากกว่าการพากันไปดูงานนอกสถานที่ของ อบต.สักงานเดียว เรื่องงบอุดหนุนโรงเรียนก็เช่นเดียวกัน ตามหลักครูมีหน้าที่สั่งสอนเด็กนักเรียนอยู่แล้วในหลักสูตรก็มี ดังนั้นทั้งหมดนี้ไม่ควรมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะมีอยู่ในแต่ละส่วนแล้ว

                "ผมก็บอกปลัดกระทรวงมหาดไทยไป กรมการปกครองก็อยู่กับท่าน กรมปกครองส่วนท้องถิ่นก็อยู่กับท่านหมด เป็นหน้าที่ของท่านแล้วล่ะ" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

                พล.อ.ไพบูลย์ เชื่อว่า กลไกป้องกันยาเสพติดหากลงไปในระดับล่างสุด คือระดับครอบครัว ถ้าทุกครอบครัวไม่เสพยาบ้า ประเทศไทยก็หมดยาบ้าไปแล้ว ดังนั้นระบบการป้องกันจะต้องเริ่มขึ้นจากภายในหมู่บ้าน โดยจะใช้กลไกที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

                "ปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องตอบได้หมดว่าภายในท้องถิ่นมีการจัดกิจกรรมอะไรบ้าง ในฐานะที่เป็นพ่อเมืองจะต้องดูแลในเรื่องนี้ ดังนั้นปีนี้ผมจะเน้นหนักไปที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ หากผู้ว่าราชการจังหวัดไหนไม่รู้เรื่องไม่ฟังก็จะต้องย้ายออก ผมจะประเมินเองว่าจังหวัดไหน อำเภอไหน ตำบลไหน ว่ามียาเสพติดมากน้อยแค่ไหน ผมอยากถามว่า ถ้าลูกบ้านติดยาเสพติด 90 เปอร์เซ็นต์ ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลจะอยู่ไหวหรือ ผมจะต้องหาคนที่รับผิดชอบ หรือคนที่มีหน้าที่โดยตรง"

                โครงสร้างปัญหายาเสพติดนั้นไม่ได้เกี่ยวพันเพียงแค่หน่วยงานภาครัฐ หากแต่ "ธนาคาร" เองอยู่ในห่วงโซ่นี้ด้วย ภายใต้เงื่อนไขจูงใจให้แก่พนักงานธนาคารว่า จะต้องทำยอดเงินฝากให้ได้ตามเป้าหมายที่ธนาคารกำหนด โดยบางครั้งไม่ได้เฉลียวใจว่า ผู้ที่มีอาชีพแค่นี้จะมีเงินไปฝากจำนวนมาก และสม่ำเสมอได้อย่างไร

                เรื่องดังกล่าว คสช.ได้ให้ ปปง.ในการตรวจสอบระบบบัญชี โดยสามารถขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่างๆ หากใครไม่ให้ความร่วมมือจะถูกปรับ 5,000 บาท เนื่องจากงานการแก้ไขปัญหามีความเชื่อมโยงกัน

                "ผมเคยคุยกับธนาคารประมาณ 60-70 แห่ง เกี่ยวกับเรื่องการเปิดบัญชี มันจะเป็นไปได้ยังไงนักโทษที่อยู่ในคุกเปิดบัญชีกับธนาคารได้ ผมถามว่า คุณจะพอใจเรื่องยอดเงินที่เป็นเงินสกปรกจากการค้ายาเสพติดหรือ เรากำลังจับตาธนาคารที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน เตรียมที่จะเข้าตรวจสอบ เพราะเชื่อว่าหากคนขายยาแล้วไม่ได้เงิน สุดท้ายก็คงไม่ทำอีก"

                พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวยืนยันว่า คสช.จะเดินหน้าในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเต็มที่ เพราะที่ผ่านมาหลังจากตรวจสอบบัญชีที่อยู่ในเรือนจำแล้ว ขณะนี้กำลังดำเนินการจัดทำบัญชีเครือข่ายยาเสพติดที่อยู่นอกเรือนจำด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือข้าราชการ จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด ที่ผ่านมาเคยเรียกบุคคลที่ต้องสงสัยเข้ามารายงานตัว

                "คนที่เข้ามารายงานก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่มีการยิ้มรับ ทั้งบ่อนพนัน ตู้ม้า อยากจะถามว่า พวกนี้จะมีความสุขกับเงินที่ได้มาอย่างนี้มากแค่ไหน ถ้าเทียบกับการที่เห็นภาพในหน้าหนังสือพิมพ์ลูกฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ เพราะติดยา ต่อไปที่ผมจะเรียกก็พวกบิ๊กเนมทั้งหลาย"

                สุดท้าย พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้ายถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือในการปราบปรามยาเสพติดว่า เรามีความจำเป็นที่จะต้องจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์รถขนสินค้า เพราะการซุกยาเสพติดไว้ในรถขนสินค้าเกษตร หรือไม่ก็ใส่ตู้มาแล้วปิดป้ายบอกว่า ห้ามเปิด สินค้าเน่าเปื่อย ถ้ามีเครื่องเอกซเรย์จะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างแน่นอน

........................................

(หมายเหตุ : เมื่อ คสช.ล้างบางเสพติด ไล่เบี้ยคุก-แบงก์-ดึงทุกภาคส่วนร่วมแก้ : สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา  ผู้ช่วยผบ.ทบ.ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม)